วันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบกระทู้ถามของ สส.พรรคประชาชน ถึงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ว่า วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ กําลังเดินหน้าที่จะทำฉบับใหม่ในเรื่องของหลักสูตรการศึกษา หลักสูตรแกนกลางปี 51 ที่จัดทำผ่านมา 16 ปี ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ได้มีการปรับแก้มาตลอด โดยแก้ตัวชี้วัด แก้ตัวประเมิน แก้ความยืดหยุ่นต่างๆ ในหลักสูตร เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ของการยืดหยุ่น เพื่อให้สถานศึกษาจัดเวลาที่เหมาะสมขึ้น แน่นอนว่ามีเรื่องที่ทําให้กระทรวงจะต้องพิจารณาว่าการปรับปรุงเล็กๆ จะทันกับโลกที่ก้าวกระโดดอย่างนี้หรือไม่ ส่วนหลักสูตรที่กล่าวมาคือ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2566 หนึ่งปีแล้วที่ 184 โรงเรียนได้ใช้หลักสูตรนี้ ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดี แต่หลักสูตรฐานสมรรถนะเราใช้หลักสูตรเป็นช่วงชั้น เพราะฉะนั้นหนึ่งปีเราได้คําตอบมาส่วนหนึ่ง โดยหนึ่งช่วงชั้นใช้เวลา 3 ปี แต่ถ้ารอผลลัพธ์ให้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องรออีก 2 ปีข้างหน้า
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรฉบับใหม่ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานกําลังทําอยู่มีกรอบของเวลาชัดเจนว่า เมื่อหลักสูตรเสร็จเดือนมกราคมปี 68 ช่วงมกราคมจนถึงเมษายนจะเป็นเรื่องการพัฒนาครูบุคลากร ศึกษานิเทศก์ ผู้อํานวยการสถานศึกษา เพื่อรองรับกับหลักสูตรใหม่ในโรงเรียนที่พร้อมที่จะสมัครใจ เดือนพฤษภาคม 2568 เทอมที่หนึ่งของปีการศึกษา 2568 จะมีโรงเรียนที่พร้อม และสมัครใจได้ใช้หลักสูตรใหม่ฉบับนี้
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า หลักสูตรฉบับใหม่ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ให้ไปในอีกทิศทางที่พวกเราอยากจะเห็น เป้าหมายแรกที่มีในหลักสูตรฉบับใหม่คือ การปรับเป้าหมายของผู้เรียน ให้ประยุกต์ใช้ความสามารถในการเรียนรู้ เช่น วิเคราะห์ แยกแยะ รู้จักนํามาใช้ในชีวิตประจําวันในการแก้ปัญหา โดยมุ่งเน้นให้เด็กนําความรู้มาพัฒนาเป็นความสามารถในการใช้ได้ ข้อ 2 ปรับขบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุกนั่นคือ active learning ไม่จําเป็นต้องเรียนอยู่ในห้องเรียน ลงมือทํามากขึ้น ทดลองในสถานการณ์จริงมากขึ้น ซึ่งคือหัวใจอีกอย่างหนึ่งในหลักสูตรนี้ และสิ่งที่สําคัญที่สุดของหลักสูตรนี้คือ การปรับการคิด การวัด ประเมินผลระหว่างการเรียน วันนี้เด็กนักเรียนจะรู้ผลตอนสอบมิดเทอม สอบปลายภาค คะแนนออกมาเป็นตัวเลข 0-4
"ต่อไปหลักสูตรฉบับใหม่จะมุ่งเน้นการประเมินตลอดระยะเวลาในระหว่างเรียน ครูจะต้องประเมินว่าเด็กคนนี้ขาดอะไร อย่าปล่อยให้ไปสอบกลางภาคแล้วได้คะแนนต่ำ พอสอบปลายภาคแล้วได้ศูนย์ นั่นเรียกว่าทิ้งเด็ก และให้เด็กไปเจอชะตากรรมในผลสอบปลายเทอม ต่อไปนี้การประเมินการเรียนระหว่างเทอม จะต้องเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ผมยืนยันว่าต่อไปนี้จะไม่ติดศูนย์ และต่อไปตัวเลขจะไม่จําเป็นเท่ากับคําอธิบายว่าคะแนนในช่วงนี้อยู่ในช่วงไหน เพราะฉะนั้นหัวใจของหลักสูตรที่กําลังจะทําใหม่คือ มุ่งเน้นความสามารถของเด็ก นําความรู้ไปพัฒนาเป็นความสามารถในการใช้ชีวิต แก้ไขสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินผลได้ ซึ่งจะสอดรับกับแนวข้อสอบของ PISA ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงกําลังดําเนินการอยู่" รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

10 ตุลาคม 2567 เวลา 17:07
