นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ว่า ส่วนตัวสํานึก และเข้าใจดี กับการที่ดูแลกระทรวงแรงงาน ต้องทําในสองมิติในเวลาเดียวกัน คือมิติของผู้ใช้แรงงาน และมิติผู้ประกอบการ ถามว่าทําไมถึงต้องอยู่ในสองมิติ หากเราไม่มีมิติของผู้ประกอบการ แล้วจะมีมิติของผู้ใช้แรงงานได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างต้องหาความสมดุลให้ได้ดีที่สุดหากเอียง หรือหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เชื่อว่ามันจะไม่ประสบความสําเร็จ ถ้าหากว่าเราให้ทางมิติผู้ใช้แรงงานมาก ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ และต้องปิดกิจการ ถามว่าผู้ใช้แรงงานเราจะอยู่ได้อย่างไร
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปีเต็มๆทางกระทรวงแรงงานเราได้มีการคิด พิจารณา หารือในหลายหลายมิติ ว่าการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทความเหมาะสมของเวลาจะเริ่มได้เมื่อไหร่ซึ่งตัวผมได้ ให้สัมภาษณ์ในหลายหลายสถานที่ และหลายหลายครั้ง ว่าเราจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําพร้อมกันทั้งประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 แต่มีเพื่อนสมาชิกถามว่าแล้วรัฐมนตรีจะไปแทรกแซงหรือไปกดขี่คณะกรรมการไตรภาคี หรือไม่ เราไม่ได้แทรกแซง
.
“ผมได้เชิญปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการไตรภาคี ในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา มาหารือกันว่านโยบายของรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายอย่างไร ถึงแม้ว่านโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะไม่ได้บรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล แต่ผมเองสํานึกดี ความเหมาะสมมันควรจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประกาศว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม เราจะมีการประกาศค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาททั้งประเทศ โดยคณะกรรมการไตรภาคีที่จะทําการประชุมสองครั้ง ในวันที่ 17 และ 24 กันยายน 2567 เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการไตรภาคี สามารถประกาศขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมได้”
.
รมว.แรงงาน กล่าวว่า ส่วนแรงงานภาคใดที่ยังไม่ได้รับการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จะพิจารณาและประกาศอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งต้องรออนุไตรภาคี ในแต่ละจังหวัด จะประชุม และนําเสนอมาที่กระทรวงแรงงาน ขอชี้แจงว่าในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทกระทรวงแรงงานเราจะดําเนินการแน่นอน
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการคุ้มครองแรงงาน แพลตฟอร์มผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ กระทรวงแรงงานเราอยู่ในระหว่างการเสนอ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อคุ้มครองแรงงานอิสระ ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม หรือไรเดอร์ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนแรงงาน ส่งเสริมการรวมกลุ่ม คุ้มครอง รับเรื่องร้องเรียน ดําเนินคดีช่วยเหลือแรงงานอิสระ ติดตามการตรวจสอบกําหนดค่าจ้าง มีกองทุนหมุนเวียน เป็นแหล่งเงินกู้เพื่ออาชีพอิสระ รวมทั้งประกันชีวิตและสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง ทางกระทรวงแรงงานได้ใช้แนวทางปฏิบัติของพนักงานตรวจแรงงาน และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาเพื่อบังคับใช้ ในกรณีที่ไรเดอร์ มีนายจ้าง หรือมีนิติสัมพันธ์ ตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ไม่มีนิติสัมพันธ์ทางกฎหมาย เป็นนายจ้าง ลูกจ้าง กัน จะนําปัญหาข้อร้องเรียนนําเข้าอนุกรรมการที่มีกระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับกรณีนายจ้าง ที่เลิกจ้างพนักงาน ซึ่งกระทรวงแรงงาน ได้ออกคําสั่งตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทุกกรณี ทั้งกรณีของไทยออยล์ สยามลัคกี้นิปปอน พลาสติก และบริษัทอื่นๆ ที่มีการปิดกิจการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในปี 2567 เท่านั้น มีบริษัทมากมาย ที่ปิดกิจการ ซึ่งพวกเราจะเห็นอยู่ ถ้าย้อนหลังไปสัก 5 ปี จะมีบริษัทที่ปิด และบริษัทที่เกิดขึ้นมาใหม่
.
