วันที่ 21 ต.ค.2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบกระทู้ถามในการประชุมวุฒิสภา ถึงมาตรการกระทรวงแรงงานมีหลักประกันการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาททั่วประเทศ และการไม่มาประชุมของคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า จากการที่มีเชิญประชุมตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนเป็นครั้งที่หนึ่งก็ล่มเพราะฝ่ายนายจ้างไม่เข้าร่วมประชุม และในวันที่ 20 กันยายนก็มีการเชิญประชุมเป็นครั้งที่สอง หากว่ามาเพียง 2 ใน 3 เราสามารถที่จะประชุมได้ตามเงื่อนไขของพ.ร.บ.แต่ทางฝ่ายลูกจ้างไม่ได้มา 2 คน และฝ่ายข้าราชการไม่มาถึง 4 คน เป็นตัวแทนของกระทรวงแรงงาน ตัวแทนของสภาพัฒน์ ตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องยอมรับหากวันนั้นมีการเข้าประชุมครบ 2 ใน 3 แต่ถ้าตัวแทนของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่เข้าประชุมโดยเฉพาะเป็นฝ่ายรัฐบาล เมื่อมีการโหวตทางฝ่ายนายจ้างก็ต้องโหวตสวนในการนําเสนอที่ 400 บาท ซึ่งในวันที่ 20 ตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือลาประชุม ทำให้เหลือเพียง 14 คน หากมีการโหวตจะเป็น 9 ต่อ 5 ซึ่งตามระเบียบต้องเป็น 2 ใน 3 ถึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตรงนั้นตนเองไม่ได้อยู่ในที่ประชุม จึงไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
"จากเหตุผลที่อธิบายคงจะเข้าใจกันดี ซึ่งผมไม่อยากใช้คําว่านี่มันเป็นอะไร เขาเล่นอะไรกัน ซึ่งหากกฎหมายให้สิทธิ์ ว่ารัฐมนตรีสามารถเข้าประชุมได้ ตัวผมเองก็คงจะต้องเข้าไปเพื่อทําการเจรจา และหาทางออกให้ได้ว่าการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรจะมีเหตุผลในเรื่องอะไรบ้าง จากการที่ในปี 2555 ประเทศไทยเรามีการประกาศค่าแรงขั้นต่ำทั้งประเทศที่ 300 บาท ผ่านมาถึง 12 ปี ทําไมเรายังขึ้นไม่ได้ แค่ปีละประมาณ 8 บาทเศษๆ ซึ่งถ้าหากว่าเราดูจากอัตราเงินเฟ้อ ดูจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหรือเทียบเท่า GDP ในแต่ละปีเอา 2 ส่วนนี้มาบวกกันผมมั่นใจว่าเกินกว่า 3% หากคิดในด้านความเป็นธรรมให้กับฝ่ายลูกจ้างหรือแรงงาน ควรจะสามารถขึ้นได้ในปีละ 3% หรือ 9 บาท ถ้ามีการขึ้นตามมาตรฐานการเจริญเติบโตของ GDP และอัตราค่าเงินเฟ้อ ขณะนี้คงไม่ต้องมานั่งคุยกันว่าค่าแรงขั้นต่ำทําไมยังไม่ถึง 400 บาท ถ้าขึ้นตามเกณฑ์อาจจะมีบางช่วงโดยเฉพาะช่วงโควิดอัตราค่าเงินเฟ้ออาจจะต่ำกว่า 1% หรืออาจมีบางช่วงติดลบ เมื่อเฉลี่ยจาก 108 บาท ใน 12 ปี 100 บาท ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไปได้
นายพิพัฒน์ ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ถึงแม้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีท่าน แพรทองธาร ชินวัตร จะไม่ได้ประกาศเป็นนโยบายอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าตนต้องรับเผือกร้อน แต่ไม่ใช่เผือกร้อน เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่ต้องยืนอยู่ในความเป็นกลาง ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เมื่อความเหมาะสมความเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ กระทรวงแรงงานก็ต้องออกมาตั้งโจทย์ว่าถ้าอย่างนี้เกิดความไม่ยุติธรรม ในขณะที่ราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว