วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ได้รายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2567 ที่ประชุมได้พิจารณา และลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติดังนี้ 1.ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... 2.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและคณะวุฒิสภา พ.ศ. .... 3.ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... และคณะกรรมธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา
.
คณะกรรมการวิสามัญได้มีการประชุมพิจารณารวมทั้งสิ้น 11 ครั้ง โดยคณะกรรมาธิการได้ให้ความสําคัญ และนําคําอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง ชั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งพิจารณาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 โดยเปรียบเทียบกับมาตรา 135 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 ลงวันที่ 7 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 ซึ่งได้วินิจฉัยให้พระราชบัญญัติคําสั่งเรียกของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5 มาตรา 8 และมาตรา 13 เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีข้อสังเกตที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาควรทราบหรือควรปฏิบัติไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา บัดนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ... พร้อมข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญมาพร้อมกับรายงานฉบับนี้ด้วยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อที่ประชุมได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
.
สำหรับการพิจารณาในวาระสอง เรียงตามลำดับมาตรานั้น มีการถกเถียงในส่วนของมาตรา 4 ว่าด้วยคำนิยาม ที่ กมธ.แก้ไข ให้คำว่าคณะกรรมาธิการ หมายรวมถึง กรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวถึงมาตราที่ 4 ว่า ตนเป็นผู้เสนอร่างมาตรา 4 คณะกรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบด้านว่าหยิบยกในเรื่องการประชุมร่วมของรัฐสภาในข้อ 63 จะเห็นได้ว่าในส่วนของการประชุมร่วมมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาจําเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือคือพระราชบัญญัติอํานาจเรียก บางเรื่องไปเข้าใจว่าเราจะตั้งคณะกรรมการวิสามัญซึ่งไม่ใช่ เพราะฉะนั้นบางเรื่องไม่ต้องเอาคําจํากัดความในเรื่องของคณะกรรมการไปตีความในเรื่องของอํานาจในการตั้งคณะกรรมการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรและ สามัญของวุฒิสภา ที่จริงแล้วในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเรามีคณะกรรมการสามัญที่มาจาก สส.35 คณะ แต่ของวุฒิในขณะนี้มี 21 คณะ ในขณะเดียวกันที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกต และเสนอว่าไม่ได้ควบคุมถ้าใน กรณีตั้งคณะกรรมมาธิการในเรื่องของการประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา ในส่วนของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ได้
.
"แต่พอผมฟังจากฝ่ายสํานักงานเลขาธิการของวุฒิ ฟังจากเลขาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ฟังจากกฤษฎีกา ฟังจากเพื่อนสมาชิกก็ยอมรับว่าจะต้องเติมคําว่า รัฐสภา เข้าไป เพื่อให้ควบคุม ถ้าเราไม่เติมคําว่ารัฐสภาเข้าไปด้วย กฎหมายอํานาจเรียกของเราไม่สามารถจะนำไปใช้ได้ ปกติในกฎหมายเดิมไม่มี ผมจึงยอมรับว่าควรที่จะแก้ไขและเติมตรงนี้ไปด้วย กราบเรียนท่านประธานผ่านมายังเพื่อนสมาชิกว่าได้พิจารณารอบด้านแล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการไปตั้งกรรมาธิการสามัญต่างๆ ขึ้นมาในฐานะของรัฐสภา" นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว
.
