วันที่ 28 ตุลาคม 2567 ในการประชุมวุฒิสภา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบกระทู้ถาม สมาชิกวุฒิสภา เรื่องปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานที่เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย ว่า ปัจจุบันในสื่อในโซเชียลต่างๆ มีการพูดคุยในลักษณะแรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย จากที่กรมการจัดหางานได้เข้าไปตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน - 2 ตุลาคม สถานประกอบการกว่า 20,000 แห่ง เจอแรงงานต่างด้าวกว่า 270,000 คน ได้พบผู้กระทําผิดประมาณ 2,000 กว่าคน เป็นชาวเมียนมา 1,289 คนกัมพูชา 281 ลาว 315 คน เวียดนาม 41 คนและสัญชาติอื่นๆ 130 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันนี้มีแรงงานที่เข้ามาสู่ประเทศไทยหลังจากมีการขึ้นทะเบียนเมื่อต้นปี 1,040,000 กว่าคน แต่มาพิสูจน์สิทธิ์ในศูนย์ซีไอ 400,000 กว่าคนเป็นชาวเมียนมา ส่วนยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ์คือลาว โดยรัฐบาลลาวให้แรงงานต้องกลับไปเมื่อมีใบสีชมพูหรือพาสปอร์ตหมดอายุต้องกลับไปลาว ส่วนกัมพูชาเป็นลักษณะต่อออนไลน์ ซึ่งทางกรมการจัดหางานไม่ได้นิ่งเฉย มีการขออนุญาตจากครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ว่าเราจะขอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอีกครั้งหนึ่ง คาดว่ามีแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน ซึ่งกรมการจัดหางานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะต้องบูรณาการเข้าไปตรวจสอบ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของอาชีพสงวนมีอยู่ 4 ประเภท 27 อาชีพ เช่น ช่างตัดผม ช่างเสริมสวย สําหรับพนักงานขายของหน้าร้านที่จดทะเบียน เจ้าของร้านต้องมาขออนุญาติได้ไม่เกิน 20 คน แต่ถ้าเป็นหาบเร่แผงลอยหรือขายของตามตลาดสด หรือใน street food เราไม่อนุญาตทุกกรณี เพราะถือว่าไม่ได้มีการจดทะเบียน ในกรณีจังหวัดสมุทรสาคร ที่มหาชัย อาจจะมีชาวเมียนมาอยู่ 3-4 แสนคน แต่อาจจะลงทะเบียนไว้ 2 แสนคน ส่วนที่เกินมานั้นก็คือผู้ติดตาม โดยเฉพาะแรงงานที่เข้ามาผู้ติดตามก็คือบุตร สามารถติดตามเข้ามาได้ ต้องเป็นแรงงานอยู่ในมาตรา 33 ของประกันสังคมเท่านั้นจะมาเปิดร้านไม่ได้ห้ามเด็ดขาด โดยหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องหารือกัน รวมทั้งเรื่องผู้ติดตามที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีตรงนี้จะต้องตรวจสอบ เพราะไม่สามารถอยู่ในไทยได้ คงจะต้องส่งกลับประเทศต้นทาง
"ผมเพิ่งตั้งชุดฉก.เฉพาะของรัฐมนตรีขึ้น 94 คน ซึ่งตอนนี้ติดเรื่องงบประมาณ กำลังขอใช้งบประมาณจากกรมการจัดหางานน่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน น่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ในต้นเดือนธันวาคม จะขอเข้าไปดูในส่วนต่างๆ แต่ปัญหาก็คือ การที่จะเข้าไปในชุมชนเราต้องทําในลักษณะของบูรณาการ การข้าไปแล้วกังวลอย่างเดียวคือ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายซึ่งกระทรวงแรงงานเราไม่มีกําลัง และเราไม่มีความสามารถที่จะไปต่อสู้ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตํารวจของจังหวัดนั้นๆ ขอเรียนว่าหลังจากตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมาผมจะไม่เข้าไปทําการจับกุมในเบื้องต้น แต่จะทําการป้องปรามก็คือเข้าไปตักเตือน และเชื่อว่ายังมีอีกหลายจังหวัดโดยเฉพาะในปริมณฑล ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย ระนอง สุราษฎร์ธานี สงขลา ภูเก็ต กระบี่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว เชื่อว่าในแต่ละจังหวัดมีชุมชนอย่างที่ท่านได้กล่าวถึง และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเป็นมาเฟียที่ไม่ใช่แรงงาน แต่มาประกอบธุรกิจในประเทศไทยเรา เป็นชุมชนชาวจีน ชาวยุโรป ชาวอเมริกา รัสเซีย" นายพิพัฒน์กล่าว
