วันที่ 25 กันยายน 2567 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วาระที่ 2 ว่า ในมาตรา 3 การปรับพฤติกรรมเด็ก เห็นว่าในส่วนที่คณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้มา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมใดๆ ก็ตามด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเฆี่ยนตี และที่สําคัญท่อนที่น่าจะเป็นปัญหาที่สุดคืออันเป็นการลดทอนคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของบุตร
.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ปัญหาข้อแรก ถ้อยคําในการออกกฎหมายแต่ละครั้ง เวลามีปัญหาในสังคม หรือศาลตัดสินอะไรออกมา ชอบมีคําพูดเพื่อให้ถูกใจตนเองว่า มาตรฐานอยู่ตรงไหน ทําไมตัดสินแบบนี้ เรื่องไหนตัดสินถูกใจ ท่านก็ดีใจ ก็ชอบ เบื้องต้นเรามีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอยู่แล้ว พรบ.นี้ครอบคลุมในประเด็นของเด็ก และประเด็นที่ท่านแก้ออกมา แน่นอนเป็นเรื่องภายในครอบครัว เป็นเรื่องของพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กคนนั้น หรือเด็กกลุ่มนั้น คําที่นิยาม มองว่าจะเป็นปัญหาในการใช้ต่อไป
.
“เราเป็นผู้ออกกฎหมาย ทําไมต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าความคลุมเครือในการออกกฎหมาย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไปหาบรรทัดฐานเอาเอง เราจะใช้มาตรฐานอะไร ที่จะบอกว่าคํานี้เป็นการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุตร ตามที่เพิ่มมา ดุลพินิจของใคร ของตํารวจ ของศาล หรือของท่านเอง” สส.อุบลราชธานี กล่าว
.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า อยากให้กรรมาธิการได้พิจารณานําร่างนี้กลับไปทําให้ข้อความได้ชัดเจนขึ้น เราไม่ได้อยากออกกฎหมายเพื่อให้ต้องไปตีความกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องไปตีความในบรรทัดฐานของคําแต่ละคํา ในบรรทัดฐานของการกระทําว่าดุลพินิจของใคร เป็นอย่างไร คิดเห็นแบบไหน อันไหนคือก่อให้เกิดการลดทอนคุณค่า
.
“เหมือนเรากําลังตัดเสื้อตัวเดียว แล้วบังคับให้ทุกครอบครัวใส่เหมือนกัน เราจะไม่มองถึงการปกครองในแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน วัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ละครอบครัว ในแต่ละภูมิภาค ที่มีความแตกต่างกัน คําบางคําในภาษาอีสานของดิฉัน ถ้าแปลเป็นภาคกลาง อาจดูรุนแรง แต่บางทีมันเป็นคําพูดปกติของภาษา คําบางคํา ในภาษาใต้ ที่เป็นคําพูดติดปาก ถ้าคนภาคกลางฟังดูรุนแรงมาก แต่เป็นคําพูดปกติที่เขาใช้ เป็นคําภาคพื้นภาษาของเขากันแล้ว”นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าว
.
สส.อุบลราชธานี กล่าวอีกว่า ใช้ดุลพินิจแบบไหน ที่จะบอกว่าทุกอย่างในมาตรา 3 วงเล็บสองเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ ในการที่จะออกด้วย ไม่ได้ว่ามันจะเข้าตัวนี้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต เป็นปัญหาในการปกครองต่อไปในอนาคต ถึงอยากให้มีความชัดเจนในคํามากกว่านี้ เราต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่ท่านออกมาในลักษณะเป็นนามธรรม
.
