วันที่ 18 กันยายน 2567 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.... ว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้คือการนํามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ แต่มีข้อห่วงใยที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยยังมีการของบประมาณแผ่นดินทุกปี ถึงแม้มหาวิทยาลัยบางแห่งจะขอออกไปหลาย 10 ปีแล้วก็ตาม สิ่งที่ต้องฝากไว้อาจจะไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลฯ แห่งเดียว ทราบมาว่าในชุดเดียวกันจะมีอีก 3-4 มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อความในมาตราใกล้เคียงกัน ที่เป็นห่วงคือเมื่อการออกนอกระบบนั้น ทำให้มีความคล่องตัวในการจัดหลักสูตร การหารายได้ การพิจารณาบุคลากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสําคัญในอนาคตที่จะต้องเจอแน่นอนคือประชากรลดลง ซึ่งจะกระทบไปถึงมหาวิทยาลัยแน่นอน เมื่อถึงจุดนั้นการแข่งขันในการรับนักศึกษาเข้าเรียนก็จะสูงขึ้น มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียงก็เป็นที่ดึงดูดใจของนักศึกษาที่อยากจะเข้าไปเรียน ในอนาคตอีก 10 ปี 15 ปีข้างหน้าต้องเอาชื่อเสียงไปแข่งกันดึงเด็กเข้าเรียน จึงมีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ถ้าไม่สามารถควบคุม หรือไม่สามารถจํากัดว่ามหาวิทยาลัยไม่ว่าจะดังหรือใหญ่ขนาดไหนให้รับนักศึกษาได้เท่าที่จํากัด ซึ่งเราไม่สามารถคุมได้ถึงเพียงนั้น เพียงแต่ อว. ต้องดูแลเรื่องคุณภาพ เมื่อนักศึกษาน้อยการหารายได้ของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปจะเป็นปัญหาหรือไม่ในอนาคต
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาถึงแม้จะบอกว่ามีรายได้เข้ามาส่วนหนึ่ง แต่ดูจากรายงานการเงินย้อนหลังพบว่า ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด และที่สําคัญเมื่อจำนวนเด็กไม่ได้มีมากขึ้น มหาวิทยาลัยมีการแข่งกันมากขึ้น การหารายได้อาจจะมีหลักสูตรปกติสําหรับเด็กที่สอบเข้ามาได้ และหลักสูตรอื่น ๆ ที่จะสามารถเพิ่มค่าเล่าเรียน เพื่อมีรายได้มาครอบคลุมในส่วนรายจ่ายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ตัวนี้ที่จะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่ว่าอาจจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ใครมีกําลังทรัพย์ก็สามารถเลือกมหาวิทยาลัยเข้าได้ และปัญหาต่อมาคือ มหาวิทยาลัยระดับกลางลงมาจะพัฒนาแบบไหน เพื่อไปแข่งกับมหาวิทยาลัยระดับชาติที่จะให้นักศึกษาเข้ามาเรียนมากขึ้น แน่นอนว่าจํานวนนักศึกษาผูกพันกับรายได้ และที่สําคัญที่สุดบุคลากรของมหาวิทยาลัยออกนอกระบบต้องไปอยู่ในกรอบของ พ.ร.บ.แรงงานแน่นอน จะต้องมีเงินบําเหน็จให้บุคลากรเหล่านั้นของมหาวิทยาลัย เงินตัวนี้ในช่วงแรกอาจจะพอ แต่อยู่ไปสักระยะถ้าบริหารไม่ดี เงินไม่เพียงพอจะทําอย่างไร ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปก่อนหน้านี้ ก็มีเคยพูดคุยประเด็นนี้ในคณะอนุงบประมาณในเรื่องของการศึกษาแล้ว
"ต้องฝากประธานว่าประเด็นที่สําคัญ เราไม่อยากให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วอยู่ไม่ได้ แต่อยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและอยู่แบบมีคุณภาพ ไม่อยากให้กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ที่จะเข้ามาเรียนในทุกมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะของมหาวิทยาลัยอุบลฯ อย่างเดียว อีก 3-4 มหาวิทยาลัยที่กําลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อพิจารณาและที่ได้ออกมาก่อนแล้ว