“การที่มีการปิดกิจการ และเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นไปตามวงรอบ หรือไซเคิลของอาชีพ หรือธุรกิจต่างๆ อาชีพไหน ที่เป็นยุคเข้าสู่ภาวะตกต่ํา และมีอาชีพไหนที่เข้าสู่สภาวะที่เป็นอาชีพของคนรุ่นใหม่หรือสไตล์ใหม่ๆ จะมีการเกิดขึ้น ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านี้ พวกเราจะเห็นอยู่ตลอดเวลาว่าในแต่ละปีมีบริษัทที่ปิดและเปิด แต่กระทรวงแรงงาน ต้องติดตาม และดูแล คือกรณีในบริษัทที่ปิดไป แรงงานหรือลูกจ้าง ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้รับแบบเป็นธรรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องเข้าไปดําเนินการ ถึงแม้ว่าไม่สามารถที่จะไปทําหน้าที่ตัดสินอะไรได้ แต่สามารถที่จะเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งพยายามให้นายจ้าง และลูกจ้าง มาคุยกัน ถ้าหากว่าสุดท้ายการคุยกันไม่รู้เรื่องต้องนําเข้าสู่ศาลแรงงาน” รมว.แรงงาน กล่าว
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กรณีบริษัทไทยออยล์ กับบริษัทจอยท์เวนเจอร์ บริษัทลูกอีกหลายสิบบริษัท มีแรงงานเกือบเกือบ 20,000 ตําแหน่ง ซึ่งในขณะนี้ ตนเชิญทุกฝ่ายได้มีการเจรจาหารือ กระทรวงแรงงาน เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ให้ทราบถึงสิ่งที่ทำผิด ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือค่าแรงงาน ให้กับทางลูกจ้าง ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่ยังไม่ทราบว่าจะมีการปะทุขึ้นเมื่อไหร่ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ยังไม่ได้ส่งมอบทั้งหมด โอกาสที่จะปะทุก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสปะทุหรือไม่
.
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงกรณีการส่งเสริมการรวมกลุ่มของพี่น้องแรงงาน กระทรวงให้ความสําคัญกับสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานโดยต้องการที่จะผลักดันการลงนามเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญามาตรา 87 และมาตรา 98 โดยเร็ว โดยตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศขึ้นมา ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการประชุม และมีข้อสรุป ตนได้เชิญคณะกรรมการประชุมสองครั้ง และได้มีการหาข้อสรุปและยุติได้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทําเรื่อง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ซึ่งได้ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ เพื่อทําการศึกษา เมื่อศึกษาจบ จะนําอนุสัญญาทั้ง 87 และ 98 เข้าสู่คณะรัฐมนตรีต่อไป
.
นายพิพัฒน์ ชี้แจงถึง เรื่องสิทธิวันลาคลอด ที่ในอดีตให้สิทธิวันลาคลอดจากเดิม 90 วัน ปัจจุบันนี้ขยายไปถึง 98 วันโดยนายจ้างรับผิดชอบ 49 วัน ประกันสังคมรับผิดชอบ 49 วัน ซึ่งจริงๆแล้ว วันลาคลอด ได้นําเสนอเป็นแพ็คเกจ ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับที่...พศ... ซึ่งได้นําเข้า ครม.ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ได้ถอนเรื่องคืน เพื่อจะนําเสนอเข้าไปสําหรับรัฐบาลชุดใหม่
.
“ส่วนที่พรรคก้าวไกล ในอดีต เป็นพรรคประชาชน ในปัจจุบัน คงจะนําเสนอเข้าสภา ในเรื่องของร่างพ.ร.บ.วันลาคลอด ทราบว่าได้นําเสนอ 180 วัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทย มีข้อต่อรองว่า เป็นไปได้ไหม เจอกันครึ่งทางที่ 120 วัน ผมไม่ขัดข้อง ขอให้สภาผู้ทรงเกียรติ ได้ตัดสินว่าเป็นอย่างไร ทางกระทรวงแรงงาน พร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ทางสภาได้ลงมติร่วมกัน”นายพิพัฒน์ กล่าว
.
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การพัฒนาประสิทธิภาพของกองทุนประกันสังคม สําหรับเงินสมทบที่ต้องขอขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ช่วยกรุณาทวงเงินจากรัฐบาลให้กับกองทุนประกันสังคมซึ่งปัจจุบันนี้ ทราบว่ามีค้างอยู่อีกประมาณสัก 50,000 กว่าล้านบาท โดยปี 2567 ได้รับการชําระคืนที่ 4,900 และทราบว่าในปี 2568 เราได้รับคืนเพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท คาดว่าภายใน 7 ปีรัฐบาลจะใช้หนี้ ให้กับกองทุนประกันสังคม ได้หมด
.
