นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสด ต่อที่ประชุมสภา เรื่องมาตรการช่วยเหลือชาวนาว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะที่ปลูกข้าวเป็นอย่างมาก โดยมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) ขึ้นมา มีอำนาจหน้าที่หลายประการ ที่สำคัญคือ การกำหนดนโยบาย และมาตรการเกี่ยวกับข้าว เพื่อบริหารจัดการสินค้าข้าวและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวต่อคณะรัฐมนตรี ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตข้าว และที่สำคัญ คือ พิจารณาหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ค้า และผู้ส่งออก ในการรักษาราคาเสถียรภาพของราคาข้าว
.
รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ในสมัยนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นประธาน นบข. ปรากฏว่า กรมการข้าว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนบริหารจัดการ และพัฒนาคุณภาพการผลิต โดยช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวรายละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 4,680,000 ครอบครัว คิดเป็นงบประมาณ 56,000 กว่าล้านบาท และคณะกรรมการ นบข. ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. และได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย มีเม็ดเงินได้ไหลสู่พี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ
.
ต่อมากรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ในราคาครึ่งหนึ่งของราคาปุ๋ยตามโครงการ ไม่เกินครอบครัวละ 500 บาท และไม่เกิน 20 ไร่ มีวงเงินทั้งหมด ในการช่วยเหลือ 29,900 ล้านบาท ซึ่งได้ผ่าน นบข. เป็นที่เรียบร้อย ในวันที่ 17 มิถุนายน 2567 และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 และมีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ดำเนินโครงการ แต่เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เรื่องปุ๋ยนั้นมีปัญหาอุปสรรค และไม่ตรงกับความต้องการของพี่น้องเกษตรกร และเม็ดเงินดังกล่าวยังไม่ได้ใช้จ่าย ซึ่งกรมการค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างทบทวนโครงการ
ต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีศิลป์ ได้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 คณะกรรมการ นบข. ถือว่าสิ้นสุดไปด้วย และเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 จึงมีการตั้งคณะกรรมการ นบข. ขึ้นมาใหม่ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 และมอบหมาย นายพิชัย ชุนหะวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นบข. ชุดใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ มีทั้งปลัดกระทรวงหลายกระทรวง อธิบดีหลายกรม รวมทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน เป็นกรรมการ และมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขา และที่สำคัญ มีอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขา ด้วย
.
ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอนัดประชุมครั้งแรก เชื่อว่าช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2567 จะมีการนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และมีวาระที่สำคัญ 2 วาระ วาระแรก คือ ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ว่าจะดำเนินการต่อหรือจะปรับปรุงโครงการอย่างไร อีกวาระ คือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/2568
.
นายนภินทร กล่าวต่อว่า มาตรการในส่วนของการสนับสนุนบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตการเกษตรของผู้ปลูกข้าว เป็นเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เป็นภาระหน้าที่บทบาทโดยตรงของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องนําเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. เชื่อว่าเมื่อคณะกรรมการ นบข. ประชุมแล้ว จะได้คําตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนบริหารจัดการฯ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของราคา
.
สำหรับมาตรการคู่ขนานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปลูกช้าว ได้มีการเตรียมมาตรการเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. ในโครงการ มาตรการแรก คือ มาตรการการชะลอการขายข้าว โดยทำอย่างไรให้เกษตรกรนั้นสามารถเก็บข้าวไว้ได้ โดยมีค่าฝากยุ้งฉางให้ประมาณ 5 เดือน 1,500 บาทต่อตัน นอกจากนี้ เกษตรกร เมื่อมีผลผลิตข้าวมาอาจจะไม่มีเงินใช้ สามารถนําไปขอสินเชื่อจาก ธกส. ได้ เมื่อเวลาผ่านไป 4 - 5 เดือน ราคาข้าวในตลาดเพิ่มขึ้น จึงนําข้าวเหล่านั้นไปขาย แล้วคืนสินเชื่อให้กับ ธกส.
.
