วันที่ 16 มกราคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอญัตติด้วยวาจา เรื่อง ขอให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนพิจารณาศึกษาเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย โดยมีเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำ และลดภาระทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนที่มีฐานะยากจน ซึ่งไม่ได้ตั้งใจกระทำผิด
นายสฤษฏ์พงษ์ได้ชี้แจงว่า ญัตติที่เสนอมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงโทษทางอาญาให้เหมาะสมกับสภาพของผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะกรณีความผิดที่มีโทษไม่ร้ายแรง ซึ่งมักเกิดจากความไม่รู้ หรือการกระทำในสถานการณ์ยากจน เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท การกระทำผิดเกี่ยวกับการไม่จ่ายค่าบริการ หรือการบุกรุก เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นอาชญากร
นายสฤษฏ์พงษ์ระบุว่า ขณะนี้เรือนจำในประเทศไทยมีความแออัดสูง โดยมีผู้ต้องขัง 2-3 แสนคน การที่ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดไม่ร้ายแรงต้องถูกคุมขังในเรือนจำส่งผลให้เกิดภาระทั้งต่อผู้ต้องหาที่อาจเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ และระบบการเงินที่เกี่ยวข้องกับการขอประกันตัว ที่ทำให้ผู้ต้องหาต้องเผชิญกับหนี้สินจากการต้องหาผู้ประกันตัว และในบางกรณี หากผู้ต้องหามีความยากจนและไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ ก็อาจถูกกักขังแทนการจ่ายค่าปรับวันละ 500 บาท ซึ่งในบางกรณีผู้ต้องหาต้องถูกคุมขังเป็นระยะเวลานานจนกระทบต่อชีวิตครอบครัว และเกิดภาระในด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งการเสนอญัตตินี้คือ การเปลี่ยนโทษทางอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงให้กลายเป็นโทษทางพินัย เช่น การทำงานบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ผู้กระทำความผิดสามารถฟื้นฟูตัวเองได้โดยไม่ต้องเสียประวัติอาชญากรรม การใช้โทษทางวินัยในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้กระทำความผิดสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้เร็วขึ้น และมีโอกาสในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต
นายสฤษฏ์พงษ์ ยังได้เสนอให้ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่มีความผิดไม่ร้ายแรง เช่น การใช้กำไลEM ที่ติดตั้งได้สะดวกและไม่ทำให้ผู้ต้องหารู้สึกขาดเสรีภาพมากเกินไป แทนการกักขังในเรือนจำ ซึ่งจะช่วยลดภาระในการขยายเรือนจำใหม่และลดความแออัดในเรือนจำ และยังมีข้อเสนอที่จะให้ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเล็กน้อยได้ทำงานในรูปแบบต่างๆ เพื่อชดใช้สังคม เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ สาธารณะ หรือการทำงานในองค์กรการกุศล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ต้องหามีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และกลับไปสู่ชีวิตปกติได้อย่างมีศักดิ์ศรี
นายสฤษฏ์พงษ์กล่าวว่า หากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการพิจารณาและผ่านการอนุมัติ จะช่วยลดการใช้จ่ายภาครัฐในการขยายและสร้างเรือนจำใหม่ๆ ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 1,500 ล้านบาท และจะช่วยให้ระบบยุติธรรมสามารถจัดการกับผู้กระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องแยกออกจากผู้กระทำความผิดที่มีโทษร้ายแรง นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงการพัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัย และรองรับความเป็นจริงในสังคม โดยต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดอย่างตั้งใจ และต้องพยายามลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้ได้มากที่สุด และขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณายกร่างกฎหมายนี้ออกมา โดยมองว่าการยกเลิกการคุมขังผู้กระทำความผิดไม่ร้ายแรงจะช่วยลดภาระทางสังคมและสร้างโอกาสในการพัฒนาชีวิตของประชาชน
17 มกราคม 2568 เวลา 00:18
