“สฤษฏ์พงษ์” หนุน ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ย้ำ ต้องเขียน กม. อย่างระมัดระวัง

“สฤษฏ์พงษ์” หนุน ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ย้ำ ต้องเขียน กม. อย่างระมัดระวัง

“สฤษฏ์พงษ์” หนุน ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ย้ำ ต้องเขียน กม. อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ทําเพื่อนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 16 ตุลาคม 2567 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นในร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... โดยกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีระบบการขนส่งเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง ของความเจริญแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ส่วนในเอเชียอาทิ เกาหลีใต้ หรือจีน ที่กําลังพัฒนาอย่างไม่หยุด โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาระบบราง ซึ่งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาต้องขอบคุณนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คค. ที่เคยหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาทบทวนในเรื่องของการเชื่อมระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูง จากภาคตะวันออกไปตะวันตก จากเหนือลงใต้ ซึ่งประเทศไทยมีทั้งทะเล มีทั้งบก แต่ในเรื่องของการพัฒนาเหล่านี้ยังไม่ทันสมัยเพราะฉะนั้นในวันนี้ยืนยันว่า กฎหมายร่างพระราชบัญญัติการขนส่งระบบรางนี้เป็นสิ่งที่จําเป็นแล้วก็เห็นด้วยกับทุกร่าง พ.ร.บ. แต่ว่าคงจะต้องไปพิจารณาในเนื้อหาสาระในชั้นพิจารณาของกรรมาธิการต่อไป สส.สฤษฏ์พงษ์ กล่าว . นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า สำหรับร่างกฎหมายตนเองเป็นห่วงในเรื่องของข้อความหลายมาตราด้วยกัน คือ หมวดที่ 1 ในร่างของคณะรัฐมนตรี ในคําจํากัดความในมาตรา 3 เจ้าของโครงการ หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ดําเนินการเกี่ยวกับกิจการขนส่งทางราง แต่ในร่างของนางมนพร เจริญศรี รมช.คค. กับคณะฯ คําจํากัดความเจ้าของโครงการให้หมายความรวมหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนที่ดําเนินการเกี่ยวกับกิจการขนส่งทางรางด้วย อีกทั้งยังมีในส่วนความหมายขยายความต่อไปจากร่างของครม. ให้รวมถึงนิติบุคคลที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐถือหุ้น และมูลค่า 50% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ในคําจํากัดความในมาตรา 3 นี้ ถ้าไปประกอบกับมาตราที่ 32 จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างของรัฐลงทุนและก็ในส่วนของเอกชน จะเห็นได้ว่าในมาตรา 32 ในคําจํากัดความของครม. รัฐต้องเป็นเจ้าของ แต่ในร่างของพรรคเพื่อไทยกับในส่วนของคณะ ถ้าในกรณีมีข้อยกเว้น ใช้คําว่าเว้นแต่ ก็จะให้เอกชนเข้าไปถือหุ้นได้ด้วย และเป็นเจ้าของได้ด้วย ซึ่งตรงนี้จะต้องให้มีความชัดเจนถือหุ้นแบบไหน ไม่ใช่เป็นการทํากฎหมายเพื่อนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องเขียนกฎหมายอย่างระมัดระวัง เพราะฉะนั้นการร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 23 ของ ครม. น่าเป็นห่วงในกรณีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน หรือมาตราอื่นๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจน . นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องของการพัฒนาการขนส่งระบบราง เราก็จะต้องดูบทเรียนของประเทศที่พัฒนาและเจริญแล้ว และความซ้ำซ้อนของกฎหมายอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่พัฒนาก้าวไปสู่อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายเราจะเขียนให้ทันสมัยอย่างไร อันนี้ค่อนข้างที่จะจํากัดในการร่วมมือกันพัฒนากับเอกชนระบบ PPP (Public – Private Partnership) และในเรื่องของการเวนคืน เรื่องของคณะกรรมการ เรื่องของการกํากับดูแลในส่วนของคณะกรรมการบริหารเรื่องนี้ ทั้งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องด้วยกันที่น่าสังเกต ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย รู้สึกไม่ค่อยสบายใจในข้อความในส่วนของความแตกต่าง . สส.สฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า โดยหลักการเมื่อร่างกฎหมายเสนอมา เป็นร่างของครม. เป็นร่างของสส. และเป็นร่างของพรรคฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่วิปของรัฐบาลจะยึดหลักของร่างครม. เพราะครม. ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี และตัวแทนของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรคด้วยกัน . “ เบื้องต้นผมเห็นด้วยกับความจําเป็นที่มีร่างพระราชบัญญัติขนส่งทางราง ฝากคณะกรรมาธิการว่าในการพิจารณาเนื้อหาความแตกต่างของร่างฉบับของครม. ร่างของเพื่อไทย และร่างของพรรคประชาชนนั้น มันมีความแตกต่างกันที่เราจะแก้ไขเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศชาติ โดยสําคัญเป็นอย่างไร และก็ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุน แล้วก็เห็นกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในกรณีมีการเวนคืน ในกรณีไปกระทบสิทธิ์ ในกรณีไปล่วงเกินสิทธิ์กับพี่น้องประชาชนในเส้นทางในการขยายหรือทําโครงการ “ นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวทิ้งท้าย