เราจะทําอย่างไรหรือจะอั้นไว้เพียงเท่านี้ แล้วสิ่งที่เคยมีการนําเสนอใน 2 รัฐบาลที่แล้วยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมีการนําเสนอที่ค่าแรงขั้นต่ำ 492 บาท แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้มีการประกาศที่ชัดเจนออกมา หรือในรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน บอกว่าจะต้องให้ได้ 600 บาทในปี 2570 แต่คิดว่าก่อนปี 2570 ปีนี้มาคุยกันที่ 400 บาทก่อนที่จะไปเรียกร้องที่ 492 บาทของผู้ใช้แรงงานในรัฐบาลเมื่อ 2 รัฐบาลที่แล้ว
"นี่คือหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไม่ได้เป็นเผือกร้อน อันนี้ต้องขออภัย เพราะท่านอาจจะกําลังจะโยนเผือกร้อนให้ผมมากกว่า แต่สุดท้ายยังยืนยันวันนี้คณะกรรมการยังไม่ครบทั้ง 15 คน ในส่วนปลัดกระทรวงแรงงานมีการโปรดเกล้าฯ ก็มาเป็นประธานเรียบร้อย ในสัดส่วนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ หากอธิบดีมาทํางานก็จะต้องขอหารือและเชิญประชุมอีกครั้งหนึ่ง ในขณะนี้ผมได้ให้ปลัดกระทรวงแรงงานทําจดหมายอีกครั้งไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยว่าบุคคลที่ส่งมาเป็นตัวแทน ขณะนี้ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว 1 ปี ยังถือว่าเป็นสัดส่วนของฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ หากท่านยืนยันว่าไม่ใช่เท่ากับว่าภาครัฐมีสัดส่วนเพียง 4 คนไม่ครบ 5 คนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งต้องนําเข้าไปหารือในกฤษฎีกาและครม.ต่อไป เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อย ก็จะให้ท่านปลัดกระทรวงแรงงานเรียกประชุมทั้ง 3 ฝ่ายให้ได้เร็วที่สุด พยายามให้ได้ในปีนี้" รมว.แรงงาน กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาการขาดประชุมตามกฎหมายไม่มีบทลงโทษ แต่มีกําหนดไว้ว่าหากกรรมการไม่มาประชุม 3 ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งตนจะต้องหารือกับฝ่ายกฏหมายและนําไปหารือในกฤษฎีกาว่าถ้าลักษณะอย่างนี้จะขอเปลี่ยนกรรมการได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็กําลังรอคําตอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องรอดูว่าเมื่อไหร่จะมีคณะกรรมการครบทั้ง 3 ฝ่าย และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ กรรมการก็จะครบวาระซึ่งจะมีการสรรหาหรือเลือกตั้งใหม่ ยกตัวอย่างหากมีเหตุการณ์อย่างนี้ต่อไปในอนาคต และเป็นปีที่ 1 สําหรับกรรมการชุดไตรภาคีเราจะต้องรอให้ครบ 4 ปีหรือไม่ที่หน่วยงานจะต้องส่งกรรมการคนใหม่เข้ามา เป็นส่วนที่กังวล แต่บังเอิญว่าโชคดีเหลือเวลาอีก 5-6 เดือน ก็จะหมดอํานาจของกรรมการชุดปัจจุบัน
"ในส่วนนี้ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมต้องพยายามอย่างสุดวิถีทางในทุกประเด็น แต่ถ้าถามผมก็ยังมั่นใจยังมีการขึ้นค่าแรงที่ 400 บาทภายในปีนี้เฉพาะบางธุรกิจ บางไซส์ของธุรกิจ ส่วนในธุรกิจที่ยังไม่ได้ขึ้น 400 บาทก็จะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามปกติ ก่อนสิ้นปีจะมีการประกาศของคณะกรรมการไตรภาคีอยู่แล้ว ซึ่งในปีนี้อาจจะมีการประกาศใน 2 ช่วง ที่ไม่ได้กําหนดคําว่า 400 ในปีนี้เรามีการประชุมและมีการประกาศแน่นอน ขอให้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดทุกๆ จังหวัดได้เข้ามาทําหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในฐานะประธานของไตรภาคีในอนุของแต่ละจังหวัด