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านสมาชิกรัฐสภา จะให้ทั้ง 3 ฝ่าย มีการชําระเข้ากองทุนในอัตราส่วนที่เท่ากันเพราะขณะนี้นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% ขณะที่รัฐบาล 2.75% โดยแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ภาครัฐหรือรัฐบาลช่วยนําส่งที่ 5% เท่าเทียมกัน ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูง ถ้าหากสามารถที่จะนําส่ง 5% การที่กองทุนประกันสังคมซึ่งมีการคํานวณ และมีการกล่าวขวัญกันในหลายๆภาคส่วน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ อดีตก้าวไกล ไปปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน ถามที่สภาแห่งนี้ว่าได้มีการตรียมความพร้อมหรือไม่ ทางกระทรวงแรงงาน โดยตนมีการเตรียมความพร้อม ได้มีการเชิญประชุม และมีการเสวนากันไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา แล้วจะเสวนาอีกครั้ง วันที่ 24 – 25 ตุลาคม ผมเองต้องขอเชิญ พรรคการเมืองทุกพรรค ขอให้ส่งตัวแทนที่มีความเข้าใจเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในเรื่องของคณิตศาสตร์ เข้าไปหารือกันว่าการที่เราจะยืดอายุของกองทุนประกันสังคม ให้เกินกว่าปี 2597 ต้องหาทางออกได้อย่างไร
.
“ผมขอย้ำ การที่จะบริหารกองทุนให้ได้ยืดยาวอย่างไรอย่าคิดว่าเป็นหน้าที่ของผม ปัจจุบันนี้เรารับหน้าที่อยู่ แต่ในอนาคตผมไม่ทราบนะครับว่าเป็นหน้าที่ของพรรคใด ท่านรัฐมนตรีท่านไหน มาเป็นผู้บริหาร เพราะฉะนั้นเรายังไม่ทราบในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า เชื่อว่าพรรคการเมืองในสภาแห่งนี้ จะเป็นการหมุนเวียนเข้ามาบริหารกระทรวงแรงงาน ขอเชิญชวนให้ทุกพรรคการเมืองได้ส่งไปร่วมเสวนา ประกันสังคม จะมีทําหนังสือเชิญไปที่ทุกพรรคการเมือง และ เชิญผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายประเทศ ในการบริหารกองทุนขนาดใหญ่ของโลกใบนี้ ให้มาร่วมเสวนาด้วย ซึ่งผมเองขอขอบคุณล่วงหน้า พรรคการเมืองที่จะส่งคนเข้ามาช่วยกันดูแล”

13 กันยายน 2567 เวลา 22:15
"พิพัฒน์" แจงสภา 1 ต.ค.ขึ้นแน่ 400 บาท ดูแล แรงงานถูกเลิกจ้าง ทุกกรณี เดินหน้าต่อ กม.สวัสดิการแรงงาน
พิพัฒน์ แจงสภา 1 ต.ค.ขึ้นแน่ ค่าแรง 400 บาท รอมติ กก.ไตรภาคี 17 และ 24 ก.ย. 67 พร้อมรับฟังแนวทางแกัปัญหา อีก 30 ปี ของกองทุนประกันสังคม ยันดูแล แรงงานถูกเลิกจ้าง ทุกกรณี พร้อมเดินหน้าต่อ กม.สวัสดิการแรงงาน ที่ค้างจากรัฐบาลที่แล้ว พร้อมหารือเพิ่มวันหยุดลาคลอด
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ว่า ส่วนตัวสํานึก และเข้าใจดี กับการที่ดูแลกระทรวงแรงงาน ต้องทําในสองมิติในเวลาเดียวกัน คือมิติของผู้ใช้แรงงาน และมิติผู้ประกอบการ ถามว่าทําไมถึงต้องอยู่ในสองมิติ หากเราไม่มีมิติของผู้ประกอบการ แล้วจะมีมิติของผู้ใช้แรงงานได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างต้องหาความสมดุลให้ได้ดีที่สุดหากเอียง หรือหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เชื่อว่ามันจะไม่ประสบความสําเร็จ ถ้าหากว่าเราให้ทางมิติผู้ใช้แรงงานมาก ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ และต้องปิดกิจการ ถามว่าผู้ใช้แรงงานเราจะอยู่ได้อย่างไร
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปีเต็มๆทางกระทรวงแรงงานเราได้มีการคิด พิจารณา หารือในหลายหลายมิติ ว่าการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทความเหมาะสมของเวลาจะเริ่มได้เมื่อไหร่ซึ่งตัวผมได้ ให้สัมภาษณ์ในหลายหลายสถานที่ และหลายหลายครั้ง ว่าเราจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําพร้อมกันทั้งประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 แต่มีเพื่อนสมาชิกถามว่าแล้วรัฐมนตรีจะไปแทรกแซงหรือไปกดขี่คณะกรรมการไตรภาคี หรือไม่ เราไม่ได้แทรกแซง
.
