วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ว่า ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ ที่ใช้เวลาศึกษา 6 เดือนอย่างทุ่มเท เก็บบันทึกทุกเหตุการณ์ ทุกรายละเอียดความผิด ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงการนําผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนคณะกรรมการต่างๆ ที่เคยศึกษาเรื่องการชุมนุม การขัดแย้งทางการเมืองในอดีต พร้อมทั้งเรื่องการปรองดองและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาและเดินหน้าไปด้วยกันได้
นางนันทนา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคําว่านิรโทษกรรม คือการลืมความผิด การลืมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต และการนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในกลไกลบล้างความผิด เพื่อประโยชน์ในสังคมหรือทางการเมือง ซึ่งในประวัติศาสตร์การออก กฎหมายนิรโทษกรรมมีมาแล้วถึง 23 ฉบับ คือ 1. ออกมาเพื่อยกเว้นโทษให้คณะรัฐประหาร 11 ฉบับ 2.ออกมายกเว้นโทษให้กลุ่มที่พยายามทํารัฐประหารหรือกลุ่มกบฏ 6 ฉบับ 3.ออกมาเพื่อยกเว้นโทษให้กับสลายการชุมนุมและกลุ่มผู้ชุมนุม 3 ฉบับ และ 4.ยกเว้นโทษให้ผู้ต่อต้านสงครามกับญี่ปุ่น ยกเว้นโทษให้ผู้ฟ้องคณะปฏิวัติ รวมทั้งได้ยกเว้นโทษให้กับนักเรียน นักศึกษา นิสิตและประชาชนที่ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ จะเห็นได้ว่าหลักการของการออกนิรโทษกรรมจะมีความชัดเจนว่ายกเว้นนิรโทษกรรมให้ใคร เพื่ออะไร และส่งผลความปรองดองให้กับประเทศอย่างไร
สส.นันทนา กล่าวอีกว่า จากที่ได้ศึกษารายงานเนื้อหามีการเขียนแบบกํากวม และไม่ฟันธง และมีแนวทางที่ไม่ชัดเจน ถามวาทำไมกรรมาธิการจึงไม่นำบทเรียนการนิรโทษกรรมในอดีตในมาเป็นกรอบในการวางประเด็น เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าจะยกเว้นให้กับใคร มีประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนกังวลว่าคณะกรรมาธิการมีวัตถุประสงค์อะไรที่จะโยนภาระมาให้สภาแห่งนี้พิจารณาในการทํารายงานที่ไม่มีความชัดเจน การที่นิรโทษกรรมประเภทคดีและฐานความผิดที่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความผิดในการต่อสู้ทางการเมือง และความผิดเกี่ยวกับการชุมนุม ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ทางพรรคภูมิใจไทยยินดีที่จะร่วมพิจารณานิรโทษกรรมด้วยอย่างยิ่ง
"แต่ในความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย เรามีเลือดสีน้ำเงินที่เข้มข้นเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และมีจุดยืนที่จะไม่แตะต้องและพร้อมที่จะปกป้องมาตรา 112 ด้วยชีวิต โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่เห็นด้วยที่จะแตะต้องมาตรา 112 เราไม่มีทางที่จะพิจารณาเด็ดขาด ไม่ว่าใครทั้งสิ้นที่กระทําความผิด 112 เพราะความผิด 112 ไม่ใช่เป็นความผิดทางการเมือง จึงอยากกราบเรียนว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ร่วมที่จะพิจารณามาตราหรือรายงานฉบับนี้ด้วยในทุกๆ กรณีถ้ามีมาตรา 112" สส.นันทนา กล่าว

17 ตุลาคม 2567 เวลา 17:36
"นันทนา" ยืนยัน จุดยืนพรรคภูมิใจไทย ไม่แตะต้องและพร้อมที่จะปกป้องมาตรา 112 ด้วยชีวิต
"นันทนา" ยืนยัน จุดยืนพรรคภูมิใจไทย ไม่แตะต้องและพร้อมที่จะปกป้องมาตรา 112 ด้วยชีวิต ระบุจะไม่ร่วมพิจารณามาตราหรือรายงานที่เกี่ยวข้องมาตรา 112
วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ว่า ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ ที่ใช้เวลาศึกษา 6 เดือนอย่างทุ่มเท เก็บบันทึกทุกเหตุการณ์ ทุกรายละเอียดความผิด ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงการนําผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนคณะกรรมการต่างๆ ที่เคยศึกษาเรื่องการชุมนุม การขัดแย้งทางการเมืองในอดีต พร้อมทั้งเรื่องการปรองดองและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาและเดินหน้าไปด้วยกันได้
นางนันทนา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคําว่านิรโทษกรรม คือการลืมความผิด การลืมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต และการนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในกลไกลบล้างความผิด เพื่อประโยชน์ในสังคมหรือทางการเมือง ซึ่งในประวัติศาสตร์การออก กฎหมายนิรโทษกรรมมีมาแล้วถึง 23 ฉบับ คือ 1. ออกมาเพื่อยกเว้นโทษให้คณะรัฐประหาร 11 ฉบับ 2.ออกมายกเว้นโทษให้กลุ่มที่พยายามทํารัฐประหารหรือกลุ่มกบฏ 6 ฉบับ 3.ออกมาเพื่อยกเว้นโทษให้กับสลายการชุมนุมและกลุ่มผู้ชุมนุม 3 ฉบับ และ 4.ยกเว้นโทษให้ผู้ต่อต้านสงครามกับญี่ปุ่น ยกเว้นโทษให้ผู้ฟ้องคณะปฏิวัติ รวมทั้งได้ยกเว้นโทษให้กับนักเรียน นักศึกษา นิสิตและประชาชนที่ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ จะเห็นได้ว่าหลักการของการออกนิรโทษกรรมจะมีความชัดเจนว่ายกเว้นนิรโทษกรรมให้ใคร เพื่ออะไร และส่งผลความปรองดองให้กับประเทศอย่างไร
