"สฤษฏ์พงษ์" เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาฯการจ่ายเงิน รพ.สต. ที่โอนไป อบจ.

"สฤษฏ์พงษ์" เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาฯการจ่ายเงิน รพ.สต. ที่โอนไป อบจ.

“สส.สฤษฏ์พงษ์” เสนอตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาฯ แนวทางการจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนให้กับบุคลากรของ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปยัง อบจ. 25 ตุลาคม 2567 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทน ให้กับบุคลากรของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ที่ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ด้วยหลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้ หลักการเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนให้กับบุคลากรของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ที่ถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจากเหตุผลที่นําเสนออาจจะเป็นเหตุผลที่ได้ร่างตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ในเรื่องของรพ.สต. สำหรับเหตุผลปัจจุบัน วันนี้ในส่วนของรพ.สต.ทั่วประเทศ และในส่วนของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) มีทั้งหมด ประมาณ 9,872 แห่ง ในจำนวนนี้มีการจัดเป็นขนาด 3 ไซส์ด้วยกัน คือ ขนาดเล็ก(S) ขนาดกลาง(M) และขนาดใหญ่(L) สำหรับจำนวนขนาดเล็ก ในส่วนงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ โดยขนาดเล็ก 1ล้านบาท, ขนาดกลาง 1.5 ล้านบาท และขนาดใหญ่ 2 ล้านบาท แต่ความเป็นจริงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่รับถ่ายโอนไป ใน รพ.สต. ทั้งหมด 9,872 แห่ง รับถ่ายโอนไป 43% ประมาณ 4,230 แห่งด้วยกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ขนาดไซส์เล็ก ได้แค่ 4แสนบาท, ไซส์กลางได้รับจริง 650,000 บาท และไซส์ใหญ่ได้รับจริง 1ล้านบาท ในขณะตัวเลขของไซส์เล็ก รพ.สต.ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ต้องดูแลพี่น้องประชาชนประมาณ 3,000 คน 1คนต่อ 15 ครัวเรือน ไซส์กลางต้องดูแล 3,000-8,000 คน ไซส์ใหญ่ต้องดูแล 8,000 คนขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อมาพิจารณาตัวเลขในส่วนของอัตรากําลังที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนรพ.สต.ต่อไป การถ่ายโอนนั้นไม่ครบทุกขนาด . นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ประเด็นที่ อบจ. ที่ถ่ายโอนมา 4,000 กว่าแห่ง จําเป็นที่จะต้องจัดสรรบุคลากรเข้ามาเติมภายในกรอบอัตรา ซึ่งไม่เกินตามที่สํานักงานคณะกรรมการกระจายอํานาจกําหนด แต่เมื่อมาเติมแล้วขนาดไซส์เล็ก เติมประมาณ 2-3 คน เพื่อที่จะให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อเติมไปเสร็จแล้ว อบจ. ต้องจัดสรรหางบประมาณด้วยตนเอง ซึ่งตรงนี้ที่จริงแล้วเป็นลักษณะการถ่ายโอน ไม่ใช่ อบจ. ไปขอรับโอนมาจากในส่วนของภูมิภาค หรือในส่วนของกระทรวง เพราะฉะนั้น จึงขอเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการได้ศึกษาว่า ในส่วนของงบประมาณทั้งหมดนี้ที่สํานักงานคณะกรรมการกระจายอํานาจ และก็สํานักงบประมาณที่มาจัดสรรดูแล มีวิธีการอย่างไรในการจัดสรรให้เพียงพอต่อความจําเป็น และต่อความเป็นจริงในอัตราบุคลากรที่ถ่ายโอนไปให้กับ อบจ. ทั่วประเทศ เรื่องนี้ ต้องชื่นชมและขอบคุณนายสุนทร วิลาวัลย์ นายกอบจ.ปราจีนฯ เป็นผู้ขับเคลื่อน ร่วมผลักดันตั้งแต่ต้น และเป็นจังหวัดหนึ่งที่ถ่ายโอนเต็มพื้นที่ 100% แล้ว . “ การมองเห็นปัญหา และได้รับการร้องเรียน เพื่อที่จะให้ภาครัฐโดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาให้ศึกษาในเรื่องของการถ่ายโอนอัตรากําลังนั้น ในส่วนของคณะกรรมการกระจายอํานาจ เราควรจะมีแนวทางอย่างไร ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ในอัตรากําลังอาจจะไม่ไปรวมนับกับในอัตราเงินเดือน ซึ่งมีเพดานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สูงอยู่แล้ว แต่ถ้าเอาการถ่ายโอนไปคํานวณเข้าไปอีก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทบจะไม่สามารถที่จะดําเนินการได้เลย “ . นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องของคณะกรรมการร่างงบประมาณในส่วนของสํานักงบประมาณ ที่ผ่านมาสมาคม อบจ. แห่งประเทศไทย โดยนายกอบจ. ทั่วประเทศ ได้มีหนังสือเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ถึงประธานคณะกรรมการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะให้ดําเนินการไปยังสํานักงบประมาณ ว่า กรณีของอบจ. ในการคีย์ข้อมูล BBL เป็นคําขอของสำนักงบฯ ซึ่งสํานักงบฯ บอกว่าให้ อบจ. เป็นผู้ดําเนินการเอง ตรงนี้ อบจ.ทั่วประเทศ ก็ยังมีปัญหาอยู่ ถ้าไม่ได้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ก็ขอให้คณะกรรมการสามัญที่เกี่ยวข้องได้นำเรียนสภาพปัญหาศึกษาข้อเท็จจริง เพื่อที่จะให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่รพ.สต. เคยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงสาธารณสุข และก็สํานักงบประมาณ ตลอดทั้งคณะกรรมการกระจายอํานาจ อย่างน้อย 4 หน่วยงานได้มาศึกษาประเด็นปัญหาสรุปข้อเท็จจริงว่า ในเรื่องของการรับสมัครบุคลากรให้เพียงพอ การจัดสรรเงินเดือน สวัสดิการไม่ให้ด้อยกว่าเดิม ให้รวดเร็วขึ้น ในกรณีเรื่องของการทํานอกเหนือเวลา หรือว่าในส่วนของงบประมาณเพื่อที่จะให้อบจ. ได้ไปบริหารการจัดการให้สอดคล้องกับจํานวนบุคลากรที่มีอยู่ และบางแห่งในสัดส่วนของรพ.สต. หมอ พยาบาล เครื่องมือไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริง ในเรื่องของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะดําเนินการเพิ่มบุคลากร ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน หรือเป็นค่าตอบแทนอย่างอื่นเป็นสวัสดิการ สิ่งเหล่านี้คิดว่ารพ.สต. เป็นแนวหน้า และก็เป็นบริบท เป็นตัวอย่าง ที่ผ่านมาสร้างผลงานในเรื่องของโควิดที่ต่างประเทศชื่นชมประเทศไทย “ เมื่อ รพ.สต. อยู่กับกระทรวงสาธารณสุข อยู่กับสังกัดเดิม เมื่อถ่ายโอนมา จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถ่ายทั้งคน ถ่ายทั้งงาน ถ่ายทั้งเงิน ซึ่งเขาอยู่ที่นู่นเขาก็ได้สวัสดิการ เขาก็ได้เงินเหมือนเดิม เพียงแต่ย้ายก้อนของงบประมาณมาตั้งอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” สส.สฤษฏ์พงษ์ กล่าวทิ้งท้าย