"อาสพลธ์" หนุน ร่างพ.ร.บ. ม.อุบลฯ ออกนอกระบบ เพิ่มความคล่องตัว บริหารจัดการศึกษา

"อาสพลธ์" หนุน ร่างพ.ร.บ. ม.อุบลฯ ออกนอกระบบ เพิ่มความคล่องตัว บริหารจัดการศึกษา

“อาสพลธ์” หนุน ร่างพ.ร.บ. ม.อุบลราชธานี ออกนอกระบบ เพื่อให้มีความอิสระในการบริหารงาน เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการศึกษา และยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น 18 กันยายน 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพ.ศ. ... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่เดิม โดยจะแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ได้แก่ หลักการ และเหตุผล ประเด็นสําคัญของกฎหมาย ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ข้อสังเกต และสรุปหลักการและเหตุผล ในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อเป็นการปรับปรุงสถานะของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากหน่วยงานของรัฐให้กลายเป็นหน่วยงานในกํากับของรัฐ หรือ การออกนอกระบบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการศึกษา และยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น เหมือนเช่นมหาวิทยาลัยชั้นนําอื่นๆ ที่ได้ออกนอกระบบไปแล้ว เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น . ในส่วนที่สองประเด็นสําคัญของกฎหมายร่างพ.ร.บ.นี้ ประกอบด้วย 105 มาตรา โดยมีประเด็นสําคัญคือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาวิทยาลัย ด้านแหล่งรายได้นอกจากมหาวิทยาลัยจะได้เงินอุดหนุนจากรัฐเช่นเดิมแล้ว มหาวิทยาลัยยังสามารถจัดตั้งกองทุน รวมทั้งเก็บเงินค่าเล่าเรียน ค่าบริการต่างๆ ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และส่วนที่สาม ที่มีความสําคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การกู้ยืมเงิน และการลงทุน ในร่างนี้มอบอํานาจให้มหาวิทยาลัยสามารถกู้ยืมเงินออกพันธบัตร หรือออกตราสารใดๆ เพื่อการลงทุนได้ อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญของกฎหมายทั้ง 105 มาตรา จึงสรุปมาเพียงแค่ 3 ประเด็นนี้ . นายอาสพลธ์ อภิปรายเพิ่มว่า ในส่วนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้มีทั้งข้อดี และความท้าทาย ซึ่งข้อดีคือ หน่วยงานมหาวิทยาลัย จะมีความเป็นอิสระมีความคล่องตัวต่างๆ มาก แต่ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1) ปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณ เมื่อมหาวิทยาลัยต้องพึ่งพิงรายได้จากค่าเล่าเรียน และกิจการอื่นๆ อาจจะส่งผลให้มหาวิทยาลัยขึ้นค่าเรียน และเมื่อขึ้นค่าเรียนแล้ว ผลกระทบนี้ก็จะส่งต่อไปยังนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเรียนได้ ซึ่งจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2) ความโปร่งใสในการบริหาร เดิมมหาวิทยาลัยอยู่ในการดูแลเป็นส่วนราชการของรัฐ การตรวจสอบเข้มข้น แต่เมื่อเป็นหน่วยงานในกํากับหรือออกนอกระบบไปแล้ว ความโปร่งใสก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความกังวล และ 3) คุณภาพการศึกษา และการแข่งขันเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพียงพอ มหาวิทยาลัยอาจลดมาตรฐานการรับสมัครนักศึกษา หรือเน้นเปิดหลักสูตรที่สร้างรายได้มากกว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวิจัย นี่ก็เป็นความท้าทายทั้ง 3 ด้าน . ในส่วนของข้อสังเกต นายอาสพลธ์ กล่าวว่า มี 6 ด้าน จึงอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการซึ่งจะตั้งในวาระอันใกล้นี้ได้นําข้อสังเกตของตนไปพิจารณา ข้อที่ 1) ในมาตรา 16 ควรกําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากรอบวงเงินกู้ที่เกินวงเงินที่กําหนด เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ข้อที่ 2) มหาวิทยาลัยควรผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ประเทศชาติ และสังคม โดยการเน้นผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และเป็นที่ต้องการ เช่น หมอ พยาบาล เภสัช และวิศวกร ข้อที่ 3) จัดหลักสูตรระยะสั้น และระยะกลาง โดยการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น AI หรือการเขียนโค้ด ดังเช่น กระทรวงอว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้จัดให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ฟรี คนทุกคนสามารถเรียนได้ และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบ Thailand Massive Open Online Course (Thai MOOC:ไทยมุก) ซึ่งเป็นการส่งเสริมการรู้ตลอดชีวิต ข้อที่ 4) มหาวิทยาลัยควรทําการวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และอุตสาหกรรม กําหนดให้นักวิจัยหรืออาจารย์ท่านใดที่ต้องการรับทุนการวิจัย จะต้องมีการทํา MOU กับภาคเอกชน หรือภาคอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เมื่อผลงานวิจัยเสร็จแล้วจะสามารถนํามาใช้ได้จริง เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ไม่ใช่ว่าวิจัยเสร็จแล้วนําผลงานวิจัยไปไว้บนหิ้ง ข้อที่ 5) ให้เก็บข้อมูลนักศึกษาที่เรียนจบ จัดทําข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการจ้างงานของบัณฑิตในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร บางสาขาวิชา บางหลักสูตร นักศึกษาจบมาหางานทําไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็ต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ และนำไปปรับปรุงหลักสูตร แม้กระทั่งไปลดหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และสุดท้าย ข้อที่ 6) การสรรหาอธิการบดีควรกําหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีแสดงเป้าหมายที่ชัดเจนว่า หากได้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีแล้ว จะสามารถยกระดับมหาวิทยาลัยได้กี่อันดับ อันนี้ควรจะอยู่ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่น ม.อุบลฯ ไม่ได้ถูกจัดอันดับ ซึ่งการจัดอันดับโดยสถาบันการจัดอันดับที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น QS World University Rankings หรือ Time Higher Education World University Rankingไม่พบม.อุบลฯ ดังนั้นในการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้าราชการของ ม.อุบลฯ ควรกําหนดการสรรหาอธิบดีให้ชัดเจนว่าเมื่อท่านมาเป็นอธิการบดี ม.อุบลฯ แล้ว จะยกระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร . สำหรับการปรับปรุงกฎหมายม.อุบลฯ ในครั้งนี้ เป็นก้าวสําคัญที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา และการวิจัย เพื่อสอดคล้องกับตลาด และสังคมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบโดยคํานึงถึงผลกระทบทางการเงิน และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อสังเกตทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต่อเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่ยังเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคม อีกด้วย นายอาสพลธ์ กล่าวในท้ายที่สุด