วันที่ 18 ธันวาคม 2567 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย จังหวัดอ่างทอง ในฐานะกรรมาธิการร่วม ได้ชี้แจงรวมไปถึงได้ทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกบางส่วนที่ได้มีข้อซักถาม ในการประชุมสภา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. ... ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วเสร็จ และมีมติในการยืนยันแก้ไขผ่านเกณฑ์ประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น
.
โดยนายกรวีร์ ชี้แจงว่า จากที่มีการพาดพิงว่ามี สส. บางคนงดออกเสียงในกรรมาธิการร่วม ไม่ต้องเดา เพราะเป็นตน และนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ฐานะกรรมาธิการร่วมสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยมีเจตนาและจุดยืนตั้งแต่เริ่มต้นในการแก้ไขกฎหมายประชามตินั้น เราต้องการที่จะเห็นหลักการที่สำคัญของการทำประชามติ คือ การได้มติที่แท้จริงของประชาชน ที่เรียกว่า ประชามติ เราต้องการเสียงข้างมากจริงๆ จากประชาชนเพื่อที่จะบอกว่า นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ
.
ทั้งนี้ในร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ จึงเสนอร่างพ.ร.บ.ประชามติ ควรที่จะให้ประชาชนอย่างน้อยกึ่งหนึ่งออกมาใช้สิทธิ์เพื่อแสดงเจตจำนงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จะขอมติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักเกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศ ต้องการเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์มาก จนเรียกว่าเป็นฉันทามติของประชาชนได้ แต่สู้ในสภารอบแรกก็ไม่ผ่าน ไปสู้ในชั้นกรรมาธิการก็ไม่ผ่าน ตนแปรญัตติมาสู้ในสภาก็ไม่ผ่าน
“ ผมก็เคารพในความเห็นต่าง และเราก็เคารพในฐานะที่เป็นเสียงส่วนน้อย แต่อยากจะใช้โอกาสตรงนี้เพื่อที่จะแสดงจุดยืน และให้เหตุผลกับเพื่อนสมาชิก “
.
นายกรวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มี สส. บอกว่าอยากจะเห็นแก้ไขกฎหมายประชามติ เป็นเหมือนกุญแจที่จะไขประตูบานใหญ่ คือ รัฐธรรมนูญ เราเห็นด้วย รวมถึงต้องการไขประตูเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจริงๆ ที่จะนำประเทศไทยไปสู่ทางออก และไปสู่อนาคตได้ ไม่ใช่นำไปสู่ปัญหาใหม่ และอาจจะกลายเป็นความขัดแย้ง ทั้งนี้เราต้องการเห็นทางออกของปัญหา และต้องฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งทุกพรรคการเมืองบอกว่าอยากให้ความสำคัญกับประชาชนและการแก้ไขโดยเร็ว ดังนั้นหากอยากให้แก้ไขโดยเร็ว ทำได้อย่างเดียวคือ เห็นชอบกับกรรมาธิการร่วม เพื่อให้กฎหมายผ่านและไม่เสียเวลาอีก 180 วัน แต่หากสภา ยืนยันตามอำนาจสภา ต้องรออีก 180 วัน ทั้งนี้การออกเสียงประชามติที่เป็นทางออก ไม่ใช่ความง่ายหรือสะดวก ผ่านประชามติอย่างง่าย แต่คือความชอบธรรมที่สะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ
.

19 ธันวาคม 2567 เวลา 01:00
“กรวีร์” ชี้ เจตนาและจุดยืน ภท. แก้ไขกฎหมายประชามติ ยัน ต้องการเสียงข้างมากจากประชาชนที่แท้จริง
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย จังหวัดอ่างทอง ในฐานะกรรมาธิการร่วม ได้ชี้แจงรวมไปถึงได้ทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกบางส่วนที่ได้มีข้อซักถาม ในการประชุมสภา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. ... ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วเสร็จ และมีมติในการยืนยันแก้ไขผ่านเกณฑ์ประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น
.
โดยนายกรวีร์ ชี้แจงว่า จากที่มีการพาดพิงว่ามี สส. บางคนงดออกเสียงในกรรมาธิการร่วม ไม่ต้องเดา เพราะเป็นตน และนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ฐานะกรรมาธิการร่วมสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยมีเจตนาและจุดยืนตั้งแต่เริ่มต้นในการแก้ไขกฎหมายประชามตินั้น เราต้องการที่จะเห็นหลักการที่สำคัญของการทำประชามติ คือ การได้มติที่แท้จริงของประชาชน ที่เรียกว่า ประชามติ เราต้องการเสียงข้างมากจริงๆ จากประชาชนเพื่อที่จะบอกว่า นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ
.
ทั้งนี้ในร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ จึงเสนอร่างพ.ร.บ.ประชามติ ควรที่จะให้ประชาชนอย่างน้อยกึ่งหนึ่งออกมาใช้สิทธิ์เพื่อแสดงเจตจำนงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จะขอมติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นกฎหมายหลักเกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศ ต้องการเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์มาก จนเรียกว่าเป็นฉันทามติของประชาชนได้ แต่สู้ในสภารอบแรกก็ไม่ผ่าน ไปสู้ในชั้นกรรมาธิการก็ไม่ผ่าน ตนแปรญัตติมาสู้ในสภาก็ไม่ผ่าน
“ ผมก็เคารพในความเห็นต่าง และเราก็เคารพในฐานะที่เป็นเสียงส่วนน้อย แต่อยากจะใช้โอกาสตรงนี้เพื่อที่จะแสดงจุดยืน และให้เหตุผลกับเพื่อนสมาชิก “
.
นายกรวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มี สส. บอกว่าอยากจะเห็นแก้ไขกฎหมายประชามติ เป็นเหมือนกุญแจที่จะไขประตูบานใหญ่ คือ รัฐธรรมนูญ เราเห็นด้วย รวมถึงต้องการไขประตูเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจริงๆ ที่จะนำประเทศไทยไปสู่ทางออก และไปสู่อนาคตได้ ไม่ใช่นำไปสู่ปัญหาใหม่ และอาจจะกลายเป็นความขัดแย้ง ทั้งนี้เราต้องการเห็นทางออกของปัญหา และต้องฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งทุกพรรคการเมืองบอกว่าอยากให้ความสำคัญกับประชาชนและการแก้ไขโดยเร็ว ดังนั้นหากอยากให้แก้ไขโดยเร็ว ทำได้อย่างเดียวคือ เห็นชอบกับกรรมาธิการร่วม เพื่อให้กฎหมายผ่านและไม่เสียเวลาอีก 180 วัน แต่หากสภา ยืนยันตามอำนาจสภา ต้องรออีก 180 วัน ทั้งนี้การออกเสียงประชามติที่เป็นทางออก ไม่ใช่ความง่ายหรือสะดวก ผ่านประชามติอย่างง่าย แต่คือความชอบธรรมที่สะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ
.