วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า การอภิปรายวันนี้มีในส่วนที่เห็นด้วย และกึ่งไม่เห็นด้วย ในประเด็นที่ทางวุฒิสภาได้แก้ลงมา ดูจากเนื้อหาในมาตรา 13 ที่ทางวุฒิสภาได้แก้มาคล้ายกับที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปตั้งแต่ครั้งแรกในการทํา
ซึ่งประเด็นหลักที่มองคือ การกําหนดวิธีการทําประชามติที่วุฒิสภาไปกําหนด Double Majority เฉพาะในเรื่องของการทํารัฐธรรมนูญ แต่ตนเองกลับมองอีกมุมว่า ในการทําประชามติไม่ได้ใช้กันเฉพาะแค่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่การทําประชามติของประเทศจะใช้ทำในเรื่องสำคัญที่จะต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. หรืออะไรก็ตาม ถ้าเราจะปล่อยไม่ให้มีการเซ็ตมาตรฐานขึ้นมา หรือไม่มีบาร์มาตรฐานเอาไว้เราจะอ้างอิงได้อย่างไรว่านี่คือเสียงข้างมาก หรือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการทําประชามติในประเด็นนั้นๆ ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว และถ้าเกิดมีประเด็นสําคัญที่ต้องการทําประชามติแต่สุดท้ายแล้วประเด็นนั้นอาจจะไม่เป็นที่สนใจกับสังคมมากนัก มีคนออกมาใช้สิทธิ์หลักแสน หรือหลักล้านต้นๆ เราจะสามารถอ้างได้อย่างไรว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ตนมีความเห็นต่างในส่วนของวุฒิ
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเว้นหมวดหนึ่ง และหมวดสอง แต่หนทางการนำไปสู่การแก้ไขที่สง่างามต้องมี หมายถึงการทําประชามติที่มีเสียงมากพอที่จะกล่าวอ้างได้ว่าเราเห็นควรแล้ว เวลานี้ถูกต้องแล้วที่จะต้องแก้ประชามติ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนประชามติ 29 ล้านคน จาก 50 ล้านคน แล้วอยู่ดีๆ จะมาแก้การทําประชามติในรอบนี้โดยบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่ต้องเซตเป็นสแตนดาร์ด ไม่ต้องเซ็ตเป็นบาร์เอาไว้ ไม่ต้องมีเปอร์เซ็นเทจ ใครจะมาเท่าไหร่ก็ได้ เรื่องรัฐธรรมนูญมีคนมาเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นอาจจะมีคนมาน้อย แต่ถ้าเราไม่เช็ตไว้ จะใช้สิทธิใดอ้างว่าถึงเวลาที่เหมาะสม และสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีคนออกมาใช้เสียงถึง 29 ล้านคน มีผู้เห็นด้วย 16 ล้านคน ไม่เห็นด้วย 10 ล้านคน ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญต้องมีความสง่างาม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะบอกว่ากลัวการล็อก หรือกลัวว่าคนจะไม่ออกมาใช้มติ
"นี่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ วันนี้มีหลายความเห็น ประเด็นที่สําคัญที่สุดคือตอนนี้คือการมีทางเลือก 2 ทางระหว่างการไม่กําหนดเสียงขั้นต่ำ หรือการกําหนดเสียงกึ่งหนึ่งที่ สว.แก้กลับมา พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าถ้าจะให้สง่างามที่สุด สวยที่สุด และเป็นข้ออ้างได้ดีที่สุดคือ การกําหนดเสียงขั้นต่ำคือ เสียงกึ่งหนึ่ง หลังจากนี้ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ ในชั้นกมธ.จะบอกว่ากังวลอาจะใช้เสียงเยอะเกินไป สามารถใช้เสียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็ได้ อย่างน้อยต้องมีมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยไปเลย หากไม่เซ็ตเสียงไว้ในบางเรื่องมีคนออกมาใช้สิทธิแค่ 1 ล้านคน จะอ้างได้อย่างไรว่านี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นการทำประชามติของประเทศ และมองว่าสิ่งที่ สว.แก้ไขมาก็พอรับฟังได้" สส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

9 ตุลาคม 2567 เวลา 20:28
"แนน บุณย์ธิดา" ชี้ทำประชามติต้องสง่างาม กำหนดเสียงขั้นต่ำ "กึ่งหนึ่ง" เพื่อเป็นมาตรฐาน
