"ณัฏฐ์ชนน" วอนรัฐเร่งรัด และถอดบทเรียน ปัญหานกอีแอ่น ใครจะรับผิดชอบ

"ณัฏฐ์ชนน" วอนรัฐเร่งรัด และถอดบทเรียน ปัญหานกอีแอ่น ใครจะรับผิดชอบ

“ณัฎฐ์ชนน” หนุน ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ วางระบบ หลักเกณฑ์ กม.รองรับการสร้างบ้านนกอีแอ่นประเภทกินรัง วอน รัฐ เร่งรัด และถอดบทเรียนปัญหานกอีแอ่น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ 25 ตุลาคม 2567 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต 7 ได้อภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการวางระบบระเบียบ หลักเกณฑ์ และกฎหมายเพื่อรองรับการสร้างบ้านนกอีแอ่นประเภทกินรัง ซึ่งเป็นหนึ่งในญัตติของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.พรรคภูมิใจไทย โดย สส.ณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า นกอีแอ่นกินรังมีอยู่ 2 ประเภท 1.นกถ้ำ นกธรรมชาติ มีการรับสัมปทานจัดเก็บ ไม่กระทบกับผู้ประกอบการ มีกฎหมายรองรับชัดเจน แต่ปัจจุบันซบเซา 2. นกบ้าน หรือว่านกเลี้ยง ซึ่งในวันนี้มีการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือ 1) เสียงของนก มลพิษทางเสียง มีการร้องเรียนทุกที่ซึ่งเกิดจากการใช้เครื่องขยายเสียงเปิดเพื่อจะเรียกเสียงนกตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง 2) กลิ่นมูลนกทําลายบรรยากาศภายในชุมชน 3) ความสะอาดโดยเฉพาะน้ำเสีย การเลี้ยงนกบ้านต้องใช้ระบบน้ำพ่น เพราะระบบน้ำหล่อเย็นเป็นระบบปิดจึงทําให้เกิดภาวะน้ำเสีย 4) เกิดโรคระบาดจากสัตว์ปีกโดยเฉพาะตัวไรจากลูกนก และเป็นโรคติดต่ออื่นๆ นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนมา โดยเฉพาะการเลี้ยงนก เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการมีรายได้ มีกําไร มีแต่ได้กับได้ แต่สําหรับประชาชนครับเดือดร้อน เพราะฉะนั้นจุดจบของปัญหานี้ก็คือ ระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เลี้ยงนก และก็ประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง . สส.ณัฏฐ์ชนน จึงมีคําถามว่า บทเรียนปัญหานกอีแอ่น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นด้วย แก้ปัญหาโดยการพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อรองรับมา 5 ปีแล้ว อนุญาตให้ผู้ครอบครอง และเลี้ยงนกบ้านสามารถเก็บรังนกไปขายได้ แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีนกบ้านขึ้นทะเบียนได้ตามกฎหมายสักราย สาเหตุเพราะยังมีกฎหมายอื่นอีก 3 ฉบับ ไปออกกฏหมายพ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า 1 ฉบับ แต่มีกฎหมายอีก 3 ฉบับ 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองอาคาร พ.ศ. 2522 กระทรวงมหาดไทย 2) พระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ. 2562 ออกพร้อมกันกับของกระทรวงมหาดไทย และ 3) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2561 ปรากฏว่ากฎหมายทั้งหมดนี้จาก 3 กระทรวง ก็เป็นอุปสรรคสําหรับผู้เลี้ยงนก ทําให้เกิดปัญหาระหว่างผู้ประกอบการ พี่น้องประชาชน ข้อมูลจากสํานักงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ประเทศไทยได้บันทึกไว้ประมาณ 17,000 ราย . ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงนกกระจายไปทั้งหมด 62 จังหวัด เหลือ 10 กว่าจังหวัดที่ไม่เลี้ยงนก และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 โดยมีอินโดนีเซีย อันดับ 1, มาเลเซีย อันดับ 2 ซึ่งมูลค่าส่งออกของไทยประมาณ 20,000 - 30,000 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้ามีการแก้ปัญหาเรื่องระเบียบโดยเฉพาะมาตรา 14 พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่าปี พ.ศ. 2562 มั่นใจว่ามูลค่ารังนกจะส่งออกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าสองเท่า คือ 50,000 ล้านบาท ปัญหาสําคัญคือการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า ปี พ.ศ. 2562 ของกรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพย์ฯ มีอํานาจเต็มในการอนุญาต แต่ไปรอพ.ร.บ. 3 ฉบับ จาก 2 กระทรวง เป็นเวลา 5 ปี ถ้าหน่วยงานราชการทําแบบนี้จะไม่จบ คือ 1) ผู้ประกอบการรอไม่ไหว ต้องทําธุรกิจแบบผิดกฎหมาย 2) ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการเลี้ยงนกไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ 3) รัฐบาลแทนที่จะได้ภาษีส่งออก ภาษีจากภาษีนก ก็ไม่ได้ตามเป้า 4) ทําให้รังนกในตลาดถูกกดราคา เพราะผิดกฎหมาย 5) เป็นอาชีพที่ติดกับดักทางกฎหมาย ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้กรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้ ขอฝากไปเร่งรัดหน่วยงานในการดําเนินการเรื่องพ.ร.บ. นี้ด้วย . สส.ณัฏฐ์ชนน กล่าวทิ้งทายด้วยว่า สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 14 1) ห้ามมิให้ผู้ใดเก็บ ห้ามทำอันตราย หรือ มีไว้ในการครอบครองซึ่งรังของสัตว์ป่าสงวน เขียนไว้ชัดเจน สรุปกรรมาธิการวิสามัญนกอีแอ่น ที่กำลังจะตั้งขึ้นต้องหาสาเหตุให้เจอ 2) เมื่อได้รับผลกระทบผู้ประกอบการ และประชาชน ต้องรีบแก้ปัญหา 3) การบังคับใช้กฎหมายคือเรื่องที่สําคัญ 4) เจ้าภาพในการดําเนินการ กรรมาธิการวิสามัญต้องหาให้เจอ ทั้งนี้จึงขอฝากประเด็นดังกล่าวไว้ด้วย