ล่าสุด หลังจากการพิจารณาเรียงลำดับมาตราแล้วเสร็จ ได้ลงมติวาระสามว่าจะเห็นชอบกับทั้งฉบับหรือไม่ ผลการลงมติปรากฎว่า มติสภาฯ เห็นชอบ 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง ในขั้นตอนต่อไปคือส่งให้วุฒิสภาพิจารณา

19 ธันวาคม 2567 เวลา 01:05
"สฤษฏ์พงษ์" ระบุมาตรา 4 ร่างให้สอดคล้องการประชุมร่วมของรัฐสภา จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ เป็นเครื่องมือเรียกบุคคลมาให้ข้อมูล
มติสภาฯ ผ่านร่างกฎหมายอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา "สฤษฏ์พงษ์" ระบุมาตรา 4 ร่างให้สอดคล้องการประชุมร่วมของรัฐสภา จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ เป็นเครื่องมือเรียกบุคคลมาให้ข้อมูล
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ได้รายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2567 ที่ประชุมได้พิจารณา และลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติดังนี้ 1.ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... 2.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและคณะวุฒิสภา พ.ศ. .... 3.ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... และคณะกรรมธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา
.
คณะกรรมการวิสามัญได้มีการประชุมพิจารณารวมทั้งสิ้น 11 ครั้ง โดยคณะกรรมาธิการได้ให้ความสําคัญ และนําคําอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง ชั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งพิจารณาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 โดยเปรียบเทียบกับมาตรา 135 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 ลงวันที่ 7 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 ซึ่งได้วินิจฉัยให้พระราชบัญญัติคําสั่งเรียกของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5 มาตรา 8 และมาตรา 13 เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีข้อสังเกตที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาควรทราบหรือควรปฏิบัติไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา บัดนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ... พร้อมข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญมาพร้อมกับรายงานฉบับนี้ด้วยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อที่ประชุมได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
.
สำหรับการพิจารณาในวาระสอง เรียงตามลำดับมาตรานั้น มีการถกเถียงในส่วนของมาตรา 4 ว่าด้วยคำนิยาม ที่ กมธ.แก้ไข ให้คำว่าคณะกรรมาธิการ หมายรวมถึง กรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวถึงมาตราที่ 4 ว่า ตนเป็นผู้เสนอร่างมาตรา 4 คณะกรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบด้านว่าหยิบยกในเรื่องการประชุมร่วมของรัฐสภาในข้อ 63 จะเห็นได้ว่าในส่วนของการประชุมร่วมมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาจําเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือคือพระราชบัญญัติอํานาจเรียก บางเรื่องไปเข้าใจว่าเราจะตั้งคณะกรรมการวิสามัญซึ่งไม่ใช่ เพราะฉะนั้นบางเรื่องไม่ต้องเอาคําจํากัดความในเรื่องของคณะกรรมการไปตีความในเรื่องของอํานาจในการตั้งคณะกรรมการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรและ สามัญของวุฒิสภา ที่จริงแล้วในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเรามีคณะกรรมการสามัญที่มาจาก สส.35 คณะ แต่ของวุฒิในขณะนี้มี 21 คณะ ในขณะเดียวกันที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกต และเสนอว่าไม่ได้ควบคุมถ้าใน กรณีตั้งคณะกรรมมาธิการในเรื่องของการประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา ในส่วนของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ได้
.
"แต่พอผมฟังจากฝ่ายสํานักงานเลขาธิการของวุฒิ ฟังจากเลขาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ฟังจากกฤษฎีกา ฟังจากเพื่อนสมาชิกก็ยอมรับว่าจะต้องเติมคําว่า รัฐสภา เข้าไป เพื่อให้ควบคุม ถ้าเราไม่เติมคําว่ารัฐสภาเข้าไปด้วย กฎหมายอํานาจเรียกของเราไม่สามารถจะนำไปใช้ได้ ปกติในกฎหมายเดิมไม่มี ผมจึงยอมรับว่าควรที่จะแก้ไขและเติมตรงนี้ไปด้วย กราบเรียนท่านประธานผ่านมายังเพื่อนสมาชิกว่าได้พิจารณารอบด้านแล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการไปตั้งกรรมาธิการสามัญต่างๆ ขึ้นมาในฐานะของรัฐสภา" นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว
.