“ผมได้เชิญปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการไตรภาคี ในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา มาหารือกันว่านโยบายของรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายอย่างไร ถึงแม้ว่านโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะไม่ได้บรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล แต่ผมเองสํานึกดี ความเหมาะสมมันควรจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประกาศว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม เราจะมีการประกาศค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาททั้งประเทศ โดยคณะกรรมการไตรภาคีที่จะทําการประชุมสองครั้ง ในวันที่ 17 และ 24 กันยายน 2567 เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการไตรภาคี สามารถประกาศขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมได้”
.
รมว.แรงงาน กล่าวว่า ส่วนแรงงานภาคใดที่ยังไม่ได้รับการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จะพิจารณาและประกาศอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งต้องรออนุไตรภาคี ในแต่ละจังหวัด จะประชุม และนําเสนอมาที่กระทรวงแรงงาน ขอชี้แจงว่าในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทกระทรวงแรงงานเราจะดําเนินการแน่นอน
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการคุ้มครองแรงงาน แพลตฟอร์มผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ กระทรวงแรงงานเราอยู่ในระหว่างการเสนอ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อคุ้มครองแรงงานอิสระ ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม หรือไรเดอร์ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนแรงงาน ส่งเสริมการรวมกลุ่ม คุ้มครอง รับเรื่องร้องเรียน ดําเนินคดีช่วยเหลือแรงงานอิสระ ติดตามการตรวจสอบกําหนดค่าจ้าง มีกองทุนหมุนเวียน เป็นแหล่งเงินกู้เพื่ออาชีพอิสระ รวมทั้งประกันชีวิตและสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง ทางกระทรวงแรงงานได้ใช้แนวทางปฏิบัติของพนักงานตรวจแรงงาน และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาเพื่อบังคับใช้ ในกรณีที่ไรเดอร์ มีนายจ้าง หรือมีนิติสัมพันธ์ ตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ไม่มีนิติสัมพันธ์ทางกฎหมาย เป็นนายจ้าง ลูกจ้าง กัน จะนําปัญหาข้อร้องเรียนนําเข้าอนุกรรมการที่มีกระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับกรณีนายจ้าง ที่เลิกจ้างพนักงาน ซึ่งกระทรวงแรงงาน ได้ออกคําสั่งตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทุกกรณี ทั้งกรณีของไทยออยล์ สยามลัคกี้นิปปอน พลาสติก และบริษัทอื่นๆ ที่มีการปิดกิจการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในปี 2567 เท่านั้น มีบริษัทมากมาย ที่ปิดกิจการ ซึ่งพวกเราจะเห็นอยู่ ถ้าย้อนหลังไปสัก 5 ปี จะมีบริษัทที่ปิด และบริษัทที่เกิดขึ้นมาใหม่
.
“การที่มีการปิดกิจการ และเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นไปตามวงรอบ หรือไซเคิลของอาชีพ หรือธุรกิจต่างๆ อาชีพไหน ที่เป็นยุคเข้าสู่ภาวะตกต่ํา และมีอาชีพไหนที่เข้าสู่สภาวะที่เป็นอาชีพของคนรุ่นใหม่หรือสไตล์ใหม่ๆ จะมีการเกิดขึ้น ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านี้ พวกเราจะเห็นอยู่ตลอดเวลาว่าในแต่ละปีมีบริษัทที่ปิดและเปิด แต่กระทรวงแรงงาน ต้องติดตาม และดูแล คือกรณีในบริษัทที่ปิดไป แรงงานหรือลูกจ้าง ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้รับแบบเป็นธรรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องเข้าไปดําเนินการ ถึงแม้ว่าไม่สามารถที่จะไปทําหน้าที่ตัดสินอะไรได้ แต่สามารถที่จะเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งพยายามให้นายจ้าง และลูกจ้าง มาคุยกัน ถ้าหากว่าสุดท้ายการคุยกันไม่รู้เรื่องต้องนําเข้าสู่ศาลแรงงาน” รมว.แรงงาน กล่าว
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กรณีบริษัทไทยออยล์ กับบริษัทจอยท์เวนเจอร์ บริษัทลูกอีกหลายสิบบริษัท มีแรงงานเกือบเกือบ 20,000 ตําแหน่ง ซึ่งในขณะนี้ ตนเชิญทุกฝ่ายได้มีการเจรจาหารือ กระทรวงแรงงาน เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ให้ทราบถึงสิ่งที่ทำผิด ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือค่าแรงงาน ให้กับทางลูกจ้าง ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่ยังไม่ทราบว่าจะมีการปะทุขึ้นเมื่อไหร่ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ยังไม่ได้ส่งมอบทั้งหมด โอกาสที่จะปะทุก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสปะทุหรือไม่
.
