18 กันยายน 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพ.ศ. ... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่เดิม โดยจะแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ได้แก่ หลักการ และเหตุผล ประเด็นสําคัญของกฎหมาย ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ข้อสังเกต และสรุปหลักการและเหตุผล ในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อเป็นการปรับปรุงสถานะของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากหน่วยงานของรัฐให้กลายเป็นหน่วยงานในกํากับของรัฐ หรือ การออกนอกระบบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการศึกษา และยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น เหมือนเช่นมหาวิทยาลัยชั้นนําอื่นๆ ที่ได้ออกนอกระบบไปแล้ว เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น
.
ในส่วนที่สองประเด็นสําคัญของกฎหมายร่างพ.ร.บ.นี้ ประกอบด้วย 105 มาตรา โดยมีประเด็นสําคัญคือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาวิทยาลัย ด้านแหล่งรายได้นอกจากมหาวิทยาลัยจะได้เงินอุดหนุนจากรัฐเช่นเดิมแล้ว มหาวิทยาลัยยังสามารถจัดตั้งกองทุน รวมทั้งเก็บเงินค่าเล่าเรียน ค่าบริการต่างๆ ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และส่วนที่สาม ที่มีความสําคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การกู้ยืมเงิน และการลงทุน ในร่างนี้มอบอํานาจให้มหาวิทยาลัยสามารถกู้ยืมเงินออกพันธบัตร หรือออกตราสารใดๆ เพื่อการลงทุนได้ อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญของกฎหมายทั้ง 105 มาตรา จึงสรุปมาเพียงแค่ 3 ประเด็นนี้
.
นายอาสพลธ์ อภิปรายเพิ่มว่า ในส่วนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้มีทั้งข้อดี และความท้าทาย ซึ่งข้อดีคือ หน่วยงานมหาวิทยาลัย จะมีความเป็นอิสระมีความคล่องตัวต่างๆ มาก แต่ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1) ปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณ เมื่อมหาวิทยาลัยต้องพึ่งพิงรายได้จากค่าเล่าเรียน และกิจการอื่นๆ อาจจะส่งผลให้มหาวิทยาลัยขึ้นค่าเรียน และเมื่อขึ้นค่าเรียนแล้ว ผลกระทบนี้ก็จะส่งต่อไปยังนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเรียนได้ ซึ่งจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2) ความโปร่งใสในการบริหาร เดิมมหาวิทยาลัยอยู่ในการดูแลเป็นส่วนราชการของรัฐ การตรวจสอบเข้มข้น แต่เมื่อเป็นหน่วยงานในกํากับหรือออกนอกระบบไปแล้ว ความโปร่งใสก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความกังวล และ 3) คุณภาพการศึกษา และการแข่งขันเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพียงพอ มหาวิทยาลัยอาจลดมาตรฐานการรับสมัครนักศึกษา หรือเน้นเปิดหลักสูตรที่สร้างรายได้มากกว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวิจัย นี่ก็เป็นความท้าทายทั้ง 3 ด้าน
.