ก็ยังวนเวียนอยู่กับงบประมาณของภาครัฐเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นไม่ได้อยากเห็นการเปิดหลักสูตรเพิ่มมากขึ้น มีหลักสูตรอินเตอร์ หรือหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เด็กเข้ามาแล้วจบได้ไปปริญญาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ แต่เราต้องการคุณภาพในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษายืนหยัดอยู่ในโซนนั้น ๆ ได้ เช่น มหาวิทยาลัยอุบลฯ อยู่โซนอีสานใต้ เพื่อรับรองนักศึกษาใน 4 -5 จังหวัด หรืออาจมีนักศึกษาจากทั่วประเทศมาเรียน โดยที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เจาะจงเฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลฯ แต่เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในทุก ๆ มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยขนาดกลาง ไปจนถึงมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก ที่จะออกไปจากการกํากับดูแลของรัฐ

18 กันยายน 2567 เวลา 18:00
"แนน บุณย์ธิดา" ห่วงมหาวิทยาลัย ออกนอกระบบ นับ 10 ปี แต่ยังของบฯ รัฐ
"แนน บุณย์ธิดา" กังวล มหาวิทยาลัยออกนอกระบบแต่ยังของบประมาณรัฐ ห่วงอนาคตประชากรลด การแข่งขันหาผู้เรียนเกิดความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยขนาดกลาง ขนาดเล็ก สู้ มหาวิทยาลัยระดับชาติไม่ได้
วันที่ 18 กันยายน 2567 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.... ว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้คือการนํามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ แต่มีข้อห่วงใยที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยยังมีการของบประมาณแผ่นดินทุกปี ถึงแม้มหาวิทยาลัยบางแห่งจะขอออกไปหลาย 10 ปีแล้วก็ตาม สิ่งที่ต้องฝากไว้อาจจะไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลฯ แห่งเดียว ทราบมาว่าในชุดเดียวกันจะมีอีก 3-4 มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อความในมาตราใกล้เคียงกัน ที่เป็นห่วงคือเมื่อการออกนอกระบบนั้น ทำให้มีความคล่องตัวในการจัดหลักสูตร การหารายได้ การพิจารณาบุคลากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสําคัญในอนาคตที่จะต้องเจอแน่นอนคือประชากรลดลง ซึ่งจะกระทบไปถึงมหาวิทยาลัยแน่นอน เมื่อถึงจุดนั้นการแข่งขันในการรับนักศึกษาเข้าเรียนก็จะสูงขึ้น มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียงก็เป็นที่ดึงดูดใจของนักศึกษาที่อยากจะเข้าไปเรียน ในอนาคตอีก 10 ปี 15 ปีข้างหน้าต้องเอาชื่อเสียงไปแข่งกันดึงเด็กเข้าเรียน จึงมีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ถ้าไม่สามารถควบคุม หรือไม่สามารถจํากัดว่ามหาวิทยาลัยไม่ว่าจะดังหรือใหญ่ขนาดไหนให้รับนักศึกษาได้เท่าที่จํากัด ซึ่งเราไม่สามารถคุมได้ถึงเพียงนั้น เพียงแต่ อว. ต้องดูแลเรื่องคุณภาพ เมื่อนักศึกษาน้อยการหารายได้ของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปจะเป็นปัญหาหรือไม่ในอนาคต
