ยึดแผ่นดิน คืนจากกัมพูชา
ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มีความแน่วแน่ที่จะนำอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน กลับมาเป็นของประเทศไทย
ผลงานโดดเด่นของพรรคภูมิใจไทย

ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มีความแน่วแน่ที่จะนำอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน กลับมาเป็นของประเทศไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำพาประเทศไทยกลับมามีบทบาทและเป็นที่สนใจในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง

"คนละครึ่งพลัส" เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และถูกยกให้เป็น นโยบายเรือธง ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ปฏิบัติการยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์และเครือข่ายทุนเทาข้ามชาติมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง" ล่าสุดของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ในฐานะนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ณ ขณะนั้น) ซึ่งมีการแถลงข่าวใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568

นโยบาย "คืนครูให้นักเรียน" และ "คืนภารโรงให้โรงเรียน" เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ "เรียนดี มีความสุข" ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และพรรคภูมิใจไทย เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมมานานในโรงเรียนไทย

นโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" คือการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นผลงานที่เริ่มมีการปักธงและผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมในสมัยดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุข และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนครอบคลุมทั่วประเทศในปัจจุบัน (ปี 2568)

นโยบาย "ฟอกไตฟรี" ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ในขณะนั้น) และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและลดภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้งให้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทั่วประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) โดยมีนโยบาย ดังนี้
ในช่วงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปลายปี 2566 เป็นต้นมา นโยบายด้านยาเสพติดถูกยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย (ฝ่ายปกครอง) ผนึกกำลังกับตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง ภายใต้สโลแกน "ทำทันที"

ในสมัยที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกย่องประเทศไทยให้เป็น "ประเทศต้นแบบ" ในการบริหารจัดการการระบาดใหญ่ โดยมีประเด็นที่นานาชาติชื่นชมคือ ระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ที่ครอบคลุม ทำให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และมี กลไก อสม. (นักรบชุดเทา): พลังของอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า 1.05 ล้านคน ที่เคาะประตูบ้านคัดกรองผู้ป่วยในระดับชุมชน คือปัจจัยที่ทั่วโลกทึ่งและอยากนำไปเป็นแบบอย่าง

เป้าหมายหลักของพรรคภูมิใจไทย โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย และลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องหนังสือเรียนหรือการเดินทางมาติวนโยบาย "เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา" (Anywhere Anytime) ผ่านแพลตฟอร์ม NDLP (National Digital Learning Platform) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้

พรรคภูมิใจไทย โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ผลักดันการขยายสิทธิ "โครงการอาหารกลางวัน" ให้ครอบคลุมถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1 - ม.3) ในโรงเรียนขยายโอกาส จากเดิมงบประมาณอาหารกลางวันจะจัดสรรให้เฉพาะเด็กระดับ อนุบาล 1 ถึง ชั้นประถมปีที่ 6 เท่านั้น ทำให้เด็ก ม.ต้น ในโรงเรียนเดียวกัน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา: สังกัด สพฐ., อปท., ตชด. และพระปริยัติธรรม มัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 มักจะประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำ บางส่วนต้องแบ่งอาหารจากน้องๆ หรือไม่มีงบประมาณสนับสนุนโดยตรง

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและจับต้องได้ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ผลักดันนโยบาย "ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษในวันหยุดนักขัตฤกษ์" เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ในวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ความสำเร็จในการบริหารจัดการของประเทศไทยกลายเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น ดำเนินการ ที่เป็นประโยชน์ คือ

นโยบาย "มะเร็งรักษาทุกที่" เป็นการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งภายใต้ระบบบัตรทองที่พลิกโฉมการให้บริการครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งเริ่มดำเนินการและเห็นผลชัดเจนในสมัยที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข และได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบในปี 2568-2569 นี้