"มัลลิกา" หนุน แก้ไขร่าง กม. ประชามติ ใช้ Double Majority เพื่อความน่าเชื่อถือ

"มัลลิกา" หนุน แก้ไขร่าง กม. ประชามติ ใช้ Double Majority เพื่อความน่าเชื่อถือ

"มัลลิกา" อภิปรายหนุน แก้ไขร่างกฎหมายประชามติ ใช้ Double Majority เพื่อเป็นหลักประกันความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจใช้เสียงส่วนมาก เหตุรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานในที่ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งกลับมายังสภาฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราต้องมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป การที่เราใช้เสียงข้างมาก2 ชั้น คล้ายกันกับร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอเข้าสภาครั้งแรก แม้จะไม่เหมือนทีเดียวก็ตาม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่วุฒิฯ ส่งคืนร่างกลับมา เป็นเรื่องปกติที่จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันอยู่แล้ว เพราะในเมื่อสองสภามีความคิดเห็นต่างกัน ก็ต้องมานั่งคุยกันใหม่ ซึ่งเรื่องเสียงข้างมากสองชั้นประชาชนอาจจะงง จึงอยากอธิบายเพิ่มเติมว่า คําว่าเสียงข้างมากสองชั้นเป็นอย่างไร ในชั้นแรกต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ หมายความว่าผู้มามากกว่าผู้มี ชั้นที่สองเวลาโหวตก็เสียงจะต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ สส.มัลลิกา กล่าวว่า นอกจากนี้มีการแบ่งด้วยว่าประชามติที่จะทําจะต้องแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ถ้าเป็นเรื่องประชามติทั่วไปใช้เสียงข้างมากได้ แต่ถ้าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องใช้สองชั้น ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกบอกว่าทําไมไม่ทําเป็นเกณฑ์เดียวกัน ที่จริงทําเป็นเกณฑ์เดียวกันก็ได้ หรือไม่ทําเป็นเกณฑ์เดียวกันก็ได้ อันนี้ไม่ได้ติดใจ เพียงแต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศ เพราะฉะนั้นต้องมีความละเอียดอ่อน เชื่อถือได้ และมั่นใจได้ สส.มัลลิกา กล่าวอีกว่า สำหรับตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในประเทศไทยมี 52.28 ล้านคน การลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในปี 2567 ถ้ารวมเด็กที่อายุ 18 ปีที่มีจํานวนมากขึ้น คาดว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอาจจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 53 ล้านคน เพราะฉะนั้นในชั้นที่หนึ่งต้องมีผู้ที่ออกไปใช้สิทธิ์เกินครึ่งหรือ 26.5 ล้านคน ส่วนชั้นที่สองก็ต้องมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบเกินครึ่งคือ 13.25 ล้านคน ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขสองข้อนี้ก็คือไม่ผ่าน "เราก็ต้องมาถามกันว่า ถ้าวันนี้เราเห็นชอบกับข้อแก้ไขของวุฒิสภาแล้ว เราก็ไม่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกัน แต่จากที่ฟังดู มีเพื่อนสมาชิกที่ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นก็อาจจะกินระยะเวลาไปอีกหลายเดือน ไม่ได้หมายความว่าตั้งพรุ่งนี้ แล้วก็อีก2-3 วันจะเสร็จ หรือ 1 อาทิตย์จะเสร็จ เพราะที่ผ่านมาเราใช้เวลาในการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่อนข้างมาก" สส.มัลลิกา กล่าว สส.มัลลิกา กล่าวต่อว่า อยากนําเสนอ 3 ประเด็น คือ 1.ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติในปี 2550 และ 2559 พบว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากกว่า 50% การออกเสียงประชามติ เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 มีประชาชนมาใช้สิทธิ์ 25,978,954 คน คิดเป็น 57.61% ของจํานวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด 45.09 ล้านเสียง ต่อมาปี 2560 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มีผู้มาใช้สิทธิ์ 29,740,677 คน คิดเป็น 59.40% สองปีที่ทําเกิน 50% เราพยายามรณรงค์ให้ประชาชนออกมาลงประชามติ ประเด็นที่ 2 กฎหมายกําหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ยกตัวอย่าง ถ้าเลือกตั้ง สส.ไม่มีคู่แข่ง คนที่มาใช้สิทธิ์ต้องมีอย่างน้อย 20% หรือถ้า เลือกนายกอบต.สจ.ต้องกําหนดว่า คนมาใช้สิทธิ์นั้นจะต้องไม่น้อยกว่า 10% เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สําคัญจะไม่กําหนดอะไรไว้เลยหรือ แล้วจะเชื่อถือได้อยางไร ส่วนประเด็นที่ 3 การที่จะกําหนดให้ใช้ Double Majority เป็นการสะท้อนให้เห็นความสําคัญถึงความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย และเป็นการรับประกันว่าถ้าเราทําประชามติหัวข้อใดๆ จะต้องเป็นประเด็นที่สังคมสนใจและอยากมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นจาก 3 ประเด็นที่กล่าวมา ตนเองเห็นด้วยกับการใช้ Double Majority เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เราจะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อ เราใช้เสียงส่วนมากในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นฝากท่านสมาชิกพิจารณาร่วมกัน