ในส่วนของข้อสังเกต นายอาสพลธ์ กล่าวว่า มี 6 ด้าน จึงอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการซึ่งจะตั้งในวาระอันใกล้นี้ได้นําข้อสังเกตของตนไปพิจารณา ข้อที่ 1) ในมาตรา 16 ควรกําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากรอบวงเงินกู้ที่เกินวงเงินที่กําหนด เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ข้อที่ 2) มหาวิทยาลัยควรผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ประเทศชาติ และสังคม โดยการเน้นผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และเป็นที่ต้องการ เช่น หมอ พยาบาล เภสัช และวิศวกร ข้อที่ 3) จัดหลักสูตรระยะสั้น และระยะกลาง โดยการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น AI หรือการเขียนโค้ด ดังเช่น กระทรวงอว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้จัดให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ฟรี คนทุกคนสามารถเรียนได้ และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบ Thailand Massive Open Online Course (Thai MOOC:ไทยมุก) ซึ่งเป็นการส่งเสริมการรู้ตลอดชีวิต ข้อที่ 4) มหาวิทยาลัยควรทําการวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และอุตสาหกรรม กําหนดให้นักวิจัยหรืออาจารย์ท่านใดที่ต้องการรับทุนการวิจัย จะต้องมีการทํา MOU กับภาคเอกชน หรือภาคอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เมื่อผลงานวิจัยเสร็จแล้วจะสามารถนํามาใช้ได้จริง เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ไม่ใช่ว่าวิจัยเสร็จแล้วนําผลงานวิจัยไปไว้บนหิ้ง ข้อที่ 5) ให้เก็บข้อมูลนักศึกษาที่เรียนจบ จัดทําข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการจ้างงานของบัณฑิตในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร บางสาขาวิชา บางหลักสูตร นักศึกษาจบมาหางานทําไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็ต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ และนำไปปรับปรุงหลักสูตร แม้กระทั่งไปลดหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และสุดท้าย ข้อที่ 6) การสรรหาอธิการบดีควรกําหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีแสดงเป้าหมายที่ชัดเจนว่า หากได้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีแล้ว จะสามารถยกระดับมหาวิทยาลัยได้กี่อันดับ อันนี้ควรจะอยู่ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่น ม.อุบลฯ ไม่ได้ถูกจัดอันดับ ซึ่งการจัดอันดับโดยสถาบันการจัดอันดับที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น QS World University Rankings หรือ Time Higher Education World University Rankingไม่พบม.อุบลฯ ดังนั้นในการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้าราชการของ ม.อุบลฯ ควรกําหนดการสรรหาอธิบดีให้ชัดเจนว่าเมื่อท่านมาเป็นอธิการบดี ม.อุบลฯ แล้ว จะยกระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร
.
สำหรับการปรับปรุงกฎหมายม.อุบลฯ ในครั้งนี้ เป็นก้าวสําคัญที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา และการวิจัย เพื่อสอดคล้องกับตลาด และสังคมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบโดยคํานึงถึงผลกระทบทางการเงิน และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อสังเกตทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต่อเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่ยังเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคม อีกด้วย นายอาสพลธ์ กล่าวในท้ายที่สุด

18 กันยายน 2567 เวลา 18:40
"อาสพลธ์" หนุน ร่างพ.ร.บ. ม.อุบลฯ ออกนอกระบบ เพิ่มความคล่องตัว บริหารจัดการศึกษา
“อาสพลธ์” หนุน ร่างพ.ร.บ. ม.อุบลราชธานี ออกนอกระบบ เพื่อให้มีความอิสระในการบริหารงาน เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการศึกษา และยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น
18 กันยายน 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพ.ศ. ... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่เดิม โดยจะแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ได้แก่ หลักการ และเหตุผล ประเด็นสําคัญของกฎหมาย ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ข้อสังเกต และสรุปหลักการและเหตุผล ในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อเป็นการปรับปรุงสถานะของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากหน่วยงานของรัฐให้กลายเป็นหน่วยงานในกํากับของรัฐ หรือ การออกนอกระบบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการศึกษา และยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น เหมือนเช่นมหาวิทยาลัยชั้นนําอื่นๆ ที่ได้ออกนอกระบบไปแล้ว เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น
.
ในส่วนที่สองประเด็นสําคัญของกฎหมายร่างพ.ร.บ.นี้ ประกอบด้วย 105 มาตรา โดยมีประเด็นสําคัญคือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาวิทยาลัย ด้านแหล่งรายได้นอกจากมหาวิทยาลัยจะได้เงินอุดหนุนจากรัฐเช่นเดิมแล้ว มหาวิทยาลัยยังสามารถจัดตั้งกองทุน รวมทั้งเก็บเงินค่าเล่าเรียน ค่าบริการต่างๆ ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และส่วนที่สาม ที่มีความสําคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การกู้ยืมเงิน และการลงทุน ในร่างนี้มอบอํานาจให้มหาวิทยาลัยสามารถกู้ยืมเงินออกพันธบัตร หรือออกตราสารใดๆ เพื่อการลงทุนได้ อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญของกฎหมายทั้ง 105 มาตรา จึงสรุปมาเพียงแค่ 3 ประเด็นนี้
.
