"นภินทร" เข้มเอาผิดนอมินีไทย ถือหุ้นแทนต่างชาติ เลี่ยงกฎหมาย ปี67 เอาผิด 19 ราย

"นภินทร" เข้มเอาผิดนอมินีไทย ถือหุ้นแทนต่างชาติ เลี่ยงกฎหมาย ปี67 เอาผิด 19 ราย

"นภินทร" ยืนยัน ก.พาณิชย์ เข้มงวดเอาผิดคนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนต่างด้าว หลบเลี่ยงกฎหมาย จับตา 4 ธุรกิจหลัก ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหา ปี 67 เอาผิดแล้ว 19 ราย วันที่ 13 กันยายน 2567 ในการประชุมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบคำถามสมาชิกรัฐสภาที่มีความห่วงใยบริษัทซึ่งเกิดจากบุคคลต่างด้าวและประกอบธุรกิจต่างด้าว โดยใช้นอมินีเป็นคนไทยว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักและให้ความสําคัญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยกระทรวงพาณิชย์มีพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีอํานาจในการเรียกคนไทยที่ถือหุ้นมาสอบถามถึงการลงเงิน สอบถามถึงพฤติกรรมความผูกพันที่เกี่ยวกับบุคคลต่างด้าว ซึ่งหากบุคคลนั้นสามารถชี้แจงและตอบได้ ถึงแม้ข้อความจะเป็นเท็จก็ตาม หลักฐานที่จะประกอบในการดําเนินคดีกับคนไทยซึ่งเป็นนอมานีนั้นอาจยังไม่เพียงพอในการดําเนินการ การสอบสวนต้องลงไปในทางลึก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน บัญชีต่างๆ ซึ่งจะต้องอาศัยอํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งผู้ที่ใช้อํานาจก็คือเจ้าหน้าที่ตํารวจ ดีเอสไอ ปปง. กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจถึงแม้ว่าเมื่อเราลงไปตรวจสอบแล้วได้ข้อเท็จจริงบางอย่างที่อาจจะเป็นเท็จ และยังมีความสงสัยอยู่ จึงได้หารือและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทั้งดีเอสไอ ปปง.ตลอดจนสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อทํางานร่วมกัน และได้มีทำเอ็มโอยูเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 ร่วมกับ 5 หน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกรมการท่องเที่ยว สํานักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตํารวจท่องเที่ยว สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงใน 4 ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจการค้าที่ดินอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมรีสอร์ต และธุรกิจขนส่ง โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวที่สําคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี เพราะฉะนั้นขอให้มีความเชื่อมั่นว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวและจะเอาผิดกับนอมินีอย่างจริงจังและเข้มงวดต่อไป รมช.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ทำเอ็มโอยู ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนไทยที่เป็นนอมินี โดยตั้งศูนย์อยู่ที่กรมการท่องเที่ยว ร่วมกันบูรณาการทํางานอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าปัญหาในการตรวจสอบน้อย โทษเบา คืบหน้าช้า ก็จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวในปี 2567 จำนวน 26,019 ราย เข้าข่ายการตรวจสอบเชิงลึก 498 ราย ในจํานวนนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาและส่งสรรพากรเอาผิดไปแล้วทั้งหมด 19 ราย อยู่ระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหานอมินีอีก 2 ราย รวมทั้งหมด มีการสืบสวนและขยายผลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการทางกฎหมายอีก 120 ราย รวมทั้งได้พูดคุยกับกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลางที่จะร่วมกันทํางาน โดยจะมีการเซ็นเอ็มโอยูกันในเดือนนี้ และตนเองได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เชิญอธิบดีดีเอสไอ มาพูดคุยเพื่อกําชับการทํางานอย่าง Fast Track ในเรื่องของบริษัทต่างด้าวซึ่งมีคนไทยเป็นนอมอนี ขอยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสําคัญในการแก้ปัญหาบริษัทต่างด้าวที่ใช้คนไทยเป็นนอมานี นายนภินทร กล่าวอีกว่า ส่วนที่ถามเกี่ยวนโยบายของกรมเจรจาการค้า การเจรจาข้อตกลงมีความคืบหน้าช้าโดยเฉพาะ FTA 14 ฉบับ อยู่ระหว่างการเจรจา 11 ฉบับโดยเฉพาะ FTA ไทย -อียู ขออนุญาตชี้แจงว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ความสําคัญกับการเจรจาทําความตกลงการค้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาแต่ละฉบับกับอียู แต่ใกล้สรุป แอสตร้าหรือสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และเร่งเจรจากับเกาหลีใต้ ภูฏาน เพื่อให้ได้ผลสรุปภายในปีนี้ และอย่างช้าภายในปีหน้า การเจรจาFTA ไทย-อียู มีความสําคัญอย่างมาก เนื่องจากว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าและดึงดูดการลงทุน เนื่องจากอียู มี FTA กับเวียดนาม สิงคโปร์และใกล้สรุปผลการเจรจากับอินโดนีเซีย ตลาดขนาดใหญ่ของอียูนั้นถึงแม้ว่าจะทําให้เห็นโอกาส แต่ก็มีความท้าทายอยู่ด้วยเช่นกัน จากมาตรฐาน FTA ของอียูที่สูงกว่ามาตรฐาน FTA ที่ผ่านมาของไทย นายนภินทร กล่าวต่อว่า รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าและการบริหารการบริการระดับสูง รวมทั้งกฎระเบียบใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานที่สูง ซึ่งไทยไม่เคยรวมไว้ใน FTA ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดซื้อ จัดจ้างโดยรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจและพลังงานและวัตถุดิบ ความท้าทายดังกล่าวนั้นเพื่อให้ผลการเจรจาเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ จึงจําเป็นต้องมีการหารือกับหน่วยงานหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจํานวนมาก เพื่อรับฟังปัญหาและข้อแนะนําที่รอบด้าน ประกอบกับการจัดทําท่าทีเจรจาที่รอบคอบรัดกุม จึงต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบและต้องใช้เวลา ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหายจากการเร่งรีบและไม่รอบคอบ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีความเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเจรจา FTA ไทย - อียู เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2566 ปัจจุบันไทยได้มีการเจรจาไปแล้ว 3 รอบ และจะมีการเจรจารอบที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้าไปในทางบวก และกระทรวงพาณิชย์ มีความตั้งใจว่าจะสรุปผลการเจรจาอียูโดยเร็ว หากเป็นไปได้จะสรุปให้ได้ภายในปีหน้าและข้อเจรจา บางประเทศต้องใช้เวลาเจรจาถึง 6-7 ปี จึงสามารถสรุปได้ แต่ประเทศไทยจะพยายามสรุปให้ได้ในปีหน้า เพื่อผลประโยชน์ในทางการค้าของประเทศไทย