9 เมษายน 2568 นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาผลกระทบที่รุนแรงจากการที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ร้อยละ 36 โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้ สำหรับประเทศไทยได้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ ปีละกว่า 850,000 ตัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากจังหวัดสุรินทร์ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตข้าวหอมมะลิระดับพรีเมียมของโลก ยังเป็นที่ยอมรับเรื่องของกลิ่นหอม มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
.
นางปทิดา กล่าวอีกว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นกว่า 400 ดอลลาร์ต่อตัน หรือมากกว่า 36% ในทันที ทำให้ข้าวไทย มีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างข้าวหอมเวียดนาม อย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ หันไปเลือกซื้อข้าวจากประเทศอื่นแทน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยไม่ได้เป็นผู้เก็บภาษี แต่กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเมื่อข้าวไทยส่งออกยาก โรงสี และผู้ส่งออกก็ต้องกดราคาในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อพยุงต้นทุนในการแข่งขันให้ได้ หมายความว่า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิก็จะลดลงทันที ทั้งที่ปีนี้หลายพื้นที่เพิ่งจะเจอสภาพภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลงอยู่แล้ว ชาวนาต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน หรือแม้กระทั่งค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว พอมาตรการนี้บังคับใช้เกษตรกรกลับต้องเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุด
.
“ ข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก แต่คือชีวิต คือเศรษฐกิจ คือวัฒนธรรมของคนอีสาน เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้ตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาหลุดมือไปได้โดยไม่มีมาตรการรองรับ เพราะถ้าจะสูญเสียไปวันนี้ การจะทวงกลับคืนในวันข้างหน้า เราอาจจะไม่มีโอกาสเลย”
.
ทั้งนี้ นางปทิดา กล่าวเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ดังนี้ ประการแรก ) รัฐบาลควรเร่งใช้ช่องทางการทูตเชิงรุก โดยเฉพาะการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ จะขอยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิไทย หรืออย่างน้อยก็ให้มีโควต้าภาษีต่ำพิเศษเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ได้รับรองมาตรฐาน GI จากไทย เพราะนี่คือสินค้าอัตลักษณ์ชัดเจนไม่สามารถผลิตจากประเทศอื่นได้ ประการที่ 2) รัฐบาลควรตั้งกองทุนพยุงราคา และเสริมสร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในระยะสั้น เช่น โครงการประกันรายได้ หรือสนับสนุนค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เกิดภาวะการขาดทุนสะสม ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรประเทศไทย และ ประการที่ 3) ผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อขยายตลาดส่งออกของไทยสำหรับข้าวหอมมะลิที่ต้องทำอย่างจริงจัง โดยอาจจะเป็นตลาดของตะวันออกกลาง ยุโรป หรือแม้กระทั่งประเทศจีน โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้านโลจิสติกส์มาตรฐานสินค้า หรือแม้กระทั่งตลาดออนไลน์ โดยผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้นในระยะยาว และขอเน้นย้ำว่าหากข้าวหอมมะลิไทยต้องสูญเสียตลาดสหรัฐอเมริกาไปเพราะราคาสูงเกินการแข่งขัน ก็ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่คือวิกฤตที่ต้องได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานระดับชาติอย่างจริงจัง และก็ทันท่วงที นางปทิดา กล่าวทิ้งท้าย

9 เมษายน 2568 เวลา 19:44
"สส.ปทิดา" แนะรัฐเร่ง เจรจากับสหรัฐฯ ขอยกเว้นภาษี ข้าวหอมมะลิไทย
เกษตรกรไทยรับผลกระทบรุนแรง ! “ปทิดา” แนะ รัฐ เร่งเจรจากับสหรัฐฯ เชิงรุก ขอยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิไทย ตั้งกองทุนพยุงราคา ผลักดันนโยบายเชิงรุกขยายตลาดส่งออกของไทย
9 เมษายน 2568 นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาผลกระทบที่รุนแรงจากการที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ร้อยละ 36 โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้ สำหรับประเทศไทยได้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ ปีละกว่า 850,000 ตัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากจังหวัดสุรินทร์ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตข้าวหอมมะลิระดับพรีเมียมของโลก ยังเป็นที่ยอมรับเรื่องของกลิ่นหอม มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
.
นางปทิดา กล่าวอีกว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นกว่า 400 ดอลลาร์ต่อตัน หรือมากกว่า 36% ในทันที ทำให้ข้าวไทย มีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างข้าวหอมเวียดนาม อย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ หันไปเลือกซื้อข้าวจากประเทศอื่นแทน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยไม่ได้เป็นผู้เก็บภาษี แต่กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเมื่อข้าวไทยส่งออกยาก โรงสี และผู้ส่งออกก็ต้องกดราคาในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อพยุงต้นทุนในการแข่งขันให้ได้ หมายความว่า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิก็จะลดลงทันที ทั้งที่ปีนี้หลายพื้นที่เพิ่งจะเจอสภาพภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลงอยู่แล้ว ชาวนาต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน หรือแม้กระทั่งค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว พอมาตรการนี้บังคับใช้เกษตรกรกลับต้องเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุด
.
