วันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่นี่ท่ามะกา และข่าวสารชาว ท่าเรือ ท่ามะกา ในเรื่องถนนเลียบคลอง หลังวัดท่ากระทุ่ม ยาวไปจนถึงประตูน้ำ ตําบลหวายเหนียว ทรุดโทรม ซึ่งได้ให้ทีมงานลงไปดูข้อเท็จจริง และถ่ายคลิปวีดีโอมา ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง และเป็นเส้นหลัก ที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรตลอด และได้โทรไปสอบถามท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบลแสงทอง บอกว่าได้ทําหนังสือไปถึงกรมชลประทานแล้ว แต่กรมชลประทานแจ้งว่ายังไม่มีงบประมาณ ในการที่จะดําเนินการซ่อมแซม เพราะฉะนั้นจึงขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมชลประทานได้พิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
.
นายยศวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่ได้รับการร้องเรียน โดยตัวแทนในระดับประเทศคือ นายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 7 และนายปารเมศ โพธารากุล นายกสมาพันธ์ชาวไร่อ้อย ได้ฝากมายังรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นความคิดเห็นของชาวไร่อ้อย ที่ต้องการให้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ควรเป็นเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ไม่ใช่เงินช่วยเหลือการตัดอ้อย เพื่อแก้ไขปัญหาพีเอ็ม 2.5
.
“หลักการช่วยเหลือปัจจัยการผลิตคือ 1.หากปีไหนราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยได้รับสูงกว่าต้นทุนการผลิต ไม่จําเป็นต้องมีเงินช่วยเหลือ 2.หากปีไหนราคาอ้อย ที่ชาวไร่อ้อยได้รับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต รัฐช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ตามที่เห็นสมควร โดยเงื่อนไขเงินช่วยเหลือ จะช่วยเหลือเฉพาะอ้อยสดเท่านั้น ไม่ช่วยอ้อยไฟไหม้ ซึ่งจะทําให้ช่วยปัจจัยการผลิต และอ้อยไฟไหม้ให้ลดลงได้ และสิ่งที่สําคัญคือต้องยกเลิกคําพูดที่ว่า เงินช่วยเหลือตัดอ้อยสดเพื่อแก้ปัญหาพีเอ็ม 2.5 เพราะหากใช้คําพูดนี้จะต้องช่วยเหลือในทุก ๆ ปี แบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าราคาอ้อยจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าการศึกษาของคณะกรรมการกรรมาธิการวุฒิสภา ในปี 2566 การศึกษาของกรุงเทพมหานคร และการศึกษาของภาคเอกชน ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า การเผาอ้อย มีเพียงแค่ 0.91% จึงไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาพีเอ็ม 2.5 แต่อย่างใด” นายยศวัฒน์ กล่าว
.
สส.กาญจนบุรี กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบัน ทางสมาพันธ์ฯ และนักวิชาการต่าง ๆ ได้พิสูจน์ มีความชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือการตัดอ้อยขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการตัดอ้อยสด และผลิตได้ในประเทศไทย และที่สําคัญมีต้นทุนต่อชุดเพียงแค่ 300,000 กว่าบาท เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมเครื่องมือการตัดอ้อยชุดนี้ เพื่อที่จะลดต้นทุนและลดปัญหาได้อย่างดียิ่ง นอกจากนี้ชาวไร่อ้อยบอกว่าปีนี้ ชาวไร่อ้อยจะเผาอ้อยให้ลดน้อยลง ซึ่งปีที่แล้วมีการเผาอ้อยถึง 30 % แต่ปีนี้จะให้ต่ำกว่า 25% โดยขอฝากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในเรื่องเครื่องมือตัดอ้อยขนาดเล็ก เอาไว้ด้วย

