“นภินทร” แจงสภา พาณิชย์เตรียมรับมือสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เน้นมาตรการแก้ไขปัญหานอมินี

“นภินทร” แจงสภา พาณิชย์เตรียมรับมือสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เน้นมาตรการแก้ไขปัญหานอมินี

“นภินทร” แจงสภา พาณิชย์เตรียมรับมือสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ทั้งเจรจาตลาดหลัก รุกเพิ่มตลาดใหม่ ดูแลเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนในประเทศ พร้อมเน้นมาตรการแก้ไขปัญหานอมินี และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อย่างเข้มข้น นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสด ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ  ว่า ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ก่อนที่รัฐบาลท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน จะเข้ามาบริหารประเทศ การส่งออกอยู่ในภาวะติดลบมากถึง 3% แต่เมื่อได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ ในเดือนกันยายน 2566 ทำให้สถานกาณ์การส่งออกดีขึ้น โดยในปี 2566 การส่งออกเหลือติดลบเพียง 1% เท่านั้น และในปี 2567 รัฐบาลนี้โดยท่านเศรษฐา และท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร การส่งออกของประเทศขยับบวกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น +5.4% ทำสถิติการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในปี 2568 กระทรวงพาณิชย์จึงได้วางเป้าหมายการส่งออกให้เติบโตได้อย่างน้อย 2% สำหรับข้อกังวลเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้าซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกาที่จะบังคับใช้กับประเทศที่ได้ดุลการค้านั้น จะพบว่า มีหลายประเทศในอาเซียนที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา หากมีการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ประเทศในกลุ่มอาเซียนก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยรัฐบาลเองไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ท่านนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) ได้ตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ เพื่อเตรียมการเจรจา และติดตามสถานการณ์ เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในการกำหนดท่าทีของประเทศไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นทีมที่ทำงานเชิงรุกและติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ประเทศไทยจะมุ่งรักษาตลาดเดิมอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา และการรุกตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสการส่งออกและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย กระทรวงพาณิชย์จะเน้นสินค้าคุณภาพ มีมูลค่าสูง และเจาะพื้นที่ ที่ยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยแต่มีศักยภาพ เช่น ผลไม้เมืองร้อนคุณภาพสูงของไทยเข้าสู่ภาคใต้ และตะวันตกของจีน รวมทั้งการเจาะตลาดอินเดีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่มีประชากรรวมกันทั้งหมดกว่า 2,000 ล้านคน สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับสินค้า จากบางประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์จะไหลเข้าสู่ประเทศไทย รวมทั้งอาเซียนนั้น คณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการอีก 2 คณะ คือคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) และคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทยและแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ โดยมีผมเป็นประธาน ได้กำหนดแผนการทำงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะสั้นจากการใช้อำนาจ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นของทุกหน่วยงาน ทำให้สินค้าที่มีการนำเข้ามากในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ลดลงไปสูงถึง 7% นอกจากนี้ยังมีมาตรการระยะกลางที่จะมีการบังคับใช้อีก คือ การกำหนดให้ผู้ประสงค์ขายสินค้าให้กับคนไทย จะต้องมีการทำตามมาตรฐานของไทย และมีฉลากภาษาไทย ตลอดจนการบูรณาการการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสินค้าออนไลน์ต่างๆ ในการติดตามการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ขายสินค้าที่สอดคล้องกับกฎหมายไทยเท่านั้น นายนภินทร กล่าวทิ้งท้าย