นายอาสพลธ์ อภิปรายเพิ่มว่า ในส่วนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้มีทั้งข้อดี และความท้าทาย ซึ่งข้อดีคือ หน่วยงานมหาวิทยาลัย จะมีความเป็นอิสระมีความคล่องตัวต่างๆ มาก แต่ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1) ปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณ เมื่อมหาวิทยาลัยต้องพึ่งพิงรายได้จากค่าเล่าเรียน และกิจการอื่นๆ อาจจะส่งผลให้มหาวิทยาลัยขึ้นค่าเรียน และเมื่อขึ้นค่าเรียนแล้ว ผลกระทบนี้ก็จะส่งต่อไปยังนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเรียนได้ ซึ่งจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2) ความโปร่งใสในการบริหาร เดิมมหาวิทยาลัยอยู่ในการดูแลเป็นส่วนราชการของรัฐ การตรวจสอบเข้มข้น แต่เมื่อเป็นหน่วยงานในกํากับหรือออกนอกระบบไปแล้ว ความโปร่งใสก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความกังวล และ 3) คุณภาพการศึกษา และการแข่งขันเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพียงพอ มหาวิทยาลัยอาจลดมาตรฐานการรับสมัครนักศึกษา หรือเน้นเปิดหลักสูตรที่สร้างรายได้มากกว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวิจัย นี่ก็เป็นความท้าทายทั้ง 3 ด้าน
.
ในส่วนของข้อสังเกต นายอาสพลธ์ กล่าวว่า มี 6 ด้าน จึงอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการซึ่งจะตั้งในวาระอันใกล้นี้ได้นําข้อสังเกตของตนไปพิจารณา ข้อที่ 1) ในมาตรา 16 ควรกําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากรอบวงเงินกู้ที่เกินวงเงินที่กําหนด เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ข้อที่ 2) มหาวิทยาลัยควรผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ประเทศชาติ และสังคม โดยการเน้นผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และเป็นที่ต้องการ เช่น หมอ พยาบาล เภสัช และวิศวกร ข้อที่ 3) จัดหลักสูตรระยะสั้น และระยะกลาง โดยการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น AI หรือการเขียนโค้ด ดังเช่น กระทรวงอว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้จัดให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ฟรี คนทุกคนสามารถเรียนได้ และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบ Thailand Massive Open Online Course (Thai MOOC:ไทยมุก) ซึ่งเป็นการส่งเสริมการรู้ตลอดชีวิต ข้อที่ 4) มหาวิทยาลัยควรทําการวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และอุตสาหกรรม กําหนดให้นักวิจัยหรืออาจารย์ท่านใดที่ต้องการรับทุนการวิจัย จะต้องมีการทํา MOU กับภาคเอกชน หรือภาคอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เมื่อผลงานวิจัยเสร็จแล้วจะสามารถนํามาใช้ได้จริง เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ไม่ใช่ว่าวิจัยเสร็จแล้วนําผลงานวิจัยไปไว้บนหิ้ง ข้อที่ 5) ให้เก็บข้อมูลนักศึกษาที่เรียนจบ จัดทําข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการจ้างงานของบัณฑิตในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร บางสาขาวิชา บางหลักสูตร นักศึกษาจบมาหางานทําไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็ต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ และนำไปปรับปรุงหลักสูตร แม้กระทั่งไปลดหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และสุดท้าย ข้อที่ 6) การสรรหาอธิการบดีควรกําหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีแสดงเป้าหมายที่ชัดเจนว่า หากได้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีแล้ว จะสามารถยกระดับมหาวิทยาลัยได้กี่อันดับ อันนี้ควรจะอยู่ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่น ม.อุบลฯ ไม่ได้ถูกจัดอันดับ ซึ่งการจัดอันดับโดยสถาบันการจัดอันดับที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น QS World University Rankings หรือ Time Higher Education World University Rankingไม่พบม.อุบลฯ ดังนั้นในการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้าราชการของ ม.อุบลฯ ควรกําหนดการสรรหาอธิบดีให้ชัดเจนว่าเมื่อท่านมาเป็นอธิการบดี ม.อุบลฯ แล้ว จะยกระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร
.