"แนน บุณย์ธิดา" ระบุ การทำประชามติต้องมีความสง่างาม ในการนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ คือกำหนดเสียงขั้นต่ำ "กึ่งหนึ่ง" เพื่อเป็นมาตรฐาน เห็นต่าง สว.ทำ Double Majority ไม่ควรใช้แค่รัฐธรรมนูญเรื่องเดียว
วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า การอภิปรายวันนี้มีในส่วนที่เห็นด้วย และกึ่งไม่เห็นด้วย ในประเด็นที่ทางวุฒิสภาได้แก้ลงมา ดูจากเนื้อหาในมาตรา 13 ที่ทางวุฒิสภาได้แก้มาคล้ายกับที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปตั้งแต่ครั้งแรกในการทํา
ซึ่งประเด็นหลักที่มองคือ การกําหนดวิธีการทําประชามติที่วุฒิสภาไปกําหนด Double Majority เฉพาะในเรื่องของการทํารัฐธรรมนูญ แต่ตนเองกลับมองอีกมุมว่า ในการทําประชามติไม่ได้ใช้กันเฉพาะแค่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่การทําประชามติของประเทศจะใช้ทำในเรื่องสำคัญที่จะต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. หรืออะไรก็ตาม ถ้าเราจะปล่อยไม่ให้มีการเซ็ตมาตรฐานขึ้นมา หรือไม่มีบาร์มาตรฐานเอาไว้เราจะอ้างอิงได้อย่างไรว่านี่คือเสียงข้างมาก หรือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการทําประชามติในประเด็นนั้นๆ ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว และถ้าเกิดมีประเด็นสําคัญที่ต้องการทําประชามติแต่สุดท้ายแล้วประเด็นนั้นอาจจะไม่เป็นที่สนใจกับสังคมมากนัก มีคนออกมาใช้สิทธิ์หลักแสน หรือหลักล้านต้นๆ เราจะสามารถอ้างได้อย่างไรว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ตนมีความเห็นต่างในส่วนของวุฒิ
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเว้นหมวดหนึ่ง และหมวดสอง แต่หนทางการนำไปสู่การแก้ไขที่สง่างามต้องมี หมายถึงการทําประชามติที่มีเสียงมากพอที่จะกล่าวอ้างได้ว่าเราเห็นควรแล้ว เวลานี้ถูกต้องแล้วที่จะต้องแก้ประชามติ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนประชามติ 29 ล้านคน จาก 50 ล้านคน แล้วอยู่ดีๆ จะมาแก้การทําประชามติในรอบนี้โดยบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่ต้องเซตเป็นสแตนดาร์ด ไม่ต้องเซ็ตเป็นบาร์เอาไว้ ไม่ต้องมีเปอร์เซ็นเทจ ใครจะมาเท่าไหร่ก็ได้ เรื่องรัฐธรรมนูญมีคนมาเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นอาจจะมีคนมาน้อย แต่ถ้าเราไม่เช็ตไว้ จะใช้สิทธิใดอ้างว่าถึงเวลาที่เหมาะสม และสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีคนออกมาใช้เสียงถึง 29 ล้านคน มีผู้เห็นด้วย 16 ล้านคน ไม่เห็นด้วย 10 ล้านคน ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญต้องมีความสง่างาม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะบอกว่ากลัวการล็อก หรือกลัวว่าคนจะไม่ออกมาใช้มติ
"นี่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ วันนี้มีหลายความเห็น ประเด็นที่สําคัญที่สุดคือตอนนี้คือการมีทางเลือก 2 ทางระหว่างการไม่กําหนดเสียงขั้นต่ำ หรือการกําหนดเสียงกึ่งหนึ่งที่ สว.แก้กลับมา พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าถ้าจะให้สง่างามที่สุด สวยที่สุด และเป็นข้ออ้างได้ดีที่สุดคือ การกําหนดเสียงขั้นต่ำคือ เสียงกึ่งหนึ่ง หลังจากนี้ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ ในชั้นกมธ.จะบอกว่ากังวลอาจะใช้เสียงเยอะเกินไป สามารถใช้เสียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็ได้ อย่างน้อยต้องมีมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยไปเลย หากไม่เซ็ตเสียงไว้ในบางเรื่องมีคนออกมาใช้สิทธิแค่ 1 ล้านคน จะอ้างได้อย่างไรว่านี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นการทำประชามติของประเทศ และมองว่าสิ่งที่ สว.แก้ไขมาก็พอรับฟังได้" สส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว
วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า การอภิปรายวันนี้มีในส่วนที่เห็นด้วย และกึ่งไม่เห็นด้วย ในประเด็นที่ทางวุฒิสภาได้แก้ลงมา ดูจากเนื้อหาในมาตรา 13 ที่ทางวุฒิสภาได้แก้มาคล้ายกับที่ร่างของพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปตั้งแต่ครั้งแรกในการทํา
ซึ่งประเด็นหลักที่มองคือ การกําหนดวิธีการทําประชามติที่วุฒิสภาไปกําหนด Double Majority เฉพาะในเรื่องของการทํารัฐธรรมนูญ แต่ตนเองกลับมองอีกมุมว่า ในการทําประชามติไม่ได้ใช้กันเฉพาะแค่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่การทําประชามติของประเทศจะใช้ทำในเรื่องสำคัญที่จะต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. หรืออะไรก็ตาม ถ้าเราจะปล่อยไม่ให้มีการเซ็ตมาตรฐานขึ้นมา หรือไม่มีบาร์มาตรฐานเอาไว้เราจะอ้างอิงได้อย่างไรว่านี่คือเสียงข้างมาก หรือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการทําประชามติในประเด็นนั้นๆ ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว และถ้าเกิดมีประเด็นสําคัญที่ต้องการทําประชามติแต่สุดท้ายแล้วประเด็นนั้นอาจจะไม่เป็นที่สนใจกับสังคมมากนัก มีคนออกมาใช้สิทธิ์หลักแสน หรือหลักล้านต้นๆ เราจะสามารถอ้างได้อย่างไรว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ตนมีความเห็นต่างในส่วนของวุฒิ
นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเว้นหมวดหนึ่ง และหมวดสอง แต่หนทางการนำไปสู่การแก้ไขที่สง่างามต้องมี หมายถึงการทําประชามติที่มีเสียงมากพอที่จะกล่าวอ้างได้ว่าเราเห็นควรแล้ว เวลานี้ถูกต้องแล้วที่จะต้องแก้ประชามติ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนประชามติ 29 ล้านคน จาก 50 ล้านคน แล้วอยู่ดีๆ จะมาแก้การทําประชามติในรอบนี้โดยบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่ต้องเซตเป็นสแตนดาร์ด ไม่ต้องเซ็ตเป็นบาร์เอาไว้ ไม่ต้องมีเปอร์เซ็นเทจ ใครจะมาเท่าไหร่ก็ได้ เรื่องรัฐธรรมนูญมีคนมาเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นอาจจะมีคนมาน้อย แต่ถ้าเราไม่เช็ตไว้ จะใช้สิทธิใดอ้างว่าถึงเวลาที่เหมาะสม และสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีคนออกมาใช้เสียงถึง 29 ล้านคน มีผู้เห็นด้วย 16 ล้านคน ไม่เห็นด้วย 10 ล้านคน ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญต้องมีความสง่างาม ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะบอกว่ากลัวการล็อก หรือกลัวว่าคนจะไม่ออกมาใช้มติ
"นี่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ วันนี้มีหลายความเห็น ประเด็นที่สําคัญที่สุดคือตอนนี้คือการมีทางเลือก 2 ทางระหว่างการไม่กําหนดเสียงขั้นต่ำ หรือการกําหนดเสียงกึ่งหนึ่งที่ สว.แก้กลับมา พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าถ้าจะให้สง่างามที่สุด สวยที่สุด และเป็นข้ออ้างได้ดีที่สุดคือ การกําหนดเสียงขั้นต่ำคือ เสียงกึ่งหนึ่ง หลังจากนี้ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ ในชั้นกมธ.จะบอกว่ากังวลอาจะใช้เสียงเยอะเกินไป สามารถใช้เสียง 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ก็ได้ อย่างน้อยต้องมีมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยไปเลย หากไม่เซ็ตเสียงไว้ในบางเรื่องมีคนออกมาใช้สิทธิแค่ 1 ล้านคน จะอ้างได้อย่างไรว่านี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นการทำประชามติของประเทศ และมองว่าสิ่งที่ สว.แก้ไขมาก็พอรับฟังได้" สส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว