"สส.ชลัฐ" เสนอนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน กระจายอำนาจ ลดความเหลื่อมล้ำ

"สส.ชลัฐ" เสนอนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน กระจายอำนาจ ลดความเหลื่อมล้ำ

“ชลัฐ” เสนอ นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อกระจายอํานาจ และกระจายความเจริญสู่ทุกท้องที่ของประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำ 12 กันยายน 2567 นายชลัฐ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเรื่อง คําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ว่า ตนเองได้มาศึกษาตัวคําแถลงนโยบายหน้าที่ 1 และหน้าที่ 12 โดยเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญกับการกระจายอํานาจ กระจายความเจริญ และลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาส สร้างความเสมอภาค และสร้างความหวัง ซึ่งตนได้ย้อนกลับไปอ่านหน้าที่ 9 นโยบายได้มีการเสนอการปรับโครงสร้างภาษี แต่เน้นย้ำแค่ในเรื่องของฝ่ายการลงทุนหรือฝ่าย private sector แต่อยากเสนอว่าให้การ restructure (ปรับโครงสร้างใหม่) ของภาษีลงไปสู่ท้องถิ่นด้วย . โดยนายชลัฐ กล่าวอีกว่า ถ้าย้อนกลับไปปี 2565 ขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเสนอนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งภาษีมีหลายตัว แต่ละตัวความยากง่ายที่จะแก้ไขไม่เหมือนกัน ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ Vat เกิดที่ไหนใช้ที่นั่น โดย Vat 7% นี้ ขอเสนอว่า 4% ให้เข้าส่วนกลาง แต่ 3% แบ่งให้ท้องถิ่นที่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่ง 3% นี้ เพื่อไปแก้ไขระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งปัญหาคมนาคม ปัญหาน้ำดี น้ำเสีย หรือน้ำท่วมที่กําลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงขยะที่ยังไม่มีระบบจัดเก็บที่ดีพอหรือไม่ชัดเจน เงินทั้งหมดที่จะเก็บได้จาก 3% นี้ จะมีคณะกรรมการของจังหวัดพิจารณาว่าควรจะไปจัดสรรที่ไหน . นอกจาก Vat ก็จะมีภาษีอื่นอีก เช่น ภาษีรายได้บุคคล และถามว่าจะเป็นความภูมิใจของประชาชนมากแค่ไหน ถ้าประชาชนได้มีโอกาสเลือกเงินภาษีที่เขาโดนเก็บไปส่วนหนึ่งกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง กลับไปพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง แรงเหงื่อที่เขาเหนื่อยมาทั้งหมดนี้ ได้กลับไปทําให้บ้านเขาพัฒนามากขึ้น จนสุดท้ายเขาอาจจะไม่ต้องย้ายเข้าไปทํางานในเมือง นายชลัฐ กล่าว . “ สำหรับ เฟสที่ 3 ภาษีนิติบุคคล ตอนนี้อยู่ที่ 20% แต่อยากวาดฝันให้ทุกคนฟังว่า สมมุติถ้าเรามีกลไกภาษี 3 อย่าง เราอยากพัฒนาเมืองไหนเป็นเมืองลงทุน เราลดภาษีนิติบุคคลเราอยากให้คนไปใช้จ่าย ไปเที่ยวที่ไหน เราลด Vat คราวนี้จะมีการกระจายอํานาจ หรือกระจายความเจริญทุกหัวมุมเมืองของประเทศไทย “ . อย่างไรก็ดี นายชลัฐ ได้มีการยกตัวอย่างที่จังหวัดภูเก็ตซึ่งได้มีการไปศึกษาดูงาน และได้เห็นว่า ปัญหาของภูเก็ตไม่ใช่เรื่องของนักท่องเที่ยว และไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกแล้ว แต่เป็นปัญหาของคุณภาพชีวิตของคนภูเก็ตที่ต้องสู้กับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณทุกปีๆ ภูเก็ตตอนนี้ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวธรรมดา ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองขนาดกลาง แต่เป็นมหานครแล้ว ก็ต้องมีปัญหาแบบมหานคร แม้ว่าจะเจริญแต่ก็มีปัญหาเรื่องน้ำสะอาด น้ำดื่ม น้ำใช้ไม่เพียงพอ มีปัญหาน้ำเสียที่ลงไปถึงทะเลในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่กะตะ อีกทั้งมีปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลายๆ ครั้ง ท่วมหนักที่สุดถึงในรอบ 50 ปี ปัญหาเรื่องของรถติด ที่ทําให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ตอนนี้ภูเก็ตได้นํากรุงเทพฯไปแล้ว กลายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่มีเรื่องรถติดมากที่สุด เพราะมีถนนหลักแค่สายเดียว จากสนามบินลงสู่ใจกลางเมือง ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะว่างบประมาณของท้องถิ่นไม่เพียงพอ ที่จะบริหาร และแก้ปัญหา รวมกับส่วนรัฐบาลกลางที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด . นายชลัฐ กล่าวอีกว่า เมื่อย้อนไปดูรายได้ของภูเก็ต ปี 2565 7 เดือน 6หมื่นกว่าล้านบาท กว่า 85% มาจากรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ถามว่า เป็นจังหวัดที่รองมาจากกรุงเทพฯ แต่ได้งบพัฒนา หรืองบจังหวัดแค่ 3,840 ล้านบาท ตัดงบประจําออกไป หรืออาจจะเหลือแค่ 700 – 800 ล้านบาท งบลงทุน งบแก้ปัญหา งบแก้ภัยพิบัติ จะพอได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ถ้าจังหวัดอย่างภูเก็ตที่เราสามารถเอาเป็นโมเดลนําร่องได้ ยังไม่ได้บริหารจัดการตัวเองกับรายได้ที่เขามีเพิ่มขึ้น และจังหวัดอื่นจะทําอย่างไร . นอกจากนี้ ถ้าประชาชนหรือคนในจังหวัด ไม่มีอํานาจที่จะตัดสินใจ หรือเราไม่ให้เงินทุนเราไม่ให้เงินที่เขาจะนำไปพัฒนาแก้ปัญหาในจังหวัดตัวเอง จังหวัดจะดีขึ้นได้อย่างไร สุดท้ายนี้ เข้าใจว่าครม. ชุดนี้น่าจะเห็นความสําคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงอยากขอฝากนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ที่จะกระจายอํานาจ และกระจายความเจริญได้สู่ทุกท้องที่ ทุกมุมประเทศของประเทศไทยด้วย นายชลัฐ กล่าวในท้ายที่สุด