มั่นใจปีนี้ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยเราก็จะมีการประกาศ 2 ครั้ง" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ที่จะให้ตอบว่าใครที่เป็นผู้ขัดขวางก็ต้องเรียนว่าว่าขณะนี้ไม่มีผู้ที่จะมาขัดขวาง กรรมการแต่ละคนมีดุลพินิจเป็นของตัวเอง กรรมการในแต่ละภาคส่วนถ้ามีสังกัด ต้นสังกัดก็คงจะให้นโยบายมาเป็นที่ชัดเจน แต่ถ้าหากกรรมการไม่มีต้นสังกัดแล้วก็เป็นอิสระ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครจะไปบังคับในเอกสิทธิ์ของบุคคล ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด หากต้นสังกัดบอกเกษียณไปแล้วไม่สามารถที่จะกํากับได้นี่คือหน้าที่ของปลัดกระทรวงแรงงานที่จะต้องไปหารือว่ามีนโยบายและมีความคิดอย่างไร หากมีคณะกรรมการครบ 15 คน เราก็จะเริ่มต้นในการเจรจา ซึ่งในส่วนนี้ตนไม่สามารถไปพาดพิงต้นสังกัดนั้นๆ ได้เพราะมีการแจ้งมาว่าได้เกษียณอายุราชการไปแล้วหนึ่งปี
21 ตุลาคม 2567 เวลา 17:25
มั่นใจบางธุรกิจ ขึ้นค่าแรง 400 บาท ภายในปีนี้
"พิพัฒน์" ตอบกระทู้วุฒิสภา ยืนยัน วันนี้กรรมการไตรภาคียังไม่ครบองค์ประชุม เตรียมหารือกฤษฎีกาและครม.หากชัดเจนจะเรียกประชุมเร็วที่สุด มั่นใจขึ้นค่าแรง 400 บาทบางส่วนของธุรกิจภายในปีนี้
วันที่ 21 ต.ค.2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบกระทู้ถามในการประชุมวุฒิสภา ถึงมาตรการกระทรวงแรงงานมีหลักประกันการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาททั่วประเทศ และการไม่มาประชุมของคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า จากการที่มีเชิญประชุมตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนเป็นครั้งที่หนึ่งก็ล่มเพราะฝ่ายนายจ้างไม่เข้าร่วมประชุม และในวันที่ 20 กันยายนก็มีการเชิญประชุมเป็นครั้งที่สอง หากว่ามาเพียง 2 ใน 3 เราสามารถที่จะประชุมได้ตามเงื่อนไขของพ.ร.บ.แต่ทางฝ่ายลูกจ้างไม่ได้มา 2 คน และฝ่ายข้าราชการไม่มาถึง 4 คน เป็นตัวแทนของกระทรวงแรงงาน ตัวแทนของสภาพัฒน์ ตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องยอมรับหากวันนั้นมีการเข้าประชุมครบ 2 ใน 3 แต่ถ้าตัวแทนของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่เข้าประชุมโดยเฉพาะเป็นฝ่ายรัฐบาล เมื่อมีการโหวตทางฝ่ายนายจ้างก็ต้องโหวตสวนในการนําเสนอที่ 400 บาท ซึ่งในวันที่ 20 ตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือลาประชุม ทำให้เหลือเพียง 14 คน หากมีการโหวตจะเป็น 9 ต่อ 5 ซึ่งตามระเบียบต้องเป็น 2 ใน 3 ถึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตรงนั้นตนเองไม่ได้อยู่ในที่ประชุม จึงไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
"จากเหตุผลที่อธิบายคงจะเข้าใจกันดี ซึ่งผมไม่อยากใช้คําว่านี่มันเป็นอะไร เขาเล่นอะไรกัน ซึ่งหากกฎหมายให้สิทธิ์ ว่ารัฐมนตรีสามารถเข้าประชุมได้ ตัวผมเองก็คงจะต้องเข้าไปเพื่อทําการเจรจา และหาทางออกให้ได้ว่าการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรจะมีเหตุผลในเรื่องอะไรบ้าง จากการที่ในปี 2555 ประเทศไทยเรามีการประกาศค่าแรงขั้นต่ำทั้งประเทศที่ 300 บาท ผ่านมาถึง 12 ปี ทําไมเรายังขึ้นไม่ได้ แค่ปีละประมาณ 8 บาทเศษๆ ซึ่งถ้าหากว่าเราดูจากอัตราเงินเฟ้อ ดูจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหรือเทียบเท่า