"คนละครึ่งพลัส" เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และถูกยกให้เป็น นโยบายเรือธง ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โครงการนี้เป็นการปัดฝุ่น และยกระดับโครงการ "คนละครึ่ง" เดิม เพื่อเป็น "ยาชูกำลัง" ฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเร่งด่วน

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้าง และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก โดยมีเป้าหมายหลักคือการใช้จ่ายในช่วงปลายปี เพื่อช่วยดันอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

"คนละครึ่งพลัส" ถูกแบ่งกลุ่มผู้รับสิทธิ์อย่างชัดเจน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนผู้มีรายได้น้อย และกระตุ้นการบริโภคได้อย่างตรงจุด โดยใช้งบประมาณรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท และครอบคลุมประชาชนกว่า 33 ล้านคน

โครงการนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม มีการแห่ลงทะเบียนอย่างคึกคัก ซึ่งนายอนุทินได้แสดงความพอใจ และระบุว่าโครงการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง

มีโครงการ พัฒนาทักษะ (Upskill / Reskill) สำหรับ ร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส เพื่อให้ร้านค้าสามารถพัฒนาทักษะการขายออนไลน์ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเข้ากับการพัฒนาทักษะระยะยาว

เนื่องจากความสำเร็จของเฟสแรก นายอนุทิน จึงได้แสดงความพยายามที่จะผลักดัน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2 " เพื่อสานต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพราะโครงการนี้ตอบโจทย์แก้ปัญหาปากท้อง และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างรวดเร็ว และเห็นผลในทางปฏิบัติ

ลดรายจ่ายทันที: ประชาชนรู้สึกถึงประโยชน์เชิงรูปธรรมทันที เพราะรัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ครึ่งหนึ่ง (50%) ทำให้การจับจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอุปโภค-บริโภค มีราคาถูกลง

รู้สึกคุ้มค่า: การได้รับเงินสนับสนุนเป็นวงเงินรวมต่อคน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ และคุ้มค่าในการใช้งาน

เงินหมุนเวียนในชุมชน: โครงการนี้บังคับให้เงินไปสู่ร้านค้ารายย่อย ร้านอาหารขนาดเล็ก หรือหาบเร่แผงลอยในชุมชน ทำให้ร้านค้าเหล่านี้มียอดขายเพิ่มขึ้น และมีสภาพคล่องทางการเงิน

ครอบคลุมหลายกลุ่ม: โครงการนี้มีการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ได้รับเงินช่วยเหลือเป็นพิเศษ) และประชาชนทั่วไป (ได้รับสิทธิ์ 50:50) รวมถึงขยายฐานไปยัง กลุ่ม Gen Y (วัยทำงานตอนต้น) ทำให้หลายกลุ่มรู้สึกว่าได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และเป็นธรรม

ใช้งานง่าย: ระบบการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันมือถือ (เช่น เป๋าตัง) ที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนคุ้นชิน และสามารถใช้สิทธิ์ได้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

เพิ่มวงเงิน: การเพิ่มวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลให้มากขึ้นกว่าโครงการเดิม ถือเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ต้องการกำลังซื้อที่สูงขึ้น

รางวัลแก่ผู้เสียภาษี: การให้สิทธิ์วงเงินที่สูงขึ้นแก่กลุ่มผู้เสียภาษี ถูกมองว่าเป็นการให้ "รางวัล" แก่ประชาชนที่ทำตามหน้าที่ ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกต่อความแตกต่างของสิทธิ์ที่ได้รับ

ผลสำรวจจากซูเปอร์โพล ยืนยันว่า ร้อยละ 82.3 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่ามาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้าชุมชนได้จริง และประชาชนโดยรวมอยู่ในกลุ่ม "พอใจสูงสุด" ต่อโครงการนี้