19 ธันวาคม 2567 เวลา 14:25
"สส.ยศวัฒน์" จี้ กรมชลฯ ซ่อมถนน หลังวัดท่ากระทุ่มทรุด ขอรัฐจ่ายเงินช่วย ปัจจัยการผลิตชาวไร่อ้อย
"สส.ยศวัฒน์" จี้กรมชลประทาน แก้ปัญหาถนนเลียบคลองหลังวัดท่ากระทุ่ม อ.ท่ามะกา ทรุดโทรม พร้อมมาตรการแก้ปัญหาให้ชาวไร่อ้อย เงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิต-เครื่องมือการตัดอ้อยขนาดเล็ก
วันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่นี่ท่ามะกา และข่าวสารชาว ท่าเรือ ท่ามะกา ในเรื่องถนนเลียบคลอง หลังวัดท่ากระทุ่ม ยาวไปจนถึงประตูน้ำ ตําบลหวายเหนียว ทรุดโทรม ซึ่งได้ให้ทีมงานลงไปดูข้อเท็จจริง และถ่ายคลิปวีดีโอมา ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง และเป็นเส้นหลัก ที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรตลอด และได้โทรไปสอบถามท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบลแสงทอง บอกว่าได้ทําหนังสือไปถึงกรมชลประทานแล้ว แต่กรมชลประทานแจ้งว่ายังไม่มีงบประมาณ ในการที่จะดําเนินการซ่อมแซม เพราะฉะนั้นจึงขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมชลประทานได้พิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
.
นายยศวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่ได้รับการร้องเรียน โดยตัวแทนในระดับประเทศคือ นายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 7 และนายปารเมศ โพธารากุล นายกสมาพันธ์ชาวไร่อ้อย ได้ฝากมายังรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นความคิดเห็นของชาวไร่อ้อย ที่ต้องการให้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ควรเป็นเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ไม่ใช่เงินช่วยเหลือการตัดอ้อย เพื่อแก้ไขปัญหาพีเอ็ม 2.5
.
“หลักการช่วยเหลือปัจจัยการผลิตคือ 1.หากปีไหนราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยได้รับสูงกว่าต้นทุนการผลิต ไม่จําเป็นต้องมีเงินช่วยเหลือ 2.หากปีไหนราคาอ้อย ที่ชาวไร่อ้อยได้รับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต รัฐช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ตามที่เห็นสมควร โดยเงื่อนไขเงินช่วยเหลือ จะช่วยเหลือเฉพาะอ้อยสดเท่านั้น ไม่ช่วยอ้อยไฟไหม้ ซึ่งจะทําให้ช่วยปัจจัยการผลิต และอ้อยไฟไหม้ให้ลดลงได้ และสิ่งที่สําคัญคือต้องยกเลิกคําพูดที่ว่า เงินช่วยเหลือตัดอ้อยสดเพื่อแก้ปัญหาพีเอ็ม 2.5 เพราะหากใช้คําพูดนี้จะต้องช่วยเหลือในทุก ๆ ปี แบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าราคาอ้อยจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าการศึกษาของคณะกรรมการกรรมาธิการวุฒิสภา ในปี 2566 การศึกษาของกรุงเทพมหานคร และการศึกษาของภาคเอกชน ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า การเผาอ้อย มีเพียงแค่ 0.91% จึงไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาพีเอ็ม 2.5 แต่อย่างใด” นายยศวัฒน์ กล่าว
.