สส.นันทนา กล่าวอีกว่า จากที่ได้ศึกษารายงานเนื้อหามีการเขียนแบบกํากวม และไม่ฟันธง และมีแนวทางที่ไม่ชัดเจน ถามวาทำไมกรรมาธิการจึงไม่นำบทเรียนการนิรโทษกรรมในอดีตในมาเป็นกรอบในการวางประเด็น เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าจะยกเว้นให้กับใคร มีประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนกังวลว่าคณะกรรมาธิการมีวัตถุประสงค์อะไรที่จะโยนภาระมาให้สภาแห่งนี้พิจารณาในการทํารายงานที่ไม่มีความชัดเจน การที่นิรโทษกรรมประเภทคดีและฐานความผิดที่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความผิดในการต่อสู้ทางการเมือง และความผิดเกี่ยวกับการชุมนุม ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ทางพรรคภูมิใจไทยยินดีที่จะร่วมพิจารณานิรโทษกรรมด้วยอย่างยิ่ง
"แต่ในความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย เรามีเลือดสีน้ำเงินที่เข้มข้นเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และมีจุดยืนที่จะไม่แตะต้องและพร้อมที่จะปกป้องมาตรา 112 ด้วยชีวิต โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่เห็นด้วยที่จะแตะต้องมาตรา 112 เราไม่มีทางที่จะพิจารณาเด็ดขาด ไม่ว่าใครทั้งสิ้นที่กระทําความผิด 112 เพราะความผิด 112 ไม่ใช่เป็นความผิดทางการเมือง จึงอยากกราบเรียนว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ร่วมที่จะพิจารณามาตราหรือรายงานฉบับนี้ด้วยในทุกๆ กรณีถ้ามีมาตรา 112" สส.นันทนา กล่าว
วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ว่า ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ ที่ใช้เวลาศึกษา 6 เดือนอย่างทุ่มเท เก็บบันทึกทุกเหตุการณ์ ทุกรายละเอียดความผิด ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงการนําผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนคณะกรรมการต่างๆ ที่เคยศึกษาเรื่องการชุมนุม การขัดแย้งทางการเมืองในอดีต พร้อมทั้งเรื่องการปรองดองและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาและเดินหน้าไปด้วยกันได้
นางนันทนา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคําว่านิรโทษกรรม คือการลืมความผิด การลืมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต และการนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในกลไกลบล้างความผิด เพื่อประโยชน์ในสังคมหรือทางการเมือง ซึ่งในประวัติศาสตร์การออก กฎหมายนิรโทษกรรมมีมาแล้วถึง 23 ฉบับ คือ 1. ออกมาเพื่อยกเว้นโทษให้คณะรัฐประหาร 11 ฉบับ 2.ออกมายกเว้นโทษให้กลุ่มที่พยายามทํารัฐประหารหรือกลุ่มกบฏ 6 ฉบับ 3.ออกมาเพื่อยกเว้นโทษให้กับสลายการชุมนุมและกลุ่มผู้ชุมนุม 3 ฉบับ และ 4.ยกเว้นโทษให้ผู้ต่อต้านสงครามกับญี่ปุ่น ยกเว้นโทษให้ผู้ฟ้องคณะปฏิวัติ รวมทั้งได้ยกเว้นโทษให้กับนักเรียน นักศึกษา นิสิตและประชาชนที่ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ จะเห็นได้ว่าหลักการของการออกนิรโทษกรรมจะมีความชัดเจนว่ายกเว้นนิรโทษกรรมให้ใคร เพื่ออะไร และส่งผลความปรองดองให้กับประเทศอย่างไร
สส.นันทนา กล่าวอีกว่า จากที่ได้ศึกษารายงานเนื้อหามีการเขียนแบบกํากวม และไม่ฟันธง และมีแนวทางที่ไม่ชัดเจน ถามวาทำไมกรรมาธิการจึงไม่นำบทเรียนการนิรโทษกรรมในอดีตในมาเป็นกรอบในการวางประเด็น เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าจะยกเว้นให้กับใคร มีประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งตนกังวลว่าคณะกรรมาธิการมีวัตถุประสงค์อะไรที่จะโยนภาระมาให้สภาแห่งนี้พิจารณาในการทํารายงานที่ไม่มีความชัดเจน การที่นิรโทษกรรมประเภทคดีและฐานความผิดที่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความผิดในการต่อสู้ทางการเมือง และความผิดเกี่ยวกับการชุมนุม ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ทางพรรคภูมิใจไทยยินดีที่จะร่วมพิจารณานิรโทษกรรมด้วยอย่างยิ่ง
"แต่ในความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย เรามีเลือดสีน้ำเงินที่เข้มข้นเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน และมีจุดยืนที่จะไม่แตะต้องและพร้อมที่จะปกป้องมาตรา 112 ด้วยชีวิต โดยพรรคภูมิใจไทยจะไม่เห็นด้วยที่จะแตะต้องมาตรา 112 เราไม่มีทางที่จะพิจารณาเด็ดขาด ไม่ว่าใครทั้งสิ้นที่กระทําความผิด 112 เพราะความผิด 112 ไม่ใช่เป็นความผิดทางการเมือง จึงอยากกราบเรียนว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ร่วมที่จะพิจารณามาตราหรือรายงานฉบับนี้ด้วยในทุกๆ กรณีถ้ามีมาตรา 112" สส.นันทนา กล่าว