“สุรศักดิ์” ชี้ หลักสูตรการศึกษาฉบับใหม่ มุ่งเน้น วิเคราะห์ แยกแยะ นําความรู้ไปแก้ปัญหาในชีวิตประจําวัน ปรับการเรียนรู้เชิงรุก
วันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบกระทู้ถามของ สส.พรรคประชาชน ถึงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ว่า วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ กําลังเดินหน้าที่จะทำฉบับใหม่ในเรื่องของหลักสูตรการศึกษา หลักสูตรแกนกลางปี 51 ที่จัดทำผ่านมา 16 ปี ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ได้มีการปรับแก้มาตลอด โดยแก้ตัวชี้วัด แก้ตัวประเมิน แก้ความยืดหยุ่นต่างๆ ในหลักสูตร เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ของการยืดหยุ่น เพื่อให้สถานศึกษาจัดเวลาที่เหมาะสมขึ้น แน่นอนว่ามีเรื่องที่ทําให้กระทรวงจะต้องพิจารณาว่าการปรับปรุงเล็กๆ จะทันกับโลกที่ก้าวกระโดดอย่างนี้หรือไม่ ส่วนหลักสูตรที่กล่าวมาคือ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2566 หนึ่งปีแล้วที่ 184 โรงเรียนได้ใช้หลักสูตรนี้ ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดี แต่หลักสูตรฐานสมรรถนะเราใช้หลักสูตรเป็นช่วงชั้น เพราะฉะนั้นหนึ่งปีเราได้คําตอบมาส่วนหนึ่ง โดยหนึ่งช่วงชั้นใช้เวลา 3 ปี แต่ถ้ารอผลลัพธ์ให้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องรออีก 2 ปีข้างหน้า
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรฉบับใหม่ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานกําลังทําอยู่มีกรอบของเวลาชัดเจนว่า เมื่อหลักสูตรเสร็จเดือนมกราคมปี 68 ช่วงมกราคมจนถึงเมษายนจะเป็นเรื่องการพัฒนาครูบุคลากร ศึกษานิเทศก์ ผู้อํานวยการสถานศึกษา เพื่อรองรับกับหลักสูตรใหม่ในโรงเรียนที่พร้อมที่จะสมัครใจ เดือนพฤษภาคม 2568 เทอมที่หนึ่งของปีการศึกษา 2568 จะมีโรงเรียนที่พร้อม และสมัครใจได้ใช้หลักสูตรใหม่ฉบับนี้
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า หลักสูตรฉบับใหม่ เราจะต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ให้ไปในอีกทิศทางที่พวกเราอยากจะเห็น เป้าหมายแรกที่มีในหลักสูตรฉบับใหม่คือ การปรับเป้าหมายของผู้เรียน ให้ประยุกต์ใช้ความสามารถในการเรียนรู้ เช่น วิเคราะห์ แยกแยะ รู้จักนํามาใช้ในชีวิตประจําวันในการแก้ปัญหา โดยมุ่งเน้นให้เด็กนําความรู้มาพัฒนาเป็นความสามารถในการใช้ได้ ข้อ 2 ปรับขบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นให้เกิดการเรียนรู้เชิงรุกนั่นคือ active learning ไม่จําเป็นต้องเรียนอยู่ในห้องเรียน ลงมือทํามากขึ้น ทดลองในสถานการณ์จริงมากขึ้น ซึ่งคือหัวใจอีกอย่างหนึ่งในหลักสูตรนี้ และสิ่งที่สําคัญที่สุดของหลักสูตรนี้คือ การปรับการคิด การวัด ประเมินผลระหว่างการเรียน วันนี้เด็กนักเรียนจะรู้ผลตอนสอบมิดเทอม สอบปลายภาค คะแนนออกมาเป็นตัวเลข 0-4
"ต่อไปหลักสูตรฉบับใหม่จะมุ่งเน้นการประเมินตลอดระยะเวลาในระหว่างเรียน ครูจะต้องประเมินว่าเด็กคนนี้ขาดอะไร อย่าปล่อยให้ไปสอบกลางภาคแล้วได้คะแนนต่ำ พอสอบปลายภาคแล้วได้ศูนย์ นั่นเรียกว่าทิ้งเด็ก และให้เด็กไปเจอชะตากรรมในผลสอบปลายเทอม ต่อไปนี้การประเมินการเรียนระหว่างเทอม จะต้องเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา ผมยืนยันว่าต่อไปนี้จะไม่ติดศูนย์ และต่อไปตัวเลขจะไม่จําเป็นเท่ากับคําอธิบายว่าคะแนนในช่วงนี้อยู่ในช่วงไหน เพราะฉะนั้นหัวใจของหลักสูตรที่กําลังจะทําใหม่คือ มุ่งเน้นความสามารถของเด็ก นําความรู้ไปพัฒนาเป็นความสามารถในการใช้ชีวิต แก้ไขสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินผลได้ ซึ่งจะสอดรับกับแนวข้อสอบของ PISA ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงกําลังดําเนินการอยู่" รมช.ศึกษาธิการ กล่าว