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงกรณีการส่งเสริมการรวมกลุ่มของพี่น้องแรงงาน กระทรวงให้ความสําคัญกับสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานโดยต้องการที่จะผลักดันการลงนามเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญามาตรา 87 และมาตรา 98 โดยเร็ว โดยตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศขึ้นมา ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการประชุม และมีข้อสรุป ตนได้เชิญคณะกรรมการประชุมสองครั้ง และได้มีการหาข้อสรุปและยุติได้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทําเรื่อง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ซึ่งได้ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ เพื่อทําการศึกษา เมื่อศึกษาจบ จะนําอนุสัญญาทั้ง 87 และ 98 เข้าสู่คณะรัฐมนตรีต่อไป
.
นายพิพัฒน์ ชี้แจงถึง เรื่องสิทธิวันลาคลอด ที่ในอดีตให้สิทธิวันลาคลอดจากเดิม 90 วัน ปัจจุบันนี้ขยายไปถึง 98 วันโดยนายจ้างรับผิดชอบ 49 วัน ประกันสังคมรับผิดชอบ 49 วัน ซึ่งจริงๆแล้ว วันลาคลอด ได้นําเสนอเป็นแพ็คเกจ ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับที่...พศ... ซึ่งได้นําเข้า ครม.ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ได้ถอนเรื่องคืน เพื่อจะนําเสนอเข้าไปสําหรับรัฐบาลชุดใหม่
.
“ส่วนที่พรรคก้าวไกล ในอดีต เป็นพรรคประชาชน ในปัจจุบัน คงจะนําเสนอเข้าสภา ในเรื่องของร่างพ.ร.บ.วันลาคลอด ทราบว่าได้นําเสนอ 180 วัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทย มีข้อต่อรองว่า เป็นไปได้ไหม เจอกันครึ่งทางที่ 120 วัน ผมไม่ขัดข้อง ขอให้สภาผู้ทรงเกียรติ ได้ตัดสินว่าเป็นอย่างไร ทางกระทรวงแรงงาน พร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ทางสภาได้ลงมติร่วมกัน”นายพิพัฒน์ กล่าว
.
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การพัฒนาประสิทธิภาพของกองทุนประกันสังคม สําหรับเงินสมทบที่ต้องขอขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ช่วยกรุณาทวงเงินจากรัฐบาลให้กับกองทุนประกันสังคมซึ่งปัจจุบันนี้ ทราบว่ามีค้างอยู่อีกประมาณสัก 50,000 กว่าล้านบาท โดยปี 2567 ได้รับการชําระคืนที่ 4,900 และทราบว่าในปี 2568 เราได้รับคืนเพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท คาดว่าภายใน 7 ปีรัฐบาลจะใช้หนี้ ให้กับกองทุนประกันสังคม ได้หมด
.
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านสมาชิกรัฐสภา จะให้ทั้ง 3 ฝ่าย มีการชําระเข้ากองทุนในอัตราส่วนที่เท่ากันเพราะขณะนี้นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% ขณะที่รัฐบาล 2.75% โดยแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ภาครัฐหรือรัฐบาลช่วยนําส่งที่ 5% เท่าเทียมกัน ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูง ถ้าหากสามารถที่จะนําส่ง 5% การที่กองทุนประกันสังคมซึ่งมีการคํานวณ และมีการกล่าวขวัญกันในหลายๆภาคส่วน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ อดีตก้าวไกล ไปปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน ถามที่สภาแห่งนี้ว่าได้มีการตรียมความพร้อมหรือไม่ ทางกระทรวงแรงงาน โดยตนมีการเตรียมความพร้อม ได้มีการเชิญประชุม และมีการเสวนากันไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา แล้วจะเสวนาอีกครั้ง วันที่ 24 – 25 ตุลาคม ผมเองต้องขอเชิญ พรรคการเมืองทุกพรรค ขอให้ส่งตัวแทนที่มีความเข้าใจเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในเรื่องของคณิตศาสตร์ เข้าไปหารือกันว่าการที่เราจะยืดอายุของกองทุนประกันสังคม ให้เกินกว่าปี 2597 ต้องหาทางออกได้อย่างไร
.