สำหรับการปรับปรุงกฎหมายม.อุบลฯ ในครั้งนี้ เป็นก้าวสําคัญที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา และการวิจัย เพื่อสอดคล้องกับตลาด และสังคมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบโดยคํานึงถึงผลกระทบทางการเงิน และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อสังเกตทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต่อเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่ยังเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคม อีกด้วย นายอาสพลธ์ กล่าวในท้ายที่สุด
18 กันยายน 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพ.ศ. ... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่เดิม โดยจะแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ได้แก่ หลักการ และเหตุผล ประเด็นสําคัญของกฎหมาย ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ข้อสังเกต และสรุปหลักการและเหตุผล ในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อเป็นการปรับปรุงสถานะของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จากหน่วยงานของรัฐให้กลายเป็นหน่วยงานในกํากับของรัฐ หรือ การออกนอกระบบ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน เพิ่มความคล่องตัวในการจัดการศึกษา และยกระดับคุณภาพวิชาการให้สูงขึ้น เหมือนเช่นมหาวิทยาลัยชั้นนําอื่นๆ ที่ได้ออกนอกระบบไปแล้ว เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น
.
ในส่วนที่สองประเด็นสําคัญของกฎหมายร่างพ.ร.บ.นี้ ประกอบด้วย 105 มาตรา โดยมีประเด็นสําคัญคือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาวิทยาลัย ด้านแหล่งรายได้นอกจากมหาวิทยาลัยจะได้เงินอุดหนุนจากรัฐเช่นเดิมแล้ว มหาวิทยาลัยยังสามารถจัดตั้งกองทุน รวมทั้งเก็บเงินค่าเล่าเรียน ค่าบริการต่างๆ ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และส่วนที่สาม ที่มีความสําคัญในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การกู้ยืมเงิน และการลงทุน ในร่างนี้มอบอํานาจให้มหาวิทยาลัยสามารถกู้ยืมเงินออกพันธบัตร หรือออกตราสารใดๆ เพื่อการลงทุนได้ อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญของกฎหมายทั้ง 105 มาตรา จึงสรุปมาเพียงแค่ 3 ประเด็นนี้
.
นายอาสพลธ์ อภิปรายเพิ่มว่า ในส่วนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้มีทั้งข้อดี และความท้าทาย ซึ่งข้อดีคือ หน่วยงานมหาวิทยาลัย จะมีความเป็นอิสระมีความคล่องตัวต่างๆ มาก แต่ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นมีอยู่ 3 ประเด็น คือ 1) ปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณ เมื่อมหาวิทยาลัยต้องพึ่งพิงรายได้จากค่าเล่าเรียน และกิจการอื่นๆ อาจจะส่งผลให้มหาวิทยาลัยขึ้นค่าเรียน และเมื่อขึ้นค่าเรียนแล้ว ผลกระทบนี้ก็จะส่งต่อไปยังนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเรียนได้ ซึ่งจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2) ความโปร่งใสในการบริหาร เดิมมหาวิทยาลัยอยู่ในการดูแลเป็นส่วนราชการของรัฐ การตรวจสอบเข้มข้น แต่เมื่อเป็นหน่วยงานในกํากับหรือออกนอกระบบไปแล้ว ความโปร่งใสก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความกังวล และ 3) คุณภาพการศึกษา และการแข่งขันเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพียงพอ มหาวิทยาลัยอาจลดมาตรฐานการรับสมัครนักศึกษา หรือเน้นเปิดหลักสูตรที่สร้างรายได้มากกว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวิจัย นี่ก็เป็นความท้าทายทั้ง 3 ด้าน
.