“ ข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก แต่คือชีวิต คือเศรษฐกิจ คือวัฒนธรรมของคนอีสาน เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้ตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาหลุดมือไปได้โดยไม่มีมาตรการรองรับ เพราะถ้าจะสูญเสียไปวันนี้ การจะทวงกลับคืนในวันข้างหน้า เราอาจจะไม่มีโอกาสเลย”
.
ทั้งนี้ นางปทิดา กล่าวเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ดังนี้ ประการแรก ) รัฐบาลควรเร่งใช้ช่องทางการทูตเชิงรุก โดยเฉพาะการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ จะขอยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิไทย หรืออย่างน้อยก็ให้มีโควต้าภาษีต่ำพิเศษเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ได้รับรองมาตรฐาน GI จากไทย เพราะนี่คือสินค้าอัตลักษณ์ชัดเจนไม่สามารถผลิตจากประเทศอื่นได้ ประการที่ 2) รัฐบาลควรตั้งกองทุนพยุงราคา และเสริมสร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในระยะสั้น เช่น โครงการประกันรายได้ หรือสนับสนุนค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เกิดภาวะการขาดทุนสะสม ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรประเทศไทย และ ประการที่ 3) ผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อขยายตลาดส่งออกของไทยสำหรับข้าวหอมมะลิที่ต้องทำอย่างจริงจัง โดยอาจจะเป็นตลาดของตะวันออกกลาง ยุโรป หรือแม้กระทั่งประเทศจีน โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้านโลจิสติกส์มาตรฐานสินค้า หรือแม้กระทั่งตลาดออนไลน์ โดยผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้นในระยะยาว และขอเน้นย้ำว่าหากข้าวหอมมะลิไทยต้องสูญเสียตลาดสหรัฐอเมริกาไปเพราะราคาสูงเกินการแข่งขัน ก็ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่คือวิกฤตที่ต้องได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานระดับชาติอย่างจริงจัง และก็ทันท่วงที นางปทิดา กล่าวทิ้งท้าย
9 เมษายน 2568 นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายถึงปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อสะท้อนถึงปัญหาผลกระทบที่รุนแรงจากการที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ร้อยละ 36 โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้ สำหรับประเทศไทยได้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ ปีละกว่า 850,000 ตัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากจังหวัดสุรินทร์ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตข้าวหอมมะลิระดับพรีเมียมของโลก ยังเป็นที่ยอมรับเรื่องของกลิ่นหอม มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
.
นางปทิดา กล่าวอีกว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นกว่า 400 ดอลลาร์ต่อตัน หรือมากกว่า 36% ในทันที ทำให้ข้าวไทย มีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างข้าวหอมเวียดนาม อย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ หันไปเลือกซื้อข้าวจากประเทศอื่นแทน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยไม่ได้เป็นผู้เก็บภาษี แต่กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเมื่อข้าวไทยส่งออกยาก โรงสี และผู้ส่งออกก็ต้องกดราคาในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อพยุงต้นทุนในการแข่งขันให้ได้ หมายความว่า รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิก็จะลดลงทันที ทั้งที่ปีนี้หลายพื้นที่เพิ่งจะเจอสภาพภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลงอยู่แล้ว ชาวนาต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน หรือแม้กระทั่งค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว พอมาตรการนี้บังคับใช้เกษตรกรกลับต้องเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุด
.
“ ข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก แต่คือชีวิต คือเศรษฐกิจ คือวัฒนธรรมของคนอีสาน เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้ตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาหลุดมือไปได้โดยไม่มีมาตรการรองรับ เพราะถ้าจะสูญเสียไปวันนี้ การจะทวงกลับคืนในวันข้างหน้า เราอาจจะไม่มีโอกาสเลย”
.
ทั้งนี้ นางปทิดา กล่าวเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ ดังนี้ ประการแรก ) รัฐบาลควรเร่งใช้ช่องทางการทูตเชิงรุก โดยเฉพาะการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ จะขอยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิไทย หรืออย่างน้อยก็ให้มีโควต้าภาษีต่ำพิเศษเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ได้รับรองมาตรฐาน GI จากไทย เพราะนี่คือสินค้าอัตลักษณ์ชัดเจนไม่สามารถผลิตจากประเทศอื่นได้ ประการที่ 2) รัฐบาลควรตั้งกองทุนพยุงราคา และเสริมสร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในระยะสั้น เช่น โครงการประกันรายได้ หรือสนับสนุนค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เกิดภาวะการขาดทุนสะสม ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรประเทศไทย และ ประการที่ 3) ผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อขยายตลาดส่งออกของไทยสำหรับข้าวหอมมะลิที่ต้องทำอย่างจริงจัง โดยอาจจะเป็นตลาดของตะวันออกกลาง ยุโรป หรือแม้กระทั่งประเทศจีน โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้านโลจิสติกส์มาตรฐานสินค้า หรือแม้กระทั่งตลาดออนไลน์ โดยผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้นในระยะยาว และขอเน้นย้ำว่าหากข้าวหอมมะลิไทยต้องสูญเสียตลาดสหรัฐอเมริกาไปเพราะราคาสูงเกินการแข่งขัน ก็ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่คือวิกฤตที่ต้องได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานระดับชาติอย่างจริงจัง และก็ทันท่วงที นางปทิดา กล่าวทิ้งท้าย