GDP ในแต่ละปีเอา 2 ส่วนนี้มาบวกกันผมมั่นใจว่าเกินกว่า 3% หากคิดในด้านความเป็นธรรมให้กับฝ่ายลูกจ้างหรือแรงงาน ควรจะสามารถขึ้นได้ในปีละ 3% หรือ 9 บาท ถ้ามีการขึ้นตามมาตรฐานการเจริญเติบโตของ GDP และอัตราค่าเงินเฟ้อ ขณะนี้คงไม่ต้องมานั่งคุยกันว่าค่าแรงขั้นต่ำทําไมยังไม่ถึง 400 บาท ถ้าขึ้นตามเกณฑ์อาจจะมีบางช่วงโดยเฉพาะช่วงโควิดอัตราค่าเงินเฟ้ออาจจะต่ำกว่า 1% หรืออาจมีบางช่วงติดลบ เมื่อเฉลี่ยจาก 108 บาท ใน 12 ปี 100 บาท ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไปได้
นายพิพัฒน์ ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ถึงแม้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีท่าน แพรทองธาร ชินวัตร จะไม่ได้ประกาศเป็นนโยบายอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าตนต้องรับเผือกร้อน แต่ไม่ใช่เผือกร้อน เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่ต้องยืนอยู่ในความเป็นกลาง ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เมื่อความเหมาะสมความเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ กระทรวงแรงงานก็ต้องออกมาตั้งโจทย์ว่าถ้าอย่างนี้เกิดความไม่ยุติธรรม ในขณะที่ราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว เราจะทําอย่างไรหรือจะอั้นไว้เพียงเท่านี้ แล้วสิ่งที่เคยมีการนําเสนอใน 2 รัฐบาลที่แล้วยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมีการนําเสนอที่ค่าแรงขั้นต่ำ 492 บาท แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้มีการประกาศที่ชัดเจนออกมา หรือในรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน บอกว่าจะต้องให้ได้ 600 บาทในปี 2570 แต่คิดว่าก่อนปี 2570 ปีนี้มาคุยกันที่ 400 บาทก่อนที่จะไปเรียกร้องที่ 492 บาทของผู้ใช้แรงงานในรัฐบาลเมื่อ 2 รัฐบาลที่แล้ว
"นี่คือหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไม่ได้เป็นเผือกร้อน อันนี้ต้องขออภัย เพราะท่านอาจจะกําลังจะโยนเผือกร้อนให้ผมมากกว่า แต่สุดท้ายยังยืนยันวันนี้คณะกรรมการยังไม่ครบทั้ง 15 คน ในส่วนปลัดกระทรวงแรงงานมีการโปรดเกล้าฯ ก็มาเป็นประธานเรียบร้อย ในสัดส่วนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ หากอธิบดีมาทํางานก็จะต้องขอหารือและเชิญประชุมอีกครั้งหนึ่ง ในขณะนี้ผมได้ให้ปลัดกระทรวงแรงงานทําจดหมายอีกครั้งไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยว่าบุคคลที่ส่งมาเป็นตัวแทน ขณะนี้ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว 1 ปี ยังถือว่าเป็นสัดส่วนของฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ หากท่านยืนยันว่าไม่ใช่เท่ากับว่าภาครัฐมีสัดส่วนเพียง 4 คนไม่ครบ 5 คนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งต้องนําเข้าไปหารือในกฤษฎีกาและครม.ต่อไป เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อย ก็จะให้ท่านปลัดกระทรวงแรงงานเรียกประชุมทั้ง 3 ฝ่ายให้ได้เร็วที่สุด พยายามให้ได้ในปีนี้" รมว.