สส.กาญจนบุรี กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบัน ทางสมาพันธ์ฯ และนักวิชาการต่าง ๆ ได้พิสูจน์ มีความชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือการตัดอ้อยขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการตัดอ้อยสด และผลิตได้ในประเทศไทย และที่สําคัญมีต้นทุนต่อชุดเพียงแค่ 300,000 กว่าบาท เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมเครื่องมือการตัดอ้อยชุดนี้ เพื่อที่จะลดต้นทุนและลดปัญหาได้อย่างดียิ่ง นอกจากนี้ชาวไร่อ้อยบอกว่าปีนี้ ชาวไร่อ้อยจะเผาอ้อยให้ลดน้อยลง ซึ่งปีที่แล้วมีการเผาอ้อยถึง 30 % แต่ปีนี้จะให้ต่ำกว่า 25% โดยขอฝากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในเรื่องเครื่องมือตัดอ้อยขนาดเล็ก เอาไว้ด้วย
วันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่นี่ท่ามะกา และข่าวสารชาว ท่าเรือ ท่ามะกา ในเรื่องถนนเลียบคลอง หลังวัดท่ากระทุ่ม ยาวไปจนถึงประตูน้ำ ตําบลหวายเหนียว ทรุดโทรม ซึ่งได้ให้ทีมงานลงไปดูข้อเท็จจริง และถ่ายคลิปวีดีโอมา ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง และเป็นเส้นหลัก ที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรตลอด และได้โทรไปสอบถามท่านนายกองค์การบริหารส่วนตําบลแสงทอง บอกว่าได้ทําหนังสือไปถึงกรมชลประทานแล้ว แต่กรมชลประทานแจ้งว่ายังไม่มีงบประมาณ ในการที่จะดําเนินการซ่อมแซม เพราะฉะนั้นจึงขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมชลประทานได้พิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
.
นายยศวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่ได้รับการร้องเรียน โดยตัวแทนในระดับประเทศคือ นายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 7 และนายปารเมศ โพธารากุล นายกสมาพันธ์ชาวไร่อ้อย ได้ฝากมายังรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นความคิดเห็นของชาวไร่อ้อย ที่ต้องการให้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ควรเป็นเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ไม่ใช่เงินช่วยเหลือการตัดอ้อย เพื่อแก้ไขปัญหาพีเอ็ม 2.5
.
“หลักการช่วยเหลือปัจจัยการผลิตคือ 1.หากปีไหนราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยได้รับสูงกว่าต้นทุนการผลิต ไม่จําเป็นต้องมีเงินช่วยเหลือ 2.หากปีไหนราคาอ้อย ที่ชาวไร่อ้อยได้รับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต รัฐช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ตามที่เห็นสมควร โดยเงื่อนไขเงินช่วยเหลือ จะช่วยเหลือเฉพาะอ้อยสดเท่านั้น ไม่ช่วยอ้อยไฟไหม้ ซึ่งจะทําให้ช่วยปัจจัยการผลิต และอ้อยไฟไหม้ให้ลดลงได้ และสิ่งที่สําคัญคือต้องยกเลิกคําพูดที่ว่า เงินช่วยเหลือตัดอ้อยสดเพื่อแก้ปัญหาพีเอ็ม 2.5 เพราะหากใช้คําพูดนี้จะต้องช่วยเหลือในทุก ๆ ปี แบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าราคาอ้อยจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าการศึกษาของคณะกรรมการกรรมาธิการวุฒิสภา ในปี 2566 การศึกษาของกรุงเทพมหานคร และการศึกษาของภาคเอกชน ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า การเผาอ้อย มีเพียงแค่ 0.91% จึงไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาพีเอ็ม 2.5 แต่อย่างใด” นายยศวัฒน์ กล่าว
.
สส.กาญจนบุรี กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบัน ทางสมาพันธ์ฯ และนักวิชาการต่าง ๆ ได้พิสูจน์ มีความชัดเจนแล้วว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือการตัดอ้อยขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการตัดอ้อยสด และผลิตได้ในประเทศไทย และที่สําคัญมีต้นทุนต่อชุดเพียงแค่ 300,000 กว่าบาท เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมเครื่องมือการตัดอ้อยชุดนี้ เพื่อที่จะลดต้นทุนและลดปัญหาได้อย่างดียิ่ง นอกจากนี้ชาวไร่อ้อยบอกว่าปีนี้ ชาวไร่อ้อยจะเผาอ้อยให้ลดน้อยลง ซึ่งปีที่แล้วมีการเผาอ้อยถึง 30 % แต่ปีนี้จะให้ต่ำกว่า 25% โดยขอฝากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในเรื่องเครื่องมือตัดอ้อยขนาดเล็ก เอาไว้ด้วย