19 กันยายน 2567 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ได้สรุปญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ โดยกล่าวว่า ไม่เฉพาะชุมชนแออัดเท่านั้นแต่ควรจะกล่าวถึงทั้งประเทศ เพื่อจะได้ให้ความเสมอภาคกัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง 20% เราเป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบแล้ว ถึง 12 - 13 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยขั้นสุดยอด อาจจะถึง 16-17 ล้านคนขึ้นไปแล้วและเห็นว่าเป็นเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญ และก็เขียนเป็นนโยบายที่แล้ว ส่วนนโยบายเร่งด่วน ท่านเขียนไว้นโยบายที่ 10 รัฐบาลจะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมโอกาสเศรษฐกิจให้สังคมเปราะบางไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิ และสวัสดิการ ซึ่งตรงนี้ได้กล่าวไว้หน้าที่ 6 แล้ว และหน้าที่ 9 จะเห็นชัดว่า รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย รัฐบาลจะส่งเสริมการเกิด เติบโตอย่างมีคุณภาพให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างมีมาตรฐาน โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการเกิด ซึ่งเป็นนโยบายที่เขียนไว้อย่างชัดเจน นโยบายคือสิ่งที่คาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้น แต่สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องลงมือปฏิบัติ
.
นายสฤษดิ์ กล่าวอีกว่า ในหน้าที่ 10 ที่บอกว่ารัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ทั้งภาครัฐ และเอกชนดึงศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งนโยบายของภาครัฐ 14 หน้า ที่เขียนไว้ในเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็ก ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ถึง 4 หน้าด้วยกันแสดงให้เห็นว่าทุกคนมองเห็นปัญหา โดยเฉพาะจาก 6 ญัตติที่เรียนนําเสนอกับท่านประธานสภาแล้ว แล้วมีผู้อภิปรายร่วมนําเสนอและให้เหตุผลกันถึง 24 ท่าน ถือว่าเป็นมิติที่ดี และเชื่อว่าจากนี้เราควรจะกําหนดสู่ภาคปฏิบัติ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาครัฐบาล เป็นกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุขโดยทั้ง 5 กระทรวงควรจะมีการบูรณาการการทํางานประชุมร่วมกัน และวางเป้าหมายนโยบายร่วมกันทํา มิใช่จัดงบประมาณต่างคนต่างทํา อย่างไรก็ตามควรจะมีการดึงภาคสังคม ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจะแก้ปัญหา เพราะปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กเกิด พร้อมสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น สวัสดิการ ทําให้คนที่พร้อมจะมีบุตรมีความมั่นใจว่าถ้าบุตรลูกหลานเกิดมาทําอย่างไร ที่จะทำให้ครอบครัวเติบโตไปได้ ซึ่งจะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เกิด เข้าสู่ภาวะมีการดูแล
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรัฐบาลผลักดันช่วยเหลือให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือส่งเรื่องไปให้กรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ควรจะต้องตรึกตรองวางแผน หรือคุยกันเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นไป เพราะทุกเรื่องยังเป็นปัญหา ควรจะมีวิธีการต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ทั้งนี้ อยากฝากผ่านไปยังรัฐบาล เมื่อท่านประกาศเป็นนโยบายแล้ว เห็นความสําคัญแล้ว ควรจะผลักดันนโยบายนี้อย่างเร่งด่วน นายสฤษดิ์ กล่าว

19 กันยายน 2567 เวลา 22:37
"สฤษดิ์" เสนอ ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษาปัญหาเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เพื่อความเสมอภาค
“สฤษดิ์” เสนอตั้งกมธ.วิสามัญฯศึกษาปัญหาเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เพื่อความเสมอภาค แนะ 5 กระทรวง “พม.-มท.-ศธ.-รง.-สธ.” บูรณาการร่วมกัน พร้อมทั้งดึงภาคสังคม ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
19 กันยายน 2567 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ได้สรุปญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ โดยกล่าวว่า ไม่เฉพาะชุมชนแออัดเท่านั้นแต่ควรจะกล่าวถึงทั้งประเทศ เพื่อจะได้ให้ความเสมอภาคกัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง 20% เราเป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบแล้ว ถึง 12 - 13 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยขั้นสุดยอด อาจจะถึง 16-17 ล้านคนขึ้นไปแล้วและเห็นว่าเป็นเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญ และก็เขียนเป็นนโยบายที่แล้ว ส่วนนโยบายเร่งด่วน ท่านเขียนไว้นโยบายที่ 10 รัฐบาลจะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมโอกาสเศรษฐกิจให้สังคมเปราะบางไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิ และสวัสดิการ ซึ่งตรงนี้ได้กล่าวไว้หน้าที่ 6 แล้ว และหน้าที่ 9 จะเห็นชัดว่า รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย รัฐบาลจะส่งเสริมการเกิด เติบโตอย่างมีคุณภาพให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างมีมาตรฐาน โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการเกิด ซึ่งเป็นนโยบายที่เขียนไว้อย่างชัดเจน นโยบายคือสิ่งที่คาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้น แต่สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องลงมือปฏิบัติ
.