แรงงาน กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาการขาดประชุมตามกฎหมายไม่มีบทลงโทษ แต่มีกําหนดไว้ว่าหากกรรมการไม่มาประชุม 3 ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งตนจะต้องหารือกับฝ่ายกฏหมายและนําไปหารือในกฤษฎีกาว่าถ้าลักษณะอย่างนี้จะขอเปลี่ยนกรรมการได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็กําลังรอคําตอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องรอดูว่าเมื่อไหร่จะมีคณะกรรมการครบทั้ง 3 ฝ่าย และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ กรรมการก็จะครบวาระซึ่งจะมีการสรรหาหรือเลือกตั้งใหม่ ยกตัวอย่างหากมีเหตุการณ์อย่างนี้ต่อไปในอนาคต และเป็นปีที่ 1 สําหรับกรรมการชุดไตรภาคีเราจะต้องรอให้ครบ 4 ปีหรือไม่ที่หน่วยงานจะต้องส่งกรรมการคนใหม่เข้ามา เป็นส่วนที่กังวล แต่บังเอิญว่าโชคดีเหลือเวลาอีก 5-6 เดือน ก็จะหมดอํานาจของกรรมการชุดปัจจุบัน
"ในส่วนนี้ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมต้องพยายามอย่างสุดวิถีทางในทุกประเด็น แต่ถ้าถามผมก็ยังมั่นใจยังมีการขึ้นค่าแรงที่ 400 บาทภายในปีนี้เฉพาะบางธุรกิจ บางไซส์ของธุรกิจ ส่วนในธุรกิจที่ยังไม่ได้ขึ้น 400 บาทก็จะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามปกติ ก่อนสิ้นปีจะมีการประกาศของคณะกรรมการไตรภาคีอยู่แล้ว ซึ่งในปีนี้อาจจะมีการประกาศใน 2 ช่วง ที่ไม่ได้กําหนดคําว่า 400 ในปีนี้เรามีการประชุมและมีการประกาศแน่นอน ขอให้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดทุกๆ จังหวัดได้เข้ามาทําหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในฐานะประธานของไตรภาคีในอนุของแต่ละจังหวัด มั่นใจปีนี้ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยเราก็จะมีการประกาศ 2 ครั้ง" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ที่จะให้ตอบว่าใครที่เป็นผู้ขัดขวางก็ต้องเรียนว่าว่าขณะนี้ไม่มีผู้ที่จะมาขัดขวาง กรรมการแต่ละคนมีดุลพินิจเป็นของตัวเอง กรรมการในแต่ละภาคส่วนถ้ามีสังกัด ต้นสังกัดก็คงจะให้นโยบายมาเป็นที่ชัดเจน แต่ถ้าหากกรรมการไม่มีต้นสังกัดแล้วก็เป็นอิสระ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครจะไปบังคับในเอกสิทธิ์ของบุคคล ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด หากต้นสังกัดบอกเกษียณไปแล้วไม่สามารถที่จะกํากับได้นี่คือหน้าที่ของปลัดกระทรวงแรงงานที่จะต้องไปหารือว่ามีนโยบายและมีความคิดอย่างไร หากมีคณะกรรมการครบ 15 คน เราก็จะเริ่มต้นในการเจรจา ซึ่งในส่วนนี้ตนไม่สามารถไปพาดพิงต้นสังกัดนั้นๆ ได้เพราะมีการแจ้งมาว่าได้เกษียณอายุราชการไปแล้วหนึ่งปี
วันที่ 21 ต.ค.2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบกระทู้ถามในการประชุมวุฒิสภา ถึงมาตรการกระทรวงแรงงานมีหลักประกันการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาททั่วประเทศ และการไม่มาประชุมของคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า จากการที่มีเชิญประชุมตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนเป็นครั้งที่หนึ่งก็ล่มเพราะฝ่ายนายจ้างไม่เข้าร่วมประชุม และในวันที่ 20 กันยายนก็มีการเชิญประชุมเป็นครั้งที่สอง หากว่ามาเพียง 2 ใน 3 เราสามารถที่จะประชุมได้ตามเงื่อนไขของพ.ร.บ.แต่ทางฝ่ายลูกจ้างไม่ได้มา 2 คน และฝ่ายข้าราชการไม่มาถึง 4 คน เป็นตัวแทนของกระทรวงแรงงาน ตัวแทนของสภาพัฒน์ ตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องยอมรับหากวันนั้นมีการเข้าประชุมครบ 2 ใน 3 แต่ถ้าตัวแทนของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่เข้าประชุมโดยเฉพาะเป็นฝ่ายรัฐบาล เมื่อมีการโหวตทางฝ่ายนายจ้างก็ต้องโหวตสวนในการนําเสนอที่ 400 บาท ซึ่งในวันที่ 20 ตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือลาประชุม ทำให้เหลือเพียง 14 คน หากมีการโหวตจะเป็น 9 ต่อ 5 ซึ่งตามระเบียบต้องเป็น 2 ใน 3 ถึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตรงนั้นตนเองไม่ได้อยู่ในที่ประชุม จึงไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
"จากเหตุผลที่อธิบายคงจะเข้าใจกันดี ซึ่งผมไม่อยากใช้คําว่านี่มันเป็นอะไร เขาเล่นอะไรกัน ซึ่งหากกฎหมายให้สิทธิ์ ว่ารัฐมนตรีสามารถเข้าประชุมได้ ตัวผมเองก็คงจะต้องเข้าไปเพื่อทําการเจรจา และหาทางออกให้ได้ว่าการประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรจะมีเหตุผลในเรื่องอะไรบ้าง จากการที่ในปี 2555 ประเทศไทยเรามีการประกาศค่าแรงขั้นต่ำทั้งประเทศที่ 300 บาท ผ่านมาถึง 12 ปี ทําไมเรายังขึ้นไม่ได้ แค่ปีละประมาณ 8 บาทเศษๆ ซึ่งถ้าหากว่าเราดูจากอัตราเงินเฟ้อ ดูจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหรือเทียบเท่า GDP ในแต่ละปีเอา 2 ส่วนนี้มาบวกกันผมมั่นใจว่าเกินกว่า 3% หากคิดในด้านความเป็นธรรมให้กับฝ่ายลูกจ้างหรือแรงงาน ควรจะสามารถขึ้นได้ในปีละ 3% หรือ 9 บาท ถ้ามีการขึ้นตามมาตรฐานการเจริญเติบโตของ GDP และอัตราค่าเงินเฟ้อ ขณะนี้คงไม่ต้องมานั่งคุยกันว่าค่าแรงขั้นต่ำทําไมยังไม่ถึง 400 บาท ถ้าขึ้นตามเกณฑ์อาจจะมีบางช่วงโดยเฉพาะช่วงโควิดอัตราค่าเงินเฟ้ออาจจะต่ำกว่า 1% หรืออาจมีบางช่วงติดลบ เมื่อเฉลี่ยจาก 108 บาท ใน 12 ปี 100 บาท ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไปได้
นายพิพัฒน์ ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ถึงแม้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีท่าน แพรทองธาร ชินวัตร จะไม่ได้ประกาศเป็นนโยบายอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าตนต้องรับเผือกร้อน แต่ไม่ใช่เผือกร้อน เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงานที่ต้องยืนอยู่ในความเป็นกลาง ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เมื่อความเหมาะสมความเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ กระทรวงแรงงานก็ต้องออกมาตั้งโจทย์ว่าถ้าอย่างนี้เกิดความไม่ยุติธรรม ในขณะที่ราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว เราจะทําอย่างไรหรือจะอั้นไว้เพียงเท่านี้ แล้วสิ่งที่เคยมีการนําเสนอใน 2 รัฐบาลที่แล้วยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมีการนําเสนอที่ค่าแรงขั้นต่ำ 492 บาท แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้มีการประกาศที่ชัดเจนออกมา หรือในรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน บอกว่าจะต้องให้ได้ 600 บาทในปี 2570 แต่คิดว่าก่อนปี 2570 ปีนี้มาคุยกันที่ 400 บาทก่อนที่จะไปเรียกร้องที่ 492 บาทของผู้ใช้แรงงานในรัฐบาลเมื่อ 2 รัฐบาลที่แล้ว