รมว.แรงงานกล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเราจะมีการออกทําการป้องปราม ก่อนที่จะปราบปรามเพราะถ้าหากว่าเราปราบปรามเราคงไม่ได้หมดเพราะมีแรงงานจากเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาไทยทุกวัน ตามตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้านกว่า 2,000 กิโลเมตรเราไม่มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบช่องทางธรรมชาติได้ทั้งหมด ดีที่สุดก็คือขอให้แรงงานเหล่านั้นมาขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน เพื่อสามารถติดตามได้และตรวจสอบประวัติอาชญากรได้ และประเด็นที่มีการกล่าวขานในปัจจุบันมากที่สุดก็คือเอาประเทศไทยเป็นเวทีทางการเมือง กระทรวงแรงงานจะไม่ยอมให้พื้นที่ตรงนั้นสําหรับการทํางานทางการเมืองอย่างแน่นอน
"ปลายเดือนธันวาคม หรือในต้นปี 2568 จะเชิญชวนท่านลงพื้นที่ในจังหวัดสมุทรสาครด้วยกัน เราจะต้องทํางานร่วมกันทําอย่างไรให้ไทยมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาถูกต้องทั้งหมด และกระทรวงแรงงานขณะนี้กําลังจะผ่อนผันหรืออาชีพที่ยกเว้นขอให้แรงงานต่างด้าวสามารถขึ้นทะเบียนและเข้าสู่มาตรา 33 ของประกันสังคมได้ เช่น คนรับใช้ในบ้าน ซึ่งขณะนี้เป็นอาชีพยกเว้น แต่หลังจากนี้จะนําเสนอเข้าครม.เพื่อให้เป็นอาชีพที่สามารถมาขึ้นทะเบียนและเข้าสู่มาตรา 33 เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้าสู่สถานรักษาพยาบาลได้ และจะเป็นการประหยัดเงินให้กับกระทรวงสาธารณสุขที่รักษาปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยไม่สามารถเก็บค่ารักษาพยาบาลได้"

28 ตุลาคม 2567 เวลา 16:52
"พิพัฒน์" ตอบกระทู้ สว. ปลาย ธ.ค.นำชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวลักลอบทำอาชีพสงวนของคนไทย
วันที่ 28 ตุลาคม 2567 ในการประชุมวุฒิสภา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบกระทู้ถาม สมาชิกวุฒิสภา เรื่องปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานที่เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย ว่า ปัจจุบันในสื่อในโซเชียลต่างๆ มีการพูดคุยในลักษณะแรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย จากที่กรมการจัดหางานได้เข้าไปตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน - 2 ตุลาคม สถานประกอบการกว่า 20,000 แห่ง เจอแรงงานต่างด้าวกว่า 270,000 คน ได้พบผู้กระทําผิดประมาณ 2,000 กว่าคน เป็นชาวเมียนมา 1,289 คนกัมพูชา 281 ลาว 315 คน เวียดนาม 41 คนและสัญชาติอื่นๆ 130 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันนี้มีแรงงานที่เข้ามาสู่ประเทศไทยหลังจากมีการขึ้นทะเบียนเมื่อต้นปี 1,040,000 กว่าคน แต่มาพิสูจน์สิทธิ์ในศูนย์ซีไอ 400,000 กว่าคนเป็นชาวเมียนมา ส่วนยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ์คือลาว โดยรัฐบาลลาวให้แรงงานต้องกลับไปเมื่อมีใบสีชมพูหรือพาสปอร์ตหมดอายุต้องกลับไปลาว ส่วนกัมพูชาเป็นลักษณะต่อออนไลน์ ซึ่งทางกรมการจัดหางานไม่ได้นิ่งเฉย มีการขออนุญาตจากครม.เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ว่าเราจะขอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอีกครั้งหนึ่ง คาดว่ามีแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน ซึ่งกรมการจัดหางานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะต้องบูรณาการเข้าไปตรวจสอบ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของอาชีพสงวนมีอยู่ 4 ประเภท 27 อาชีพ เช่น ช่างตัดผม ช่างเสริมสวย สําหรับพนักงานขายของหน้าร้านที่จดทะเบียน เจ้าของร้านต้องมาขออนุญาติได้ไม่เกิน 20 คน แต่ถ้าเป็นหาบเร่แผงลอยหรือขายของตามตลาดสด หรือใน street food เราไม่อนุญาตทุกกรณี เพราะถือว่าไม่ได้มีการจดทะเบียน ในกรณีจังหวัดสมุทรสาคร ที่มหาชัย อาจจะมีชาวเมียนมาอยู่ 3-4 แสนคน แต่อาจจะลงทะเบียนไว้ 2 แสนคน ส่วนที่เกินมานั้นก็คือผู้ติดตาม โดยเฉพาะแรงงานที่เข้ามาผู้ติดตามก็คือบุตร สามารถติดตามเข้ามาได้ ต้องเป็นแรงงานอยู่ในมาตรา 33 ของประกันสังคมเท่านั้นจะมาเปิดร้านไม่ได้ห้ามเด็ดขาด โดยหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องหารือกัน รวมทั้งเรื่องผู้ติดตามที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีตรงนี้จะต้องตรวจสอบ เพราะไม่สามารถอยู่ในไทยได้ คงจะต้องส่งกลับประเทศต้นทาง
"ผมเพิ่งตั้งชุดฉก.เฉพาะของรัฐมนตรีขึ้น 94 คน ซึ่งตอนนี้ติดเรื่องงบประมาณ กำลังขอใช้งบประมาณจากกรมการจัดหางานน่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน น่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ในต้นเดือนธันวาคม จะขอเข้าไปดูในส่วนต่างๆ แต่ปัญหาก็คือ การที่จะเข้าไปในชุมชนเราต้องทําในลักษณะของบูรณาการ การข้าไปแล้วกังวลอย่างเดียวคือ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายซึ่งกระทรวงแรงงานเราไม่มีกําลัง และเราไม่มีความสามารถที่จะไปต่อสู้ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตํารวจของจังหวัดนั้นๆ ขอเรียนว่าหลังจากตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมาผมจะไม่เข้าไปทําการจับกุมในเบื้องต้น แต่จะทําการป้องปรามก็คือเข้าไปตักเตือน และเชื่อว่ายังมีอีกหลายจังหวัดโดยเฉพาะในปริมณฑล ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย ระนอง สุราษฎร์ธานี สงขลา ภูเก็ต กระบี่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว เชื่อว่าในแต่ละจังหวัดมีชุมชนอย่างที่ท่านได้กล่าวถึง และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือเป็นมาเฟียที่ไม่ใช่แรงงาน แต่มาประกอบธุรกิจในประเทศไทยเรา เป็นชุมชนชาวจีน ชาวยุโรป ชาวอเมริกา รัสเซีย" นายพิพัฒน์กล่าว
รมว.แรงงานกล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเราจะมีการออกทําการป้องปราม ก่อนที่จะปราบปรามเพราะถ้าหากว่าเราปราบปรามเราคงไม่ได้หมดเพราะมีแรงงานจากเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาไทยทุกวัน ตามตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้านกว่า 2,000 กิโลเมตรเราไม่มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบช่องทางธรรมชาติได้ทั้งหมด ดีที่สุดก็คือขอให้แรงงานเหล่านั้นมาขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน เพื่อสามารถติดตามได้และตรวจสอบประวัติอาชญากรได้ และประเด็นที่มีการกล่าวขานในปัจจุบันมากที่สุดก็คือเอาประเทศไทยเป็นเวทีทางการเมือง กระทรวงแรงงานจะไม่ยอมให้พื้นที่ตรงนั้นสําหรับการทํางานทางการเมืองอย่างแน่นอน
"ปลายเดือนธันวาคม หรือในต้นปี 2568 จะเชิญชวนท่านลงพื้นที่ในจังหวัดสมุทรสาครด้วยกัน เราจะต้องทํางานร่วมกันทําอย่างไรให้ไทยมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาถูกต้องทั้งหมด และกระทรวงแรงงานขณะนี้กําลังจะผ่อนผันหรืออาชีพที่ยกเว้นขอให้แรงงานต่างด้าวสามารถขึ้นทะเบียนและเข้าสู่มาตรา 33 ของประกันสังคมได้ เช่น คนรับใช้ในบ้าน ซึ่งขณะนี้เป็นอาชีพยกเว้น แต่หลังจากนี้จะนําเสนอเข้าครม.เพื่อให้เป็นอาชีพที่สามารถมาขึ้นทะเบียนและเข้าสู่มาตรา 33 เพื่อเป็นหลักประกันว่าเมื่อเจ็บป่วยสามารถเข้าสู่สถานรักษาพยาบาลได้ และจะเป็นการประหยัดเงินให้กับกระทรวงสาธารณสุขที่รักษาปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยไม่สามารถเก็บค่ารักษาพยาบาลได้"