นายสฤษดิ์ กล่าวอีกว่า ในหน้าที่ 10 ที่บอกว่ารัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ทั้งภาครัฐ และเอกชนดึงศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งนโยบายของภาครัฐ 14 หน้า ที่เขียนไว้ในเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็ก ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ถึง 4 หน้าด้วยกันแสดงให้เห็นว่าทุกคนมองเห็นปัญหา โดยเฉพาะจาก 6 ญัตติที่เรียนนําเสนอกับท่านประธานสภาแล้ว แล้วมีผู้อภิปรายร่วมนําเสนอและให้เหตุผลกันถึง 24 ท่าน ถือว่าเป็นมิติที่ดี และเชื่อว่าจากนี้เราควรจะกําหนดสู่ภาคปฏิบัติ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาครัฐบาล เป็นกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุขโดยทั้ง 5 กระทรวงควรจะมีการบูรณาการการทํางานประชุมร่วมกัน และวางเป้าหมายนโยบายร่วมกันทํา มิใช่จัดงบประมาณต่างคนต่างทํา อย่างไรก็ตามควรจะมีการดึงภาคสังคม ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจะแก้ปัญหา เพราะปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กเกิด พร้อมสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น สวัสดิการ ทําให้คนที่พร้อมจะมีบุตรมีความมั่นใจว่าถ้าบุตรลูกหลานเกิดมาทําอย่างไร ที่จะทำให้ครอบครัวเติบโตไปได้ ซึ่งจะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เกิด เข้าสู่ภาวะมีการดูแล
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรัฐบาลผลักดันช่วยเหลือให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือส่งเรื่องไปให้กรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ควรจะต้องตรึกตรองวางแผน หรือคุยกันเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นไป เพราะทุกเรื่องยังเป็นปัญหา ควรจะมีวิธีการต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ทั้งนี้ อยากฝากผ่านไปยังรัฐบาล เมื่อท่านประกาศเป็นนโยบายแล้ว เห็นความสําคัญแล้ว ควรจะผลักดันนโยบายนี้อย่างเร่งด่วน นายสฤษดิ์ กล่าว
19 กันยายน 2567 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ได้สรุปญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ โดยกล่าวว่า ไม่เฉพาะชุมชนแออัดเท่านั้นแต่ควรจะกล่าวถึงทั้งประเทศ เพื่อจะได้ให้ความเสมอภาคกัน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง 20% เราเป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบแล้ว ถึง 12 - 13 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยขั้นสุดยอด อาจจะถึง 16-17 ล้านคนขึ้นไปแล้วและเห็นว่าเป็นเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญ และก็เขียนเป็นนโยบายที่แล้ว ส่วนนโยบายเร่งด่วน ท่านเขียนไว้นโยบายที่ 10 รัฐบาลจะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมโอกาสเศรษฐกิจให้สังคมเปราะบางไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิ และสวัสดิการ ซึ่งตรงนี้ได้กล่าวไว้หน้าที่ 6 แล้ว และหน้าที่ 9 จะเห็นชัดว่า รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย รัฐบาลจะส่งเสริมการเกิด เติบโตอย่างมีคุณภาพให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างมีมาตรฐาน โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการเกิด ซึ่งเป็นนโยบายที่เขียนไว้อย่างชัดเจน นโยบายคือสิ่งที่คาดหวังไว้ว่าจะเกิดขึ้น แต่สิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องลงมือปฏิบัติ
.
นายสฤษดิ์ กล่าวอีกว่า ในหน้าที่ 10 ที่บอกว่ารัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ทั้งภาครัฐ และเอกชนดึงศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งนโยบายของภาครัฐ 14 หน้า ที่เขียนไว้ในเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็ก ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ถึง 4 หน้าด้วยกันแสดงให้เห็นว่าทุกคนมองเห็นปัญหา โดยเฉพาะจาก 6 ญัตติที่เรียนนําเสนอกับท่านประธานสภาแล้ว แล้วมีผู้อภิปรายร่วมนําเสนอและให้เหตุผลกันถึง 24 ท่าน ถือว่าเป็นมิติที่ดี และเชื่อว่าจากนี้เราควรจะกําหนดสู่ภาคปฏิบัติ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาครัฐบาล เป็นกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุขโดยทั้ง 5 กระทรวงควรจะมีการบูรณาการการทํางานประชุมร่วมกัน และวางเป้าหมายนโยบายร่วมกันทํา มิใช่จัดงบประมาณต่างคนต่างทํา อย่างไรก็ตามควรจะมีการดึงภาคสังคม ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจะแก้ปัญหา เพราะปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กเกิด พร้อมสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น สวัสดิการ ทําให้คนที่พร้อมจะมีบุตรมีความมั่นใจว่าถ้าบุตรลูกหลานเกิดมาทําอย่างไร ที่จะทำให้ครอบครัวเติบโตไปได้ ซึ่งจะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เกิด เข้าสู่ภาวะมีการดูแล
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรัฐบาลผลักดันช่วยเหลือให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือส่งเรื่องไปให้กรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ควรจะต้องตรึกตรองวางแผน หรือคุยกันเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นไป เพราะทุกเรื่องยังเป็นปัญหา ควรจะมีวิธีการต่างๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ทั้งนี้ อยากฝากผ่านไปยังรัฐบาล เมื่อท่านประกาศเป็นนโยบายแล้ว เห็นความสําคัญแล้ว ควรจะผลักดันนโยบายนี้อย่างเร่งด่วน นายสฤษดิ์ กล่าว