“ผมขอย้ำ การที่จะบริหารกองทุนให้ได้ยืดยาวอย่างไรอย่าคิดว่าเป็นหน้าที่ของผม ปัจจุบันนี้เรารับหน้าที่อยู่ แต่ในอนาคตผมไม่ทราบนะครับว่าเป็นหน้าที่ของพรรคใด ท่านรัฐมนตรีท่านไหน มาเป็นผู้บริหาร เพราะฉะนั้นเรายังไม่ทราบในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า เชื่อว่าพรรคการเมืองในสภาแห่งนี้ จะเป็นการหมุนเวียนเข้ามาบริหารกระทรวงแรงงาน ขอเชิญชวนให้ทุกพรรคการเมืองได้ส่งไปร่วมเสวนา ประกันสังคม จะมีทําหนังสือเชิญไปที่ทุกพรรคการเมือง และ เชิญผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายประเทศ ในการบริหารกองทุนขนาดใหญ่ของโลกใบนี้ ให้มาร่วมเสวนาด้วย ซึ่งผมเองขอขอบคุณล่วงหน้า พรรคการเมืองที่จะส่งคนเข้ามาช่วยกันดูแล”
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ว่า ส่วนตัวสํานึก และเข้าใจดี กับการที่ดูแลกระทรวงแรงงาน ต้องทําในสองมิติในเวลาเดียวกัน คือมิติของผู้ใช้แรงงาน และมิติผู้ประกอบการ ถามว่าทําไมถึงต้องอยู่ในสองมิติ หากเราไม่มีมิติของผู้ประกอบการ แล้วจะมีมิติของผู้ใช้แรงงานได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างต้องหาความสมดุลให้ได้ดีที่สุดหากเอียง หรือหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เชื่อว่ามันจะไม่ประสบความสําเร็จ ถ้าหากว่าเราให้ทางมิติผู้ใช้แรงงานมาก ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ และต้องปิดกิจการ ถามว่าผู้ใช้แรงงานเราจะอยู่ได้อย่างไร
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปีเต็มๆทางกระทรวงแรงงานเราได้มีการคิด พิจารณา หารือในหลายหลายมิติ ว่าการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทความเหมาะสมของเวลาจะเริ่มได้เมื่อไหร่ซึ่งตัวผมได้ ให้สัมภาษณ์ในหลายหลายสถานที่ และหลายหลายครั้ง ว่าเราจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําพร้อมกันทั้งประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 แต่มีเพื่อนสมาชิกถามว่าแล้วรัฐมนตรีจะไปแทรกแซงหรือไปกดขี่คณะกรรมการไตรภาคี หรือไม่ เราไม่ได้แทรกแซง
.
“ผมได้เชิญปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการไตรภาคี ในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา มาหารือกันว่านโยบายของรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายอย่างไร ถึงแม้ว่านโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะไม่ได้บรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล แต่ผมเองสํานึกดี ความเหมาะสมมันควรจะอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประกาศว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม เราจะมีการประกาศค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาททั้งประเทศ โดยคณะกรรมการไตรภาคีที่จะทําการประชุมสองครั้ง ในวันที่ 17 และ 24 กันยายน 2567 เมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการไตรภาคี สามารถประกาศขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมได้”
.