ในส่วนของข้อสังเกต นายอาสพลธ์ กล่าวว่า มี 6 ด้าน จึงอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการซึ่งจะตั้งในวาระอันใกล้นี้ได้นําข้อสังเกตของตนไปพิจารณา ข้อที่ 1) ในมาตรา 16 ควรกําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณากรอบวงเงินกู้ที่เกินวงเงินที่กําหนด เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ข้อที่ 2) มหาวิทยาลัยควรผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์ประเทศชาติ และสังคม โดยการเน้นผลิตบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน และเป็นที่ต้องการ เช่น หมอ พยาบาล เภสัช และวิศวกร ข้อที่ 3) จัดหลักสูตรระยะสั้น และระยะกลาง โดยการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น AI หรือการเขียนโค้ด ดังเช่น กระทรวงอว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้จัดให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ฟรี คนทุกคนสามารถเรียนได้ และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบ Thailand Massive Open Online Course (Thai MOOC:ไทยมุก) ซึ่งเป็นการส่งเสริมการรู้ตลอดชีวิต ข้อที่ 4) มหาวิทยาลัยควรทําการวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และอุตสาหกรรม กําหนดให้นักวิจัยหรืออาจารย์ท่านใดที่ต้องการรับทุนการวิจัย จะต้องมีการทํา MOU กับภาคเอกชน หรือภาคอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เมื่อผลงานวิจัยเสร็จแล้วจะสามารถนํามาใช้ได้จริง เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ไม่ใช่ว่าวิจัยเสร็จแล้วนําผลงานวิจัยไปไว้บนหิ้ง ข้อที่ 5) ให้เก็บข้อมูลนักศึกษาที่เรียนจบ จัดทําข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการจ้างงานของบัณฑิตในสาขาต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงหลักสูตร บางสาขาวิชา บางหลักสูตร นักศึกษาจบมาหางานทําไม่ได้ มหาวิทยาลัยก็ต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ และนำไปปรับปรุงหลักสูตร แม้กระทั่งไปลดหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และสุดท้าย ข้อที่ 6) การสรรหาอธิการบดีควรกําหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีแสดงเป้าหมายที่ชัดเจนว่า หากได้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีแล้ว จะสามารถยกระดับมหาวิทยาลัยได้กี่อันดับ อันนี้ควรจะอยู่ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่น ม.อุบลฯ ไม่ได้ถูกจัดอันดับ ซึ่งการจัดอันดับโดยสถาบันการจัดอันดับที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น QS World University Rankings หรือ Time Higher Education World University Rankingไม่พบม.อุบลฯ ดังนั้นในการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้าราชการของ ม.อุบลฯ ควรกําหนดการสรรหาอธิบดีให้ชัดเจนว่าเมื่อท่านมาเป็นอธิการบดี ม.อุบลฯ แล้ว จะยกระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างไร
.
สำหรับการปรับปรุงกฎหมายม.อุบลฯ ในครั้งนี้ เป็นก้าวสําคัญที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะส่งผลให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา และการวิจัย เพื่อสอดคล้องกับตลาด และสังคมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบโดยคํานึงถึงผลกระทบทางการเงิน และความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จึงขอเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อสังเกตทั้ง 6 ข้อ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต่อเฉพาะมหาวิทยาลัย แต่ยังเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสังคม อีกด้วย นายอาสพลธ์ กล่าวในท้ายที่สุด