"สฤษฏ์พงษ์" เชื่อ ปรับโทษทางอาญาที่ไม่ร้ายแรง เป็นโทษทางพินัย ช่วยลดความแออัดในเรือนจำ
"สฤษฏ์พงษ์" เชื่อ ปรับโทษทางอาญาที่ไม่ร้ายแรงเป็นโทษทางพินัย ช่วยลดความแออัดในเรือนจำ ลดภาระทางสังคม ขอรัฐบาลเร่งพัฒนากฎหมายให้เหมาะสมกับยุคสมัย

วันที่ 16 มกราคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอญัตติด้วยวาจา เรื่อง ขอให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนพิจารณาศึกษาเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย โดยมีเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำ และลดภาระทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนที่มีฐานะยากจน ซึ่งไม่ได้ตั้งใจกระทำผิด
นายสฤษฏ์พงษ์ได้ชี้แจงว่า ญัตติที่เสนอมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงโทษทางอาญาให้เหมาะสมกับสภาพของผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะกรณีความผิดที่มีโทษไม่ร้ายแรง ซึ่งมักเกิดจากความไม่รู้ หรือการกระทำในสถานการณ์ยากจน เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท การกระทำผิดเกี่ยวกับการไม่จ่ายค่าบริการ หรือการบุกรุก เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นอาชญากร
นายสฤษฏ์พงษ์ระบุว่า ขณะนี้เรือนจำในประเทศไทยมีความแออัดสูง โดยมีผู้ต้องขัง 2-3 แสนคน การที่ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดไม่ร้ายแรงต้องถูกคุมขังในเรือนจำส่งผลให้เกิดภาระทั้งต่อผู้ต้องหาที่อาจเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ และระบบการเงินที่เกี่ยวข้องกับการขอประกันตัว ที่ทำให้ผู้ต้องหาต้องเผชิญกับหนี้สินจากการต้องหาผู้ประกันตัว และในบางกรณี หากผู้ต้องหามีความยากจนและไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ ก็อาจถูกกักขังแทนการจ่ายค่าปรับวันละ 500 บาท ซึ่งในบางกรณีผู้ต้องหาต้องถูกคุมขังเป็นระยะเวลานานจนกระทบต่อชีวิตครอบครัว และเกิดภาระในด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งการเสนอญัตตินี้คือ การเปลี่ยนโทษทางอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงให้กลายเป็นโทษทางพินัย เช่น การทำงานบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ผู้กระทำความผิดสามารถฟื้นฟูตัวเองได้โดยไม่ต้องเสียประวัติอาชญากรรม การใช้โทษทางวินัยในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้กระทำความผิดสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้เร็วขึ้น และมีโอกาสในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต
นายสฤษฏ์พงษ์ ยังได้เสนอให้ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่มีความผิดไม่ร้ายแรง เช่น การใช้กำไลEM ที่ติดตั้งได้สะดวกและไม่ทำให้ผู้ต้องหารู้สึกขาดเสรีภาพมากเกินไป แทนการกักขังในเรือนจำ ซึ่งจะช่วยลดภาระในการขยายเรือนจำใหม่และลดความแออัดในเรือนจำ และยังมีข้อเสนอที่จะให้ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเล็กน้อยได้ทำงานในรูปแบบต่างๆ เพื่อชดใช้สังคม เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ สาธารณะ หรือการทำงานในองค์กรการกุศล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ต้องหามีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และกลับไปสู่ชีวิตปกติได้อย่างมีศักดิ์ศรี
นายสฤษฏ์พงษ์กล่าวว่า หากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการพิจารณาและผ่านการอนุมัติ จะช่วยลดการใช้จ่ายภาครัฐในการขยายและสร้างเรือนจำใหม่ๆ ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 1,500 ล้านบาท และจะช่วยให้ระบบยุติธรรมสามารถจัดการกับผู้กระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องแยกออกจากผู้กระทำความผิดที่มีโทษร้ายแรง นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงการพัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัย และรองรับความเป็นจริงในสังคม โดยต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดอย่างตั้งใจ และต้องพยายามลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้ได้มากที่สุด และขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณายกร่างกฎหมายนี้ออกมา โดยมองว่าการยกเลิกการคุมขังผู้กระทำความผิดไม่ร้ายแรงจะช่วยลดภาระทางสังคมและสร้างโอกาสในการพัฒนาชีวิตของประชาชน