รมว.แรงงาน กล่าวว่า ส่วนแรงงานภาคใดที่ยังไม่ได้รับการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 จะพิจารณาและประกาศอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งต้องรออนุไตรภาคี ในแต่ละจังหวัด จะประชุม และนําเสนอมาที่กระทรวงแรงงาน ขอชี้แจงว่าในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ําที่ 400 บาทกระทรวงแรงงานเราจะดําเนินการแน่นอน
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการคุ้มครองแรงงาน แพลตฟอร์มผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ กระทรวงแรงงานเราอยู่ในระหว่างการเสนอ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อคุ้มครองแรงงานอิสระ ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม หรือไรเดอร์ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนแรงงาน ส่งเสริมการรวมกลุ่ม คุ้มครอง รับเรื่องร้องเรียน ดําเนินคดีช่วยเหลือแรงงานอิสระ ติดตามการตรวจสอบกําหนดค่าจ้าง มีกองทุนหมุนเวียน เป็นแหล่งเงินกู้เพื่ออาชีพอิสระ รวมทั้งประกันชีวิตและสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง ทางกระทรวงแรงงานได้ใช้แนวทางปฏิบัติของพนักงานตรวจแรงงาน และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาเพื่อบังคับใช้ ในกรณีที่ไรเดอร์ มีนายจ้าง หรือมีนิติสัมพันธ์ ตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ไม่มีนิติสัมพันธ์ทางกฎหมาย เป็นนายจ้าง ลูกจ้าง กัน จะนําปัญหาข้อร้องเรียนนําเข้าอนุกรรมการที่มีกระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กับกรณีนายจ้าง ที่เลิกจ้างพนักงาน ซึ่งกระทรวงแรงงาน ได้ออกคําสั่งตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทุกกรณี ทั้งกรณีของไทยออยล์ สยามลัคกี้นิปปอน พลาสติก และบริษัทอื่นๆ ที่มีการปิดกิจการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในปี 2567 เท่านั้น มีบริษัทมากมาย ที่ปิดกิจการ ซึ่งพวกเราจะเห็นอยู่ ถ้าย้อนหลังไปสัก 5 ปี จะมีบริษัทที่ปิด และบริษัทที่เกิดขึ้นมาใหม่
.
“การที่มีการปิดกิจการ และเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นไปตามวงรอบ หรือไซเคิลของอาชีพ หรือธุรกิจต่างๆ อาชีพไหน ที่เป็นยุคเข้าสู่ภาวะตกต่ํา และมีอาชีพไหนที่เข้าสู่สภาวะที่เป็นอาชีพของคนรุ่นใหม่หรือสไตล์ใหม่ๆ จะมีการเกิดขึ้น ซึ่งในกรณีต่างๆ เหล่านี้ พวกเราจะเห็นอยู่ตลอดเวลาว่าในแต่ละปีมีบริษัทที่ปิดและเปิด แต่กระทรวงแรงงาน ต้องติดตาม และดูแล คือกรณีในบริษัทที่ปิดไป แรงงานหรือลูกจ้าง ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าหากไม่ได้รับแบบเป็นธรรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องเข้าไปดําเนินการ ถึงแม้ว่าไม่สามารถที่จะไปทําหน้าที่ตัดสินอะไรได้ แต่สามารถที่จะเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งพยายามให้นายจ้าง และลูกจ้าง มาคุยกัน ถ้าหากว่าสุดท้ายการคุยกันไม่รู้เรื่องต้องนําเข้าสู่ศาลแรงงาน” รมว.แรงงาน กล่าว
.
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กรณีบริษัทไทยออยล์ กับบริษัทจอยท์เวนเจอร์ บริษัทลูกอีกหลายสิบบริษัท มีแรงงานเกือบเกือบ 20,000 ตําแหน่ง ซึ่งในขณะนี้ ตนเชิญทุกฝ่ายได้มีการเจรจาหารือ กระทรวงแรงงาน เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ให้ทราบถึงสิ่งที่ทำผิด ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือค่าแรงงาน ให้กับทางลูกจ้าง ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่ยังไม่ทราบว่าจะมีการปะทุขึ้นเมื่อไหร่ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ยังไม่ได้ส่งมอบทั้งหมด โอกาสที่จะปะทุก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสปะทุหรือไม่
.
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงกรณีการส่งเสริมการรวมกลุ่มของพี่น้องแรงงาน กระทรวงให้ความสําคัญกับสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานโดยต้องการที่จะผลักดันการลงนามเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญามาตรา 87 และมาตรา 98 โดยเร็ว โดยตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศขึ้นมา ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการประชุม และมีข้อสรุป ตนได้เชิญคณะกรรมการประชุมสองครั้ง และได้มีการหาข้อสรุปและยุติได้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทําเรื่อง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ซึ่งได้ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ เพื่อทําการศึกษา เมื่อศึกษาจบ จะนําอนุสัญญาทั้ง 87 และ 98 เข้าสู่คณะรัฐมนตรีต่อไป
.