ล่าสุด หลังจากการพิจารณาเรียงลำดับมาตราแล้วเสร็จ ได้ลงมติวาระสามว่าจะเห็นชอบกับทั้งฉบับหรือไม่ ผลการลงมติปรากฎว่า มติสภาฯ เห็นชอบ 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง ในขั้นตอนต่อไปคือส่งให้วุฒิสภาพิจารณา
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ได้รายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2567 ที่ประชุมได้พิจารณา และลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติดังนี้ 1.ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... 2.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและคณะวุฒิสภา พ.ศ. .... 3.ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... และคณะกรรมธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา
.
คณะกรรมการวิสามัญได้มีการประชุมพิจารณารวมทั้งสิ้น 11 ครั้ง โดยคณะกรรมาธิการได้ให้ความสําคัญ และนําคําอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง ชั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งพิจารณาให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 โดยเปรียบเทียบกับมาตรา 135 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2563 ลงวันที่ 7 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 ซึ่งได้วินิจฉัยให้พระราชบัญญัติคําสั่งเรียกของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5 มาตรา 8 และมาตรา 13 เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีข้อสังเกตที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาควรทราบหรือควรปฏิบัติไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา บัดนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ... พร้อมข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญมาพร้อมกับรายงานฉบับนี้ด้วยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อที่ประชุมได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
.
สำหรับการพิจารณาในวาระสอง เรียงตามลำดับมาตรานั้น มีการถกเถียงในส่วนของมาตรา 4 ว่าด้วยคำนิยาม ที่ กมธ.แก้ไข ให้คำว่าคณะกรรมาธิการ หมายรวมถึง กรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญของรัฐสภา ที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวถึงมาตราที่ 4 ว่า ตนเป็นผู้เสนอร่างมาตรา 4 คณะกรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบด้านว่าหยิบยกในเรื่องการประชุมร่วมของรัฐสภาในข้อ 63 จะเห็นได้ว่าในส่วนของการประชุมร่วมมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาจําเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือคือพระราชบัญญัติอํานาจเรียก บางเรื่องไปเข้าใจว่าเราจะตั้งคณะกรรมการวิสามัญซึ่งไม่ใช่ เพราะฉะนั้นบางเรื่องไม่ต้องเอาคําจํากัดความในเรื่องของคณะกรรมการไปตีความในเรื่องของอํานาจในการตั้งคณะกรรมการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรและ สามัญของวุฒิสภา ที่จริงแล้วในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเรามีคณะกรรมการสามัญที่มาจาก สส.35 คณะ แต่ของวุฒิในขณะนี้มี 21 คณะ ในขณะเดียวกันที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกต และเสนอว่าไม่ได้ควบคุมถ้าใน กรณีตั้งคณะกรรมมาธิการในเรื่องของการประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา ในส่วนของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ได้
.
"แต่พอผมฟังจากฝ่ายสํานักงานเลขาธิการของวุฒิ ฟังจากเลขาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ฟังจากกฤษฎีกา ฟังจากเพื่อนสมาชิกก็ยอมรับว่าจะต้องเติมคําว่า รัฐสภา เข้าไป เพื่อให้ควบคุม ถ้าเราไม่เติมคําว่ารัฐสภาเข้าไปด้วย กฎหมายอํานาจเรียกของเราไม่สามารถจะนำไปใช้ได้ ปกติในกฎหมายเดิมไม่มี ผมจึงยอมรับว่าควรที่จะแก้ไขและเติมตรงนี้ไปด้วย กราบเรียนท่านประธานผ่านมายังเพื่อนสมาชิกว่าได้พิจารณารอบด้านแล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการไปตั้งกรรมาธิการสามัญต่างๆ ขึ้นมาในฐานะของรัฐสภา" นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว
.
ล่าสุด หลังจากการพิจารณาเรียงลำดับมาตราแล้วเสร็จ ได้ลงมติวาระสามว่าจะเห็นชอบกับทั้งฉบับหรือไม่ ผลการลงมติปรากฎว่า มติสภาฯ เห็นชอบ 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง ในขั้นตอนต่อไปคือส่งให้วุฒิสภาพิจารณา