"นี่คือหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไม่ได้เป็นเผือกร้อน อันนี้ต้องขออภัย เพราะท่านอาจจะกําลังจะโยนเผือกร้อนให้ผมมากกว่า แต่สุดท้ายยังยืนยันวันนี้คณะกรรมการยังไม่ครบทั้ง 15 คน ในส่วนปลัดกระทรวงแรงงานมีการโปรดเกล้าฯ ก็มาเป็นประธานเรียบร้อย ในสัดส่วนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ หากอธิบดีมาทํางานก็จะต้องขอหารือและเชิญประชุมอีกครั้งหนึ่ง ในขณะนี้ผมได้ให้ปลัดกระทรวงแรงงานทําจดหมายอีกครั้งไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยว่าบุคคลที่ส่งมาเป็นตัวแทน ขณะนี้ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว 1 ปี ยังถือว่าเป็นสัดส่วนของฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ หากท่านยืนยันว่าไม่ใช่เท่ากับว่าภาครัฐมีสัดส่วนเพียง 4 คนไม่ครบ 5 คนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งต้องนําเข้าไปหารือในกฤษฎีกาและครม.ต่อไป เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมีความชัดเจนและเรียบร้อย ก็จะให้ท่านปลัดกระทรวงแรงงานเรียกประชุมทั้ง 3 ฝ่ายให้ได้เร็วที่สุด พยายามให้ได้ในปีนี้" รมว.แรงงาน กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาการขาดประชุมตามกฎหมายไม่มีบทลงโทษ แต่มีกําหนดไว้ว่าหากกรรมการไม่มาประชุม 3 ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งตนจะต้องหารือกับฝ่ายกฏหมายและนําไปหารือในกฤษฎีกาว่าถ้าลักษณะอย่างนี้จะขอเปลี่ยนกรรมการได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็กําลังรอคําตอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องรอดูว่าเมื่อไหร่จะมีคณะกรรมการครบทั้ง 3 ฝ่าย และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ กรรมการก็จะครบวาระซึ่งจะมีการสรรหาหรือเลือกตั้งใหม่ ยกตัวอย่างหากมีเหตุการณ์อย่างนี้ต่อไปในอนาคต และเป็นปีที่ 1 สําหรับกรรมการชุดไตรภาคีเราจะต้องรอให้ครบ 4 ปีหรือไม่ที่หน่วยงานจะต้องส่งกรรมการคนใหม่เข้ามา เป็นส่วนที่กังวล แต่บังเอิญว่าโชคดีเหลือเวลาอีก 5-6 เดือน ก็จะหมดอํานาจของกรรมการชุดปัจจุบัน
"ในส่วนนี้ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมต้องพยายามอย่างสุดวิถีทางในทุกประเด็น แต่ถ้าถามผมก็ยังมั่นใจยังมีการขึ้นค่าแรงที่ 400 บาทภายในปีนี้เฉพาะบางธุรกิจ บางไซส์ของธุรกิจ ส่วนในธุรกิจที่ยังไม่ได้ขึ้น 400 บาทก็จะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามปกติ ก่อนสิ้นปีจะมีการประกาศของคณะกรรมการไตรภาคีอยู่แล้ว ซึ่งในปีนี้อาจจะมีการประกาศใน 2 ช่วง ที่ไม่ได้กําหนดคําว่า 400 ในปีนี้เรามีการประชุมและมีการประกาศแน่นอน ขอให้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดทุกๆ จังหวัดได้เข้ามาทําหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบในฐานะประธานของไตรภาคีในอนุของแต่ละจังหวัด มั่นใจปีนี้ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยเราก็จะมีการประกาศ 2 ครั้ง" นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ที่จะให้ตอบว่าใครที่เป็นผู้ขัดขวางก็ต้องเรียนว่าว่าขณะนี้ไม่มีผู้ที่จะมาขัดขวาง กรรมการแต่ละคนมีดุลพินิจเป็นของตัวเอง กรรมการในแต่ละภาคส่วนถ้ามีสังกัด ต้นสังกัดก็คงจะให้นโยบายมาเป็นที่ชัดเจน แต่ถ้าหากกรรมการไม่มีต้นสังกัดแล้วก็เป็นอิสระ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครจะไปบังคับในเอกสิทธิ์ของบุคคล ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด หากต้นสังกัดบอกเกษียณไปแล้วไม่สามารถที่จะกํากับได้นี่คือหน้าที่ของปลัดกระทรวงแรงงานที่จะต้องไปหารือว่ามีนโยบายและมีความคิดอย่างไร หากมีคณะกรรมการครบ 15 คน เราก็จะเริ่มต้นในการเจรจา ซึ่งในส่วนนี้ตนไม่สามารถไปพาดพิงต้นสังกัดนั้นๆ ได้เพราะมีการแจ้งมาว่าได้เกษียณอายุราชการไปแล้วหนึ่งปี