นายพิพัฒน์ ชี้แจงถึง เรื่องสิทธิวันลาคลอด ที่ในอดีตให้สิทธิวันลาคลอดจากเดิม 90 วัน ปัจจุบันนี้ขยายไปถึง 98 วันโดยนายจ้างรับผิดชอบ 49 วัน ประกันสังคมรับผิดชอบ 49 วัน ซึ่งจริงๆแล้ว วันลาคลอด ได้นําเสนอเป็นแพ็คเกจ ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับที่...พศ... ซึ่งได้นําเข้า ครม.ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ได้ถอนเรื่องคืน เพื่อจะนําเสนอเข้าไปสําหรับรัฐบาลชุดใหม่
.
“ส่วนที่พรรคก้าวไกล ในอดีต เป็นพรรคประชาชน ในปัจจุบัน คงจะนําเสนอเข้าสภา ในเรื่องของร่างพ.ร.บ.วันลาคลอด ทราบว่าได้นําเสนอ 180 วัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทย มีข้อต่อรองว่า เป็นไปได้ไหม เจอกันครึ่งทางที่ 120 วัน ผมไม่ขัดข้อง ขอให้สภาผู้ทรงเกียรติ ได้ตัดสินว่าเป็นอย่างไร ทางกระทรวงแรงงาน พร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ทางสภาได้ลงมติร่วมกัน”นายพิพัฒน์ กล่าว
.
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การพัฒนาประสิทธิภาพของกองทุนประกันสังคม สําหรับเงินสมทบที่ต้องขอขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ช่วยกรุณาทวงเงินจากรัฐบาลให้กับกองทุนประกันสังคมซึ่งปัจจุบันนี้ ทราบว่ามีค้างอยู่อีกประมาณสัก 50,000 กว่าล้านบาท โดยปี 2567 ได้รับการชําระคืนที่ 4,900 และทราบว่าในปี 2568 เราได้รับคืนเพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาท คาดว่าภายใน 7 ปีรัฐบาลจะใช้หนี้ ให้กับกองทุนประกันสังคม ได้หมด
.
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านสมาชิกรัฐสภา จะให้ทั้ง 3 ฝ่าย มีการชําระเข้ากองทุนในอัตราส่วนที่เท่ากันเพราะขณะนี้นายจ้าง 5% ลูกจ้าง 5% ขณะที่รัฐบาล 2.75% โดยแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ภาครัฐหรือรัฐบาลช่วยนําส่งที่ 5% เท่าเทียมกัน ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูง ถ้าหากสามารถที่จะนําส่ง 5% การที่กองทุนประกันสังคมซึ่งมีการคํานวณ และมีการกล่าวขวัญกันในหลายๆภาคส่วน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ อดีตก้าวไกล ไปปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน ถามที่สภาแห่งนี้ว่าได้มีการตรียมความพร้อมหรือไม่ ทางกระทรวงแรงงาน โดยตนมีการเตรียมความพร้อม ได้มีการเชิญประชุม และมีการเสวนากันไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา แล้วจะเสวนาอีกครั้ง วันที่ 24 – 25 ตุลาคม ผมเองต้องขอเชิญ พรรคการเมืองทุกพรรค ขอให้ส่งตัวแทนที่มีความเข้าใจเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในเรื่องของคณิตศาสตร์ เข้าไปหารือกันว่าการที่เราจะยืดอายุของกองทุนประกันสังคม ให้เกินกว่าปี 2597 ต้องหาทางออกได้อย่างไร
.
“ผมขอย้ำ การที่จะบริหารกองทุนให้ได้ยืดยาวอย่างไรอย่าคิดว่าเป็นหน้าที่ของผม ปัจจุบันนี้เรารับหน้าที่อยู่ แต่ในอนาคตผมไม่ทราบนะครับว่าเป็นหน้าที่ของพรรคใด ท่านรัฐมนตรีท่านไหน มาเป็นผู้บริหาร เพราะฉะนั้นเรายังไม่ทราบในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า เชื่อว่าพรรคการเมืองในสภาแห่งนี้ จะเป็นการหมุนเวียนเข้ามาบริหารกระทรวงแรงงาน ขอเชิญชวนให้ทุกพรรคการเมืองได้ส่งไปร่วมเสวนา ประกันสังคม จะมีทําหนังสือเชิญไปที่ทุกพรรคการเมือง และ เชิญผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลายประเทศ ในการบริหารกองทุนขนาดใหญ่ของโลกใบนี้ ให้มาร่วมเสวนาด้วย ซึ่งผมเองขอขอบคุณล่วงหน้า พรรคการเมืองที่จะส่งคนเข้ามาช่วยกันดูแล”