มาตรการที่ 2 คือ การเก็บสต๊อกข้าวเปลือกและข้าวสาร อันนี้เป็นมาตรการในการช่วยเหลือดอกเบี้ย ให้กับโรงสี ในการเก็บข้าวสต๊อกไว้ ไม่นำข้าวออกมาขายช่วงที่ข้าวล้นตลาด จนทำให้ราคาตกต่ำ โดยรัฐบาลช่วยเหลือกดอกเบี้ย 4% จากที่โรงสีกู้เงินจากธนาคาร
.
มาตรการที่ 3 คือ สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือก โดยให้สถาบันการเงิน กู้เงินจาก ธกส. ไปรวบรวมข้าวเปลือกเก็บไว้ ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง มกราคม ซึ่งมีผลผลิตออกถึง 20 ล้านตัน ธกส. จะให้กู้โดยคิดดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี ในขณะที่รัฐบาลจะช่วย 3.5% เท่ากับสถาบันการเกษตร รับผิดชอบเพียง 1%
.
นี่คือ 3 มาตรการหลัก ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. ในการประชุมครั้งแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยการดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถอยู่ได้และมีความสุขในช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวในปีนี้ นายนภินทร กล่าวทิ้งท้าย

17 ตุลาคม 2567 เวลา 20:31
"นภินทร" เชื่อ นบข.สนับสนุน ไร่ละ1,000 บาท จ่อ ชดเชยดอกเบี้ย เก็บข้าวในสต๊อก
ชาวนา มีลุ้น ! นภินทร แจงกระทู้ถามสด เชื่อ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) พร้อมทบทวนมาตรการสนับสนุนปุ๋ย และมาตรการสนับสนุนบริหารจัดการไร่ละ 1,000 บาท พร้อมกับเตรียมเสนอมาตรการ ชดเชยดอกเบี้ย เพื่อเก็บข้าวในสต๊อกไม่ให้ราคาตกต่ำ

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสด ต่อที่ประชุมสภา เรื่องมาตรการช่วยเหลือชาวนาว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะที่ปลูกข้าวเป็นอย่างมาก โดยมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) ขึ้นมา มีอำนาจหน้าที่หลายประการ ที่สำคัญคือ การกำหนดนโยบาย และมาตรการเกี่ยวกับข้าว เพื่อบริหารจัดการสินค้าข้าวและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวต่อคณะรัฐมนตรี ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตข้าว และที่สำคัญ คือ พิจารณาหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ค้า และผู้ส่งออก ในการรักษาราคาเสถียรภาพของราคาข้าว
.
รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ในสมัยนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นประธาน นบข. ปรากฏว่า กรมการข้าว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนบริหารจัดการ และพัฒนาคุณภาพการผลิต โดยช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวรายละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 4,680,000 ครอบครัว คิดเป็นงบประมาณ 56,000 กว่าล้านบาท และคณะกรรมการ นบข. ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. และได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย มีเม็ดเงินได้ไหลสู่พี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ
.
ต่อมากรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ในราคาครึ่งหนึ่งของราคาปุ๋ยตามโครงการ ไม่เกินครอบครัวละ 500 บาท และไม่เกิน 20 ไร่ มีวงเงินทั้งหมด ในการช่วยเหลือ 29,900 ล้านบาท ซึ่งได้ผ่าน นบข. เป็นที่เรียบร้อย ในวันที่ 17 มิถุนายน 2567 และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 และมีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ดำเนินโครงการ แต่เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เรื่องปุ๋ยนั้นมีปัญหาอุปสรรค และไม่ตรงกับความต้องการของพี่น้องเกษตรกร และเม็ดเงินดังกล่าวยังไม่ได้ใช้จ่าย ซึ่งกรมการค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างทบทวนโครงการ
ต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีศิลป์ ได้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 คณะกรรมการ นบข. ถือว่าสิ้นสุดไปด้วย และเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 จึงมีการตั้งคณะกรรมการ นบข. ขึ้นมาใหม่ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 และมอบหมาย นายพิชัย ชุนหะวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นบข. ชุดใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ มีทั้งปลัดกระทรวงหลายกระทรวง อธิบดีหลายกรม รวมทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน เป็นกรรมการ และมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขา และที่สำคัญ มีอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขา ด้วย
.
ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอนัดประชุมครั้งแรก เชื่อว่าช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2567 จะมีการนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และมีวาระที่สำคัญ 2 วาระ วาระแรก คือ ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ว่าจะดำเนินการต่อหรือจะปรับปรุงโครงการอย่างไร อีกวาระ คือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/2568
.
นายนภินทร กล่าวต่อว่า มาตรการในส่วนของการสนับสนุนบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตการเกษตรของผู้ปลูกข้าว เป็นเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เป็นภาระหน้าที่บทบาทโดยตรงของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องนําเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. เชื่อว่าเมื่อคณะกรรมการ นบข. ประชุมแล้ว จะได้คําตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนบริหารจัดการฯ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของราคา
.
สำหรับมาตรการคู่ขนานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปลูกช้าว ได้มีการเตรียมมาตรการเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. ในโครงการ มาตรการแรก คือ มาตรการการชะลอการขายข้าว โดยทำอย่างไรให้เกษตรกรนั้นสามารถเก็บข้าวไว้ได้ โดยมีค่าฝากยุ้งฉางให้ประมาณ 5 เดือน 1,500 บาทต่อตัน นอกจากนี้ เกษตรกร เมื่อมีผลผลิตข้าวมาอาจจะไม่มีเงินใช้ สามารถนําไปขอสินเชื่อจาก ธกส. ได้ เมื่อเวลาผ่านไป 4 - 5 เดือน ราคาข้าวในตลาดเพิ่มขึ้น จึงนําข้าวเหล่านั้นไปขาย แล้วคืนสินเชื่อให้กับ ธกส.
.
มาตรการที่ 2 คือ การเก็บสต๊อกข้าวเปลือกและข้าวสาร อันนี้เป็นมาตรการในการช่วยเหลือดอกเบี้ย ให้กับโรงสี ในการเก็บข้าวสต๊อกไว้ ไม่นำข้าวออกมาขายช่วงที่ข้าวล้นตลาด จนทำให้ราคาตกต่ำ โดยรัฐบาลช่วยเหลือกดอกเบี้ย 4% จากที่โรงสีกู้เงินจากธนาคาร
.
มาตรการที่ 3 คือ สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือก โดยให้สถาบันการเงิน กู้เงินจาก ธกส. ไปรวบรวมข้าวเปลือกเก็บไว้ ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง มกราคม ซึ่งมีผลผลิตออกถึง 20 ล้านตัน ธกส. จะให้กู้โดยคิดดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี ในขณะที่รัฐบาลจะช่วย 3.5% เท่ากับสถาบันการเกษตร รับผิดชอบเพียง 1%
.
นี่คือ 3 มาตรการหลัก ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. ในการประชุมครั้งแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยการดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถอยู่ได้และมีความสุขในช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวในปีนี้ นายนภินทร กล่าวทิ้งท้าย
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสด ต่อที่ประชุมสภา เรื่องมาตรการช่วยเหลือชาวนาว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะที่ปลูกข้าวเป็นอย่างมาก โดยมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) ขึ้นมา มีอำนาจหน้าที่หลายประการ ที่สำคัญคือ การกำหนดนโยบาย และมาตรการเกี่ยวกับข้าว เพื่อบริหารจัดการสินค้าข้าวและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวต่อคณะรัฐมนตรี ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตข้าว และที่สำคัญ คือ พิจารณาหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ค้า และผู้ส่งออก ในการรักษาราคาเสถียรภาพของราคาข้าว
.
รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ในสมัยนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นประธาน นบข. ปรากฏว่า กรมการข้าว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนบริหารจัดการ และพัฒนาคุณภาพการผลิต โดยช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวรายละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 4,680,000 ครอบครัว คิดเป็นงบประมาณ 56,000 กว่าล้านบาท และคณะกรรมการ นบข. ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. และได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย มีเม็ดเงินได้ไหลสู่พี่น้องเกษตรกร โดยกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ
.
