ปฏิบัติการยึด/อายัดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์ และเครือข่ายทุนเทาข้ามชาติมูลค่ากว่า 10,650 ล้านบาท ถือเป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง" ล่าสุดของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ในฐานะนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ณ ขณะนั้น) ซึ่งมีการแถลงข่าวใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568
นายอนุทิน ได้มอบหมายให้ ปปง. ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้าง "ต้นตอ" ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ข้ามชาติ
1. เป้าหมายคือ "ตัวการใหญ่" ไม่ใช่แค่บัญชีม้า
การยึดทรัพย์ครั้งนี้มุ่งไปที่เครือข่ายทุนข้ามชาติ 4-5 กลุ่มใหญ่ที่มีฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) แต่ฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์และหุ้นในประเทศไทย
มีการระบุชื่อบุคคลสำคัญในเครือข่าย เช่น เฉิน จื้อ (Prince Group), ก๊ก อาน, ยิม เลียก และเบน สมิธ ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา และการฉ้อโกงออนไลน์ระดับภูมิภาค
2. รายละเอียดทรัพย์สินที่ถูกยึด/อายัด
รวมมูลค่าประมาณ 10,165 ล้านบาทในระยะแรก และขยายผลจนครบ
มีการอายัดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นบางจาก มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ณ ราคาขณะนั้น
อสังหาริมทรัพย์ และของหรู: ที่ดินหลายสิบแปลง, รถหรู (Ferrari, Porsche, Alphard), เรือยอร์ชมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท
เงินสดในบัญชีอีกนับพันล้านบาท
3. มาตรการ "วาระแห่งชาติ" "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม":
กล้าเปิดชื่อ: นายอนุทินย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ "กล้าประกาศชื่อ" เครือข่ายเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ตัดวงจรไฟฟ้า-อินเทอร์เน็ต: มีการประสานงานเด็ดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าตามแนวชายแดนที่ส่งไปยังฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์
ยึดหลัก "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม": ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเงินเทาจะถูกดำเนินการทันที รวมถึงการพิจารณาถอนสัญชาติไทยหากพบว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
การคืนเงินผู้เสียหาย: ปปง. อยู่ระหว่างรวบรวมทรัพย์สินที่ยึดได้เพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิ และเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง
ลดจำนวนเหยื่อ: การตัด "เส้นเลือดใหญ่" ทางการเงินทำให้ขบวนการเหล่านี้ทำงานยากขึ้น และลดขีดความสามารถในการจ้างงานหรือซื้อเทคโนโลยีมาหลอกลวงประชาชน