“เข้าใจว่า บางคําแปลมาจากอนุสัญญาของ UN ด้วยซ้ำว่าต้องเป็นแบบนี้ เราเคยตีตรารัฐในหลายๆ เรื่องว่ารัฐชอบตัดเสื้อตัวเดียวกันให้ใส่ทั้งประเทศ ตอนนี้ท่านจะเอาจาก UN มาใส่ให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งแต่ละประเทศมีวัฒนธรรม มีการดูแลที่แตกต่างกัน ขอให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ถอนกลับไปเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าว

25 กันยายน 2567 เวลา 16:07
"สส.แนน บุณย์ธิดา" ให้ถอนประมวล ก.ม. แพ่งและพาณิชย์ ไปพิจารณาใหม่ ให้เกิดความชัดเจน
สส.แนน บุณย์ธิดา ให้ถอน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กลับไปพิจารณาใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ไม่คลุมเครือ ไม่ต้องตีความในอนาคต แนะอย่านำ ถ้อยคำ UN มาใช้กับคนทั้งโลก เพราะทุกพื้นที่ มีวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา แตกต่างกัน
วันที่ 25 กันยายน 2567 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วาระที่ 2 ว่า ในมาตรา 3 การปรับพฤติกรรมเด็ก เห็นว่าในส่วนที่คณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้มา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมใดๆ ก็ตามด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเฆี่ยนตี และที่สําคัญท่อนที่น่าจะเป็นปัญหาที่สุดคืออันเป็นการลดทอนคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของบุตร
.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ปัญหาข้อแรก ถ้อยคําในการออกกฎหมายแต่ละครั้ง เวลามีปัญหาในสังคม หรือศาลตัดสินอะไรออกมา ชอบมีคําพูดเพื่อให้ถูกใจตนเองว่า มาตรฐานอยู่ตรงไหน ทําไมตัดสินแบบนี้ เรื่องไหนตัดสินถูกใจ ท่านก็ดีใจ ก็ชอบ เบื้องต้นเรามีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอยู่แล้ว พรบ.นี้ครอบคลุมในประเด็นของเด็ก และประเด็นที่ท่านแก้ออกมา แน่นอนเป็นเรื่องภายในครอบครัว เป็นเรื่องของพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กคนนั้น หรือเด็กกลุ่มนั้น คําที่นิยาม มองว่าจะเป็นปัญหาในการใช้ต่อไป
.
“เราเป็นผู้ออกกฎหมาย ทําไมต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าความคลุมเครือในการออกกฎหมาย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไปหาบรรทัดฐานเอาเอง เราจะใช้มาตรฐานอะไร ที่จะบอกว่าคํานี้เป็นการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุตร ตามที่เพิ่มมา ดุลพินิจของใคร ของตํารวจ ของศาล หรือของท่านเอง” สส.อุบลราชธานี กล่าว
.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า อยากให้กรรมาธิการได้พิจารณานําร่างนี้กลับไปทําให้ข้อความได้ชัดเจนขึ้น เราไม่ได้อยากออกกฎหมายเพื่อให้ต้องไปตีความกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องไปตีความในบรรทัดฐานของคําแต่ละคํา ในบรรทัดฐานของการกระทําว่าดุลพินิจของใคร เป็นอย่างไร คิดเห็นแบบไหน อันไหนคือก่อให้เกิดการลดทอนคุณค่า
.
“เหมือนเรากําลังตัดเสื้อตัวเดียว แล้วบังคับให้ทุกครอบครัวใส่เหมือนกัน เราจะไม่มองถึงการปกครองในแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน วัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ละครอบครัว ในแต่ละภูมิภาค ที่มีความแตกต่างกัน คําบางคําในภาษาอีสานของดิฉัน ถ้าแปลเป็นภาคกลาง อาจดูรุนแรง แต่บางทีมันเป็นคําพูดปกติของภาษา คําบางคํา ในภาษาใต้ ที่เป็นคําพูดติดปาก ถ้าคนภาคกลางฟังดูรุนแรงมาก แต่เป็นคําพูดปกติที่เขาใช้ เป็นคําภาคพื้นภาษาของเขากันแล้ว”นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าว
.
สส.อุบลราชธานี กล่าวอีกว่า ใช้ดุลพินิจแบบไหน ที่จะบอกว่าทุกอย่างในมาตรา 3 วงเล็บสองเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ ในการที่จะออกด้วย ไม่ได้ว่ามันจะเข้าตัวนี้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต เป็นปัญหาในการปกครองต่อไปในอนาคต ถึงอยากให้มีความชัดเจนในคํามากกว่านี้ เราต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่ท่านออกมาในลักษณะเป็นนามธรรม
.