ต่อมากรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอมาตรการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ในราคาครึ่งหนึ่งของราคาปุ๋ยตามโครงการ ไม่เกินครอบครัวละ 500 บาท และไม่เกิน 20 ไร่ มีวงเงินทั้งหมด ในการช่วยเหลือ 29,900 ล้านบาท ซึ่งได้ผ่าน นบข. เป็นที่เรียบร้อย ในวันที่ 17 มิถุนายน 2567 และผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 และมีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ดำเนินโครงการ แต่เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เรื่องปุ๋ยนั้นมีปัญหาอุปสรรค และไม่ตรงกับความต้องการของพี่น้องเกษตรกร และเม็ดเงินดังกล่าวยังไม่ได้ใช้จ่าย ซึ่งกรมการค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างทบทวนโครงการ
ต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีศิลป์ ได้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 คณะกรรมการ นบข. ถือว่าสิ้นสุดไปด้วย และเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 จึงมีการตั้งคณะกรรมการ นบข. ขึ้นมาใหม่ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 และมอบหมาย นายพิชัย ชุนหะวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นบข. ชุดใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ มีทั้งปลัดกระทรวงหลายกระทรวง อธิบดีหลายกรม รวมทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน เป็นกรรมการ และมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขา และที่สำคัญ มีอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขา ด้วย
.
ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอนัดประชุมครั้งแรก เชื่อว่าช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2567 จะมีการนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และมีวาระที่สำคัญ 2 วาระ วาระแรก คือ ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ว่าจะดำเนินการต่อหรือจะปรับปรุงโครงการอย่างไร อีกวาระ คือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/2568
.
นายนภินทร กล่าวต่อว่า มาตรการในส่วนของการสนับสนุนบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตการเกษตรของผู้ปลูกข้าว เป็นเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เป็นภาระหน้าที่บทบาทโดยตรงของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องนําเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. เชื่อว่าเมื่อคณะกรรมการ นบข. ประชุมแล้ว จะได้คําตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนบริหารจัดการฯ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของราคา
.
สำหรับมาตรการคู่ขนานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรปลูกช้าว ได้มีการเตรียมมาตรการเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. ในโครงการ มาตรการแรก คือ มาตรการการชะลอการขายข้าว โดยทำอย่างไรให้เกษตรกรนั้นสามารถเก็บข้าวไว้ได้ โดยมีค่าฝากยุ้งฉางให้ประมาณ 5 เดือน 1,500 บาทต่อตัน นอกจากนี้ เกษตรกร เมื่อมีผลผลิตข้าวมาอาจจะไม่มีเงินใช้ สามารถนําไปขอสินเชื่อจาก ธกส. ได้ เมื่อเวลาผ่านไป 4 - 5 เดือน ราคาข้าวในตลาดเพิ่มขึ้น จึงนําข้าวเหล่านั้นไปขาย แล้วคืนสินเชื่อให้กับ ธกส.
.
มาตรการที่ 2 คือ การเก็บสต๊อกข้าวเปลือกและข้าวสาร อันนี้เป็นมาตรการในการช่วยเหลือดอกเบี้ย ให้กับโรงสี ในการเก็บข้าวสต๊อกไว้ ไม่นำข้าวออกมาขายช่วงที่ข้าวล้นตลาด จนทำให้ราคาตกต่ำ โดยรัฐบาลช่วยเหลือกดอกเบี้ย 4% จากที่โรงสีกู้เงินจากธนาคาร
.
มาตรการที่ 3 คือ สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือก โดยให้สถาบันการเงิน กู้เงินจาก ธกส. ไปรวบรวมข้าวเปลือกเก็บไว้ ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง มกราคม ซึ่งมีผลผลิตออกถึง 20 ล้านตัน ธกส. จะให้กู้โดยคิดดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี ในขณะที่รัฐบาลจะช่วย 3.5% เท่ากับสถาบันการเกษตร รับผิดชอบเพียง 1%
.
นี่คือ 3 มาตรการหลัก ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการ นบข. ในการประชุมครั้งแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยการดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถอยู่ได้และมีความสุขในช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวในปีนี้ นายนภินทร กล่าวทิ้งท้าย