"ทรงศักดิ์" เตรียมของบติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนภัยยอมรับเครื่องมือยังไม่ครอบคลุม

"ทรงศักดิ์" เตรียมของบติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนภัยยอมรับเครื่องมือยังไม่ครอบคลุม

ทรงศักดิ์ ชี้ การแจ้งเตือนภัย ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ปภ.ต้องนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานประมวลผลก่อนแจ้งเตือนไปยังหน่วยปฏิบัติ ยอมรับเครื่องมือที่ใช้ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เตรียมขอใช้งบจาก กสทช. ทำเครื่องมือสังเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้อง วันที่ 3 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้มาตอบกระทู้ถามสดว่า จากคำถามเรื่องแนวทางในการแจ้งเตือนซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เห็นความสําคัญในเรื่องดังกล่าว กําหนดนโยบายในการแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมความพร้อมติดตามสภาพอากาศ ทบทวนและปรับปรุงแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงอ่างเก็บน้ำ ฝายต่างๆ ดูแลเรื่องของเครื่องจักรกลเป็นการป้องกันภัยล่วงหน้าไว้ก่อน ซึ่งเป็นแผนในช่วงเข้าหน้าฝน กระทรวงมหาดไทยมีการสั่งการเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเตรียมเครื่องมือในการดําเนินการให้ทันท่วงที และมีการติดตามตลอดเวลาว่าหน่วยงานที่สั่งไปดําเนินการหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องอุทกภัย ซึ่งเป็นภัยพิบัติถ้าเราทราบล่วงหน้าก็สามารถที่จะป้องกันได้ โดยเฉพาะเรื่องของการแจ้งเตือน มีหน่วยงานที่ทําหน้าที่ตามกฎหมายคือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายคือ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติปี 2564 ถึง 2570 และระเบียบสํานักนายกว่าด้วยการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 2562 ซึ่งจะต้องทําหน้าที่ในการแจ้งเตือนออกไป แต่ที่เราเห็นข้อมูลผ่านหลายหน่วยงานไม่ถือเป็นการแจ้งเตือนตามกฎหมาย เป็นเพียงการรายงานข้อมูล เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน รายงานเรื่องน้ำ อากาศ และมีแอปพลิเคชั่นหลายตัวหรือแม้แต่ข้อมูลที่ส่งไปให้กับประชาชน เป็นเรื่องของการรายงาน "ถ้าการแจ้งเตือนต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย มีการนําวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานหลายหน่วยงานโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นําข้อมูลมาวิเคราะห์ มาประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วแจ้งเตือนออกไปตามหน่วยงานที่เป็นหน่วยปฏิบัติ เช่น อําเภอ จังหวัด ปภ.จังหวัด หอเตือนภัย 354 แห่ง เครื่องรับสัญญาณเตือนภัยผ่านดาวเทียม 163 เครื่อง และแจ้งเตือนไปใน SMS LINE ถ้าจะมีการแจ้งเตือนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดสามารถแจ้งเตือนแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเครื่องมือในการนำไปตรวจวัด ทั้งเคสเชียงราย เชียงใหม่ เป็นตัวหนึ่งในการกำหนดทิศทางที่ต่อไปนี้การแจ้งเตือนภัยเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เครื่องมือทั้งหลายที่จะนํามาใช้ในการหาข้อมูลต้องครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ ทุกบริบทของประเทศไทย วันนี้เรามีเครื่องมือที่ใช้ในการแจ้งเตือนภัยที่อยู่ในพื้นที่ต้องบอกตรงๆ ว่ายังไม่ได้ครอบคลุม ขณะนี้กําลังทําเรื่องขอใช้งบประมาณเพื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ในการแจ้งเตือน เพื่อมีเครื่องมือในการสังเคราะห์ข้อมูล และจะนําไปสู่การเป็นข้อมูลแจ้งเตือนให้เกิดความถูกต้อง" นายทรงศักดิ์ กล่าว นายทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของการเยียวยา อปท. มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย แต่เนื่องจากงบประมาณจำกัด อาจต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อใช้ในการป้องกันยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จังหวัดละ 10 ล้านบาท วงเงินที่ใช้ในการบรรเทาความเดือดร้อน จังหวัดละ 20 ล้านบาท ซึ่งหากวงเงิน 20 ล้านบาท ไม่เพียงพอในการให้ความช่วยเหลือ จังหวัดก็สามารถขอขยายวงเงินได้ ซึ่งมีหลายจังหวัดที่ได้รับการรขยายวงเงินไปแล้ว เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลําปาง และจังหวัดสุโขทัย ได้รับการขยายวงเงินจังหวัดละ 100 ล้าน และยังสามารถขยายไปได้เรื่อย ๆ นอกจากนี้ ครม. ได้มีมติเรื่องการดูแลเยียวยาครัวเรือนที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งครัวเรือนหมายถึงคนที่เป็นผู้อาศัย อยู่บ้านเช่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดิน โดยให้ ปภ. เสนอแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการเยียวยาให้ ครม. พิจารณา เบื้องต้นมีตัวเลขเดียวคือประมาณ 9,000 บาท ส่วนเรื่องการส่งเสริมศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้หลายคนบอกว่าส่วนกลางไปเพิ่มภารกิจแต่ไม่ให้เงิน จึงกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ 3 ส่วนนี้ ภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร มีความสมดุล ให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ทำงานให้ประชาชนได้เต็มที่และเป็นที่พึ่งหวังของประชาชนต่อไป นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนระดับความรุนแรงของภัยพิบัติมี 4 ระดับ ซึ่งแต่ละระดับมีผู้รับผิดชอบ และมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาประกาศยกระดับภัยที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผน กําหนดทิศทางและแนวทางร่วมกันว่าอยู่ในระดับอะไร ในการที่จะเข้าไปดําเนินการในรูปแบบต่างๆ ที่กฎหมายรองรับ การแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการส่งออกไป จะเริ่มตั้งแต่ระดับที่ 3 เป็นต้นไป ที่ทําให้มีการให้รู้ว่าภัยมันจะเกิดแล้ว น้ำจะมาแล้ว วันนี้มีการพัฒนาการแจ้งเตือนไปสู่การแจ้งเป็น SMS และ Cell Broadcast Service ที่กําลังดําเนินการอยู่ คิดว่าในปี 2568 การดําเนินการเรื่องการแจ้งเตือนก็จะเป็นไปตามที่ท่านสมาชิกได้ส่งข้อห่วงใย ข้อกังวลในการที่จะให้รัฐบาลดําเนินการต่อไป นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า สำรับการเผชิญเหตุเมื่อเกิดอุทกภัยจะมีการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ โดยเฉพาะองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นศูนย์ควบคุมสั่งการขึ้นมา มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงมากที่สุด มีการบูรณาการเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ขอให้สบายใจได้