วันที่ 16 มกราคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอญัตติด้วยวาจา เรื่อง ขอให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนพิจารณาศึกษาเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย โดยมีเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในเรือนจำ และลดภาระทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนที่มีฐานะยากจน ซึ่งไม่ได้ตั้งใจกระทำผิด
นายสฤษฏ์พงษ์ได้ชี้แจงว่า ญัตติที่เสนอมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงโทษทางอาญาให้เหมาะสมกับสภาพของผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะกรณีความผิดที่มีโทษไม่ร้ายแรง ซึ่งมักเกิดจากความไม่รู้ หรือการกระทำในสถานการณ์ยากจน เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท การกระทำผิดเกี่ยวกับการไม่จ่ายค่าบริการ หรือการบุกรุก เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นอาชญากร
นายสฤษฏ์พงษ์ระบุว่า ขณะนี้เรือนจำในประเทศไทยมีความแออัดสูง โดยมีผู้ต้องขัง 2-3 แสนคน การที่ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดไม่ร้ายแรงต้องถูกคุมขังในเรือนจำส่งผลให้เกิดภาระทั้งต่อผู้ต้องหาที่อาจเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ และระบบการเงินที่เกี่ยวข้องกับการขอประกันตัว ที่ทำให้ผู้ต้องหาต้องเผชิญกับหนี้สินจากการต้องหาผู้ประกันตัว และในบางกรณี หากผู้ต้องหามีความยากจนและไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ ก็อาจถูกกักขังแทนการจ่ายค่าปรับวันละ 500 บาท ซึ่งในบางกรณีผู้ต้องหาต้องถูกคุมขังเป็นระยะเวลานานจนกระทบต่อชีวิตครอบครัว และเกิดภาระในด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งการเสนอญัตตินี้คือ การเปลี่ยนโทษทางอาญาที่มีโทษไม่ร้ายแรงให้กลายเป็นโทษทางพินัย เช่น การทำงานบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ผู้กระทำความผิดสามารถฟื้นฟูตัวเองได้โดยไม่ต้องเสียประวัติอาชญากรรม การใช้โทษทางวินัยในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้กระทำความผิดสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้เร็วขึ้น และมีโอกาสในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต
นายสฤษฏ์พงษ์ ยังได้เสนอให้ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่มีความผิดไม่ร้ายแรง เช่น การใช้กำไลEM ที่ติดตั้งได้สะดวกและไม่ทำให้ผู้ต้องหารู้สึกขาดเสรีภาพมากเกินไป แทนการกักขังในเรือนจำ ซึ่งจะช่วยลดภาระในการขยายเรือนจำใหม่และลดความแออัดในเรือนจำ และยังมีข้อเสนอที่จะให้ผู้ต้องหาที่กระทำความผิดเล็กน้อยได้ทำงานในรูปแบบต่างๆ เพื่อชดใช้สังคม เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ สาธารณะ หรือการทำงานในองค์กรการกุศล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ต้องหามีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และกลับไปสู่ชีวิตปกติได้อย่างมีศักดิ์ศรี
นายสฤษฏ์พงษ์กล่าวว่า หากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการพิจารณาและผ่านการอนุมัติ จะช่วยลดการใช้จ่ายภาครัฐในการขยายและสร้างเรือนจำใหม่ๆ ซึ่งมีงบประมาณสูงถึง 1,500 ล้านบาท และจะช่วยให้ระบบยุติธรรมสามารถจัดการกับผู้กระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องแยกออกจากผู้กระทำความผิดที่มีโทษร้ายแรง นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงการพัฒนากฎหมายให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัย และรองรับความเป็นจริงในสังคม โดยต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดอย่างตั้งใจ และต้องพยายามลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยให้ได้มากที่สุด และขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณายกร่างกฎหมายนี้ออกมา โดยมองว่าการยกเลิกการคุมขังผู้กระทำความผิดไม่ร้ายแรงจะช่วยลดภาระทางสังคมและสร้างโอกาสในการพัฒนาชีวิตของประชาชน