“เข้าใจว่า บางคําแปลมาจากอนุสัญญาของ UN ด้วยซ้ำว่าต้องเป็นแบบนี้ เราเคยตีตรารัฐในหลายๆ เรื่องว่ารัฐชอบตัดเสื้อตัวเดียวกันให้ใส่ทั้งประเทศ ตอนนี้ท่านจะเอาจาก UN มาใส่ให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งแต่ละประเทศมีวัฒนธรรม มีการดูแลที่แตกต่างกัน ขอให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ถอนกลับไปเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าว
วันที่ 25 กันยายน 2567 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วาระที่ 2 ว่า ในมาตรา 3 การปรับพฤติกรรมเด็ก เห็นว่าในส่วนที่คณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้มา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมใดๆ ก็ตามด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเฆี่ยนตี และที่สําคัญท่อนที่น่าจะเป็นปัญหาที่สุดคืออันเป็นการลดทอนคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของบุตร
.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ปัญหาข้อแรก ถ้อยคําในการออกกฎหมายแต่ละครั้ง เวลามีปัญหาในสังคม หรือศาลตัดสินอะไรออกมา ชอบมีคําพูดเพื่อให้ถูกใจตนเองว่า มาตรฐานอยู่ตรงไหน ทําไมตัดสินแบบนี้ เรื่องไหนตัดสินถูกใจ ท่านก็ดีใจ ก็ชอบ เบื้องต้นเรามีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอยู่แล้ว พรบ.นี้ครอบคลุมในประเด็นของเด็ก และประเด็นที่ท่านแก้ออกมา แน่นอนเป็นเรื่องภายในครอบครัว เป็นเรื่องของพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กคนนั้น หรือเด็กกลุ่มนั้น คําที่นิยาม มองว่าจะเป็นปัญหาในการใช้ต่อไป
.
“เราเป็นผู้ออกกฎหมาย ทําไมต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าความคลุมเครือในการออกกฎหมาย เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไปหาบรรทัดฐานเอาเอง เราจะใช้มาตรฐานอะไร ที่จะบอกว่าคํานี้เป็นการลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุตร ตามที่เพิ่มมา ดุลพินิจของใคร ของตํารวจ ของศาล หรือของท่านเอง” สส.อุบลราชธานี กล่าว
.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า อยากให้กรรมาธิการได้พิจารณานําร่างนี้กลับไปทําให้ข้อความได้ชัดเจนขึ้น เราไม่ได้อยากออกกฎหมายเพื่อให้ต้องไปตีความกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องไปตีความในบรรทัดฐานของคําแต่ละคํา ในบรรทัดฐานของการกระทําว่าดุลพินิจของใคร เป็นอย่างไร คิดเห็นแบบไหน อันไหนคือก่อให้เกิดการลดทอนคุณค่า
.
“เหมือนเรากําลังตัดเสื้อตัวเดียว แล้วบังคับให้ทุกครอบครัวใส่เหมือนกัน เราจะไม่มองถึงการปกครองในแต่ละครอบครัวที่แตกต่างกัน วัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ละครอบครัว ในแต่ละภูมิภาค ที่มีความแตกต่างกัน คําบางคําในภาษาอีสานของดิฉัน ถ้าแปลเป็นภาคกลาง อาจดูรุนแรง แต่บางทีมันเป็นคําพูดปกติของภาษา คําบางคํา ในภาษาใต้ ที่เป็นคําพูดติดปาก ถ้าคนภาคกลางฟังดูรุนแรงมาก แต่เป็นคําพูดปกติที่เขาใช้ เป็นคําภาคพื้นภาษาของเขากันแล้ว”นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าว
.
สส.อุบลราชธานี กล่าวอีกว่า ใช้ดุลพินิจแบบไหน ที่จะบอกว่าทุกอย่างในมาตรา 3 วงเล็บสองเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ ในการที่จะออกด้วย ไม่ได้ว่ามันจะเข้าตัวนี้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต เป็นปัญหาในการปกครองต่อไปในอนาคต ถึงอยากให้มีความชัดเจนในคํามากกว่านี้ เราต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่ท่านออกมาในลักษณะเป็นนามธรรม
.
“เข้าใจว่า บางคําแปลมาจากอนุสัญญาของ UN ด้วยซ้ำว่าต้องเป็นแบบนี้ เราเคยตีตรารัฐในหลายๆ เรื่องว่ารัฐชอบตัดเสื้อตัวเดียวกันให้ใส่ทั้งประเทศ ตอนนี้ท่านจะเอาจาก UN มาใส่ให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งแต่ละประเทศมีวัฒนธรรม มีการดูแลที่แตกต่างกัน ขอให้ท่านกรรมาธิการพิจารณาอีกครั้ง ขอให้ถอนกลับไปเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าว