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาถึงแม้จะบอกว่ามีรายได้เข้ามาส่วนหนึ่ง แต่ดูจากรายงานการเงินย้อนหลังพบว่า ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด และที่สําคัญเมื่อจำนวนเด็กไม่ได้มีมากขึ้น มหาวิทยาลัยมีการแข่งกันมากขึ้น การหารายได้อาจจะมีหลักสูตรปกติสําหรับเด็กที่สอบเข้ามาได้ และหลักสูตรอื่น ๆ ที่จะสามารถเพิ่มค่าเล่าเรียน เพื่อมีรายได้มาครอบคลุมในส่วนรายจ่ายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ตัวนี้ที่จะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่ว่าอาจจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ใครมีกําลังทรัพย์ก็สามารถเลือกมหาวิทยาลัยเข้าได้ และปัญหาต่อมาคือ มหาวิทยาลัยระดับกลางลงมาจะพัฒนาแบบไหน เพื่อไปแข่งกับมหาวิทยาลัยระดับชาติที่จะให้นักศึกษาเข้ามาเรียนมากขึ้น แน่นอนว่าจํานวนนักศึกษาผูกพันกับรายได้ และที่สําคัญที่สุดบุคลากรของมหาวิทยาลัยออกนอกระบบต้องไปอยู่ในกรอบของ พ.ร.บ.แรงงานแน่นอน จะต้องมีเงินบําเหน็จให้บุคลากรเหล่านั้นของมหาวิทยาลัย เงินตัวนี้ในช่วงแรกอาจจะพอ แต่อยู่ไปสักระยะถ้าบริหารไม่ดี เงินไม่เพียงพอจะทําอย่างไร ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปก่อนหน้านี้ ก็มีเคยพูดคุยประเด็นนี้ในคณะอนุงบประมาณในเรื่องของการศึกษาแล้ว
"ต้องฝากประธานว่าประเด็นที่สําคัญ เราไม่อยากให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วอยู่ไม่ได้ แต่อยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและอยู่แบบมีคุณภาพ ไม่อยากให้กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ที่จะเข้ามาเรียนในทุกมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะของมหาวิทยาลัยอุบลฯ อย่างเดียว อีก 3-4 มหาวิทยาลัยที่กําลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อพิจารณาและที่ได้ออกมาก่อนแล้ว ก็ยังวนเวียนอยู่กับงบประมาณของภาครัฐเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นไม่ได้อยากเห็นการเปิดหลักสูตรเพิ่มมากขึ้น มีหลักสูตรอินเตอร์ หรือหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เด็กเข้ามาแล้วจบได้ไปปริญญาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ แต่เราต้องการคุณภาพในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษายืนหยัดอยู่ในโซนนั้น ๆ ได้ เช่น มหาวิทยาลัยอุบลฯ อยู่โซนอีสานใต้ เพื่อรับรองนักศึกษาใน 4 -5 จังหวัด หรืออาจมีนักศึกษาจากทั่วประเทศมาเรียน โดยที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เจาะจงเฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลฯ แต่เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในทุก ๆ มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยขนาดกลาง ไปจนถึงมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก ที่จะออกไปจากการกํากับดูแลของรัฐ
วันที่ 18 กันยายน 2567 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.... ว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้คือการนํามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ แต่มีข้อห่วงใยที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยยังมีการของบประมาณแผ่นดินทุกปี ถึงแม้มหาวิทยาลัยบางแห่งจะขอออกไปหลาย 10 ปีแล้วก็ตาม สิ่งที่ต้องฝากไว้อาจจะไม่ใช่เฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลฯ แห่งเดียว ทราบมาว่าในชุดเดียวกันจะมีอีก 3-4 มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อความในมาตราใกล้เคียงกัน ที่เป็นห่วงคือเมื่อการออกนอกระบบนั้น ทำให้มีความคล่องตัวในการจัดหลักสูตร การหารายได้ การพิจารณาบุคลากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสําคัญในอนาคตที่จะต้องเจอแน่นอนคือประชากรลดลง ซึ่งจะกระทบไปถึงมหาวิทยาลัยแน่นอน เมื่อถึงจุดนั้นการแข่งขันในการรับนักศึกษาเข้าเรียนก็จะสูงขึ้น มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ที่มีชื่อเสียงก็เป็นที่ดึงดูดใจของนักศึกษาที่อยากจะเข้าไปเรียน ในอนาคตอีก 10 ปี 15 ปีข้างหน้าต้องเอาชื่อเสียงไปแข่งกันดึงเด็กเข้าเรียน จึงมีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ ถ้าไม่สามารถควบคุม หรือไม่สามารถจํากัดว่ามหาวิทยาลัยไม่ว่าจะดังหรือใหญ่ขนาดไหนให้รับนักศึกษาได้เท่าที่จํากัด ซึ่งเราไม่สามารถคุมได้ถึงเพียงนั้น เพียงแต่ อว. ต้องดูแลเรื่องคุณภาพ เมื่อนักศึกษาน้อยการหารายได้ของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปจะเป็นปัญหาหรือไม่ในอนาคต
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาถึงแม้จะบอกว่ามีรายได้เข้ามาส่วนหนึ่ง แต่ดูจากรายงานการเงินย้อนหลังพบว่า ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด และที่สําคัญเมื่อจำนวนเด็กไม่ได้มีมากขึ้น มหาวิทยาลัยมีการแข่งกันมากขึ้น การหารายได้อาจจะมีหลักสูตรปกติสําหรับเด็กที่สอบเข้ามาได้ และหลักสูตรอื่น ๆ ที่จะสามารถเพิ่มค่าเล่าเรียน เพื่อมีรายได้มาครอบคลุมในส่วนรายจ่ายต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ตัวนี้ที่จะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่ว่าอาจจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ใครมีกําลังทรัพย์ก็สามารถเลือกมหาวิทยาลัยเข้าได้ และปัญหาต่อมาคือ มหาวิทยาลัยระดับกลางลงมาจะพัฒนาแบบไหน เพื่อไปแข่งกับมหาวิทยาลัยระดับชาติที่จะให้นักศึกษาเข้ามาเรียนมากขึ้น แน่นอนว่าจํานวนนักศึกษาผูกพันกับรายได้ และที่สําคัญที่สุดบุคลากรของมหาวิทยาลัยออกนอกระบบต้องไปอยู่ในกรอบของ พ.ร.บ.แรงงานแน่นอน จะต้องมีเงินบําเหน็จให้บุคลากรเหล่านั้นของมหาวิทยาลัย เงินตัวนี้ในช่วงแรกอาจจะพอ แต่อยู่ไปสักระยะถ้าบริหารไม่ดี เงินไม่เพียงพอจะทําอย่างไร ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปก่อนหน้านี้ ก็มีเคยพูดคุยประเด็นนี้ในคณะอนุงบประมาณในเรื่องของการศึกษาแล้ว
"ต้องฝากประธานว่าประเด็นที่สําคัญ เราไม่อยากให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วอยู่ไม่ได้ แต่อยากให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองและอยู่แบบมีคุณภาพ ไม่อยากให้กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ที่จะเข้ามาเรียนในทุกมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะของมหาวิทยาลัยอุบลฯ อย่างเดียว อีก 3-4 มหาวิทยาลัยที่กําลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อพิจารณาและที่ได้ออกมาก่อนแล้ว ก็ยังวนเวียนอยู่กับงบประมาณของภาครัฐเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นไม่ได้อยากเห็นการเปิดหลักสูตรเพิ่มมากขึ้น มีหลักสูตรอินเตอร์ หรือหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เด็กเข้ามาแล้วจบได้ไปปริญญาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ แต่เราต้องการคุณภาพในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษายืนหยัดอยู่ในโซนนั้น ๆ ได้ เช่น มหาวิทยาลัยอุบลฯ อยู่โซนอีสานใต้ เพื่อรับรองนักศึกษาใน 4 -5 จังหวัด หรืออาจมีนักศึกษาจากทั่วประเทศมาเรียน โดยที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เจาะจงเฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลฯ แต่เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในทุก ๆ มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยขนาดกลาง ไปจนถึงมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก ที่จะออกไปจากการกํากับดูแลของรัฐ