10 เมษายน 2568 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร ถึงปัญหาสารย้อมสี BY2 ในการส่งออกทุเรียนไปประเทศจีน ว่า การส่งออกทุเรียน ซึ่งถือได้ว่า เป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ในปี 2567 มีทุเรียนผลิตออกมา 1.28 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 320,000 ล้านตัน ส่งออกไป 950,000 ตัน ภาพรวมการส่งออก 97% คือ 920,000 ตัน ไปยังประเทศจีน เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลของปี 2567 เทียบกับ ปี 2566 พบว่า การส่งออกไปยังประเทศจีนนั้นเราลดลง 120,000 ตัน
.
นายนภินทร กล่าวว่า สาเหตุที่ลดลงเพราะว่า ปริมาณทุเรียนของประเทศไทย เจอปัญหา ปรากฏการณ์ เอลนีโญ ซึ่งผลผลิตทุเรียนลดลง แต่ที่ สําคัญยิ่งไปกว่าคือ การส่งออกผ่านทางประเทศลาว และประเทศเวียดนาม ไปด่านหัว ด่านอู่กวน และผิงเสียง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศเวียดนาม ในปี 2567 ได้รับอนุญาตให้ส่งทุเรียนสดเข้าสู่ประเทศจีน ทําให้เวียดนามแชร์ตลาดของประเทศไทย และทําให้การส่งออกของไทยลดลง 120,000 ตัน แต่ในปี 2567 ผลผลิตทุเรียนไม่มากนัก ไม่มีผลกระทบ ในขณะเดียวกันได้ราคาสูงขึ้น ได้วิเคราะห์ ในปี 2568 ถ้า ไม่เกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญ ฝนตกดี พื้นที่ในการเพาะปลูก เพิ่มขึ่นมา 11% อีกประมาณ 100,000 กว่า ไร่ เป็น 1,200,000 ไร่ ผลผลิต ทุเรียน ของประเทศไทยใน ปี 68 นั้น เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
.
นายนภินทร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ตลาดเรามองว่าการบริโภคในประเทศไทยนั้นในปีที่แล้ว 320,000 ตัน บริโภคเพิ่มยังไงก็ไม่เกิน 400,000 ตัน เรามีทุเรียนที่เพิ่มขึ้น คาดว่าไม่น้อยกว่า 300,000 - 400,000 ตัน ต้องทําตลาดเพิ่มขึ้น ได้วิเคราะห์ตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตลาดอินเดีย ซึ่งกีดกันปกป้องเกษตรกรของเขา เราเพิ่งนําเข้าลําไย ได้เมื่อต้นปีนี้ ส่วนประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ มีทุเรียนและส่งออกทั้งสิ้น เหลือเพียงประเทศจีนเท่านั้นเอง แต่การส่งออกไปยังประเทศจีน ผ่านด่านอู่กวน ผิงเสียง ในพรมแดนที่ติดกับเวียดนาม เพื่อเข้าสู่จีนทางด้านทิศตะวันออกและเหนือ ซึ่งถือว่า เป็นมณฑลที่ติดชายทะเล เป็นมณฑลที่พลเมืองอยู่ มีอยู่มากและมีฐานะ เรามีคู่แข่ง เราเพิ่มการตลาดอีกได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ ได้วางแผนจะบุกตลาดทุเรียนประเทศจีน ในมณฑลทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และก็ภาคตะวันตก โดยผ่านด่านที่เชียงราย คือด่านเชียงของ เข้าสู่ด่านโม่หาน ไป 12 ปันนา ไปคุนหมิง ไปหานซาน มณฑลหูหนาน แล้วขึ้นสู่ฉงชิ่ง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดนิทรรศการ จับคู่เจรจาการค้า ซึ่งก็ได้ผล
“หลังจากประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว วันที่ 26 มีนาคม 2568 ผมเดินทางไปประเทศจีนถึงวันที่ 31 ไปดูเรื่องการตลาดของมณฑลในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก ของประเทศจีน พบกับผู้ประกอบการผู้ค้าพบกับผู้บริหารมณฑลต่าง สิ่งแรกที่เราพบและพูดคุยก็คือว่าผู้ประกอบการผู้ค้าในมณฑลจีน ไม่ว่าจะเป็นคุนหมิง ฉันซา มณฑลยูนานแล้ว พร้อมที่จะรับตลาดทุเรียนเพิ่มขึ้น บางรายนั้นบอกเลยครับว่าปีที่แล้วนําเข้ามา 100 ตู้ ปีนี้ขอ 500 ตู้ บางรายเคยค้างอยู่ 800 ตู้ ปีนี้ขอ 1,200 ตู้ บางรายบอกรับไม่อั้น ทุกคนพร้อมเพิ่มหมด เพราะฉะนั้นปริมาณทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 300,000 ตันนั้น เชื่อว่าสามารถระบายไปสู่ตลาดจีนในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก ได้หมด ไม่มีปัญหาทุเรียน ตกค้างในประเทศไทย” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร กล่าวว่า แต่สิ่งที่เป็นห่วงผู้ประกอบการค้า ได้พูดคุยกับผู้นํา เข้าจากประเทศไทย สู่ประเทศจีน ให้เซ็นสัญญาในการส่งออกทุเรียน ตามออเดอร์ที่เขาต้องการ ปรากฏว่าผู้ส่งออกไม่กล้าเซ็นสัญญาเหล่านั้น เพราะไม่มีความมั่นใจ ว่าสามารถส่งทุเรียนไปได้ตามกําหนด และมีคุณภาพที่ดีหรือไม่เพราะมีมาตรการที่เพิ่ม เข้มข้นขึ้น คือทุกตู้ของผลไม้ทุเรียน จะต้องมีห้องแล็บตรวจรับรอง ซึ่งห้องแล็บนั้นจะต้องการรับรองจากรัฐบาลจีน ต้องตรวจทุกตู้ 100% ว่าไม่มีสาร BY2 ไม่มี สารแคดเมี่ยม ซึ่งในอดีตนั้นตรวจเพียง 30% สิ่งเหล่านี้ทําให้ผู้ที่ส่งออกไปยังประเทศจีน เกรงว่าเมื่อทุเรียนเราออกมากขึ้น ห้องแล็บประเทศไทย เพียงพอหรือไม่ การติดขัดที่ห้องแล็บของประเทศจีน และด่านที่จีนทําให้รถนั้นติดสะสม และใช้เวลา และทุเรียน เมื่อเข้าสู่ตลาดของประเทศจีน จะสูญเสีย ทําให้ราคาตกต่ำ และไม่สามารถขายได้ นี่คือปัญหาที่พบแล้วก็เจรจาอยู่ที่ประเทศจีน
.
“สิ่งแรกที่ผมเจรจาคือ ที่ด่านโม่หาน ที่ 12 ปันนา บอกเขาว่าขอให้เขาขยายเวลาในการเปิดด่าน จากปิดด่าน 17.30 น. ให้เป็น 20.30 น. เพิ่มขึ้นมา 3 ชั่วโมง เพิ่มคนในการเปิดด่าน แล้วเพิ่มห้องแล็บในการตรวจ เมื่อท่านต้องการตรวจ 100% เพิ่มห้องแล็บ จาก 3 ห้องแล็บ เป็น 5 ห้องแล็บ นี่คือสิ่งแรกที่เจรจา ซึ่งผู้บริหารมณฑลยูนาน ผู้บริหารด่านโม่หาน รับปากว่าจะดําเนินการให้ตามที่ร้องขอทุกประการ สิ่งที่ 2 ได้พูดคุยก็คือ ทุเรียนไม่ได้บริโภคเปลือก เรากินเนื้อข้างใน ขอให้เข้มในการตรวจสาร BY2 ที่เนื้อได้หรือไม่ ศุลกากรจีน ตอบว่า การรักษาคุณภาพสู่อนามัยของพี่น้องประชาชนนั้น การเปิดปลอกเปลือกทุเรียน เมื่อมีสาร BY2อยู่ และเมื่อเปิดปลอกแล้วใช้มือข้างเดียวกันนั้นจับเนื้อ สาร BY2 ก็จะเข้าสู่เนื้อทุเรียนด้วย เพราะฉะนั้นมาตรฐานของประเทศจีน ไม่ต้องการมีแม้กระทั่งเปลือก เราต้องยอมรับ เพราะว่ามาตรฐานของประเทศจีน ให้ความห่วงใยผู้บริโภค สร้างมาตรฐานแบบนี้เราจะให้จีนลดมาตรฐาน ลดความห่วงใย ในส่วนของสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนประเทศจีน เราคงพูดได้ไม่ถนัดนัก แต่เราก็ได้พูดคุยนะครับ แต่รัฐบาลจีน เขายืนยันว่า เขาต้องตรวจที่เปลือกไม่มีสาร BY2” นายนภินทร กล่าว
.
นายนภินทร กล่าวว่า ผลการตรวจ สาร BY2 และสารแคดเมี่ยม ตั้งแต่กลางเดือน มีนาคม ถึง ปลายเดือน มีนาคม ผลการตรวจพบสาร BY2 น้อย และเป็นที่พอใจของประเทศจีน บอกให้เขาช่วยทําความเห็นไปสู่ศุลกากร จีนที่ปักกิ่ง ซึ่งถือว่า เป็นรัฐบาลกลางที่มีอํานาจในการสั่งลดการตรวจผ่อนปรนในการตรวจให้เหลือ 30% เช่น ในอดีตจะได้ไม่มีปัญหาการติดที่ด่าน ซึ่งปรากฏว่าศุลกากรทุกเมือง ทุกมณฑล เขามีความเห็นสอดคล้องและจะทําหนังสือความเห็นนั้นส่งไป ยังให้ศุลกากรจีนในการลดการตรวจจากร้อยเปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 30% อย่างเช่นในอดีต นี่คือสิ่งที่ตนได้ประสานไว้ แต่เมื่อกลับมาแล้วพบว่า มีการตรวจพบสารบีวายทู เพิ่มขึ้นในการส่งไปยังประเทศจีน สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีความมั่นใจว่าสิ่งที่ศุลกากรจีนในมณฑล ต่างๆ ทําความเขียนไปสู่รัฐบาลกลาง เพื่อผ่อนปรน จะมีการลดให้เราหรือไม่เหลือเพียง 30%
.
“ผมเองนั้นก็เป็นห่วงในเรื่องนี้ ผมเองได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ ซึ่งผมเองนั้นอยู่ในวงการของการรู้จักผู้ประกอบการค้าส่งออกทุเรียนเป็นจํานวนมาก ทราบดีว่าเกษตรกรไม่ใช้สาร BY2 อย่างแน่นอน เพราะสาร BY2 เป็นสารจุ่มให้ผิวนั้นสวย ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ยาปราบศัตรูพืช เกิดขึ้นที่เกษตรกรเป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นได้ที่เดียวคือที่ล้ง ที่เก็บ เราไปเจรจาในสิ่งที่มาตรฐานเมืองไทย เขา ยังรับไม่ได้ แล้วให้เขาผ่อนปรนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญ เราต้องสร้างมาตรฐานของประเทศไทย ในการตรวจสาร ให้เขายอมรับ และผ่อนปรนลงมาเหลือ 30% ซึ่งตอนนี้เราพบแล้วว่า BY2 เกิดจากที่ใด แล้วต้องบริการร่วมกัน ระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม
”นายนภินทร กล่าว
.
นายนภินทร กล่าวว่า ในการที่เจอปัญหาทุเรียน คือถ้าหากล้นตลาด เราเตรียมห้องเย็น ในการเก็บไว้ 100,000 ตัน ซึ่งไม่ได้เคยเตรียมมากไปถึงขนาดนี้มาก่อน 2. เรื่องการส่งออก ถ้าหากมีปัญหา เรายอมรับว่าการบริโภคในประเทศปีที่แล้ว 320,000 ตัน บริโภคยังไงไม่ถึง 400,000 ตัน ทุเรียนที่เพิ่มขึ้นมาอีก 300,000 ตันนั้น นั่นคือปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ต้องแก้ไขด้วยการส่งออก แต่การแก้ไขการส่งออก สิ่งหนึ่งที่เจรจาคือทําอย่างไรให้มีการตรวจเป็นครั้งเดียว มาตรวจที่ประเทศไทย โดยศุลกากรจีน มาตรวจห้องแล็บในประเทศไทย รับรองมาตรฐานที่ห้องแล็บเมืองไทย และเมื่อรับรองแล้วส่งออกไปผ่านด่านประเทศจีน ไม่ต้องตรวจอีก ซึ่งจีนมีความเห็นด้วยจะหารือกับรัฐบาลกลาง ตนไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจจีน
.
“ในสายข่าวของกระทรวงเกษตรบอกว่า จะทําให้ธุรกิจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ถูกครอบงํา โดยคนจีน เรียนว่า ผู้ค้าเป็นใหญ่ ผู้ซื้อต้องการอะไร เราต้องทําให้ได้เช่นนั้น ไม่ว่าสเปคและคุณภาพ นี่คือโลกของการค้า คู่ค้ามาตรวจในประเทศไทย มา QC ในประเทศไทย และ สามารถผ่านด่านประเทศจีนได้ โดยไม่ต้องตรวจอีก ซึ่งผู้ที่เข้ามาตรวจคือศุลกากรของจีน เป็นสิ่งที่เราต้องให้อํานวยความสะดวกให้ เราต้องเตรียมความร่วมมือซึ่งกันและกัน แต่สายข่าวในกระทรวงเกษตร กลับมองว่าเป็นการครอบงําธุรกิจ และละเมิดอธิปไตย ผมเรียนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องการละเมิด การค้าผู้ซื้อเป็นใหญ่ ผู้ซื้อต้องการอย่างไรเราต้องทําให้ได้อย่างนั้น เมื่อผู้ซื้อเขามาตรวจในประเทศไทยแล้ว ไม่ต้องตรวจที่ประเทศจีนอีก อํานวยความสะดวก รถไม่ต้องติด นี่คือสิ่งต้องทําร่วมกัน และเขาไม่ได้ละเมิดสิทธิของคนไทยแต่อย่างใด แต่เขามาช่วยเราในการตรวจ และส่งออกให้เร็วขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมประสานไว้ คือแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด และรัฐบาลจะพยายามเจรจาในสิ่งเหล่านี้” นายนภินทร กล่าว

10 เมษายน 2568 เวลา 15:50
"นภินทร" แจงกระทู้ ช่วยเกษตรกรสวนทุเรียน เจรจาลดการตรวจสาร บีวาย 2 - แดดเมียม ยันไม่เอื้อเอกชนจีน ลดขั้นตอนหน้าด่าน
ตอบเคลียร์ ! “นภินทร” แจงกระทู้สภา มาตรการช่วยเกษตรกรชาวสวนทุเรียน เจรจาลดการตรวจสาร BY2-แคดเมี่ยม สุ่มตรวจ ยันไม่เอื้อเอกชนจีน มากินรวบ ทุเรียนไทย อำนวยความสะดวกให้มาตรวจในประเทศไทย เพื่อลดขั้นตอนหน้าด่าน พร้อมเตรียมห้องเย็น 100,000 ตัน หากทุเรียนล้นตลาด
10 เมษายน 2568 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร ถึงปัญหาสารย้อมสี BY2 ในการส่งออกทุเรียนไปประเทศจีน ว่า การส่งออกทุเรียน ซึ่งถือได้ว่า เป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ในปี 2567 มีทุเรียนผลิตออกมา 1.28 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 320,000 ล้านตัน ส่งออกไป 950,000 ตัน ภาพรวมการส่งออก 97% คือ 920,000 ตัน ไปยังประเทศจีน เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลของปี 2567 เทียบกับ ปี 2566 พบว่า การส่งออกไปยังประเทศจีนนั้นเราลดลง 120,000 ตัน
.
นายนภินทร กล่าวว่า สาเหตุที่ลดลงเพราะว่า ปริมาณทุเรียนของประเทศไทย เจอปัญหา ปรากฏการณ์ เอลนีโญ ซึ่งผลผลิตทุเรียนลดลง แต่ที่ สําคัญยิ่งไปกว่าคือ การส่งออกผ่านทางประเทศลาว และประเทศเวียดนาม ไปด่านหัว ด่านอู่กวน และผิงเสียง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศเวียดนาม ในปี 2567 ได้รับอนุญาตให้ส่งทุเรียนสดเข้าสู่ประเทศจีน ทําให้เวียดนามแชร์ตลาดของประเทศไทย และทําให้การส่งออกของไทยลดลง 120,000 ตัน แต่ในปี 2567 ผลผลิตทุเรียนไม่มากนัก ไม่มีผลกระทบ ในขณะเดียวกันได้ราคาสูงขึ้น ได้วิเคราะห์ ในปี 2568 ถ้า ไม่เกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญ ฝนตกดี พื้นที่ในการเพาะปลูก เพิ่มขึ่นมา 11% อีกประมาณ 100,000 กว่า ไร่ เป็น 1,200,000 ไร่ ผลผลิต ทุเรียน ของประเทศไทยใน ปี 68 นั้น เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
.
นายนภินทร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ตลาดเรามองว่าการบริโภคในประเทศไทยนั้นในปีที่แล้ว 320,000 ตัน บริโภคเพิ่มยังไงก็ไม่เกิน 400,000 ตัน เรามีทุเรียนที่เพิ่มขึ้น คาดว่าไม่น้อยกว่า 300,000 - 400,000 ตัน ต้องทําตลาดเพิ่มขึ้น ได้วิเคราะห์ตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตลาดอินเดีย ซึ่งกีดกันปกป้องเกษตรกรของเขา เราเพิ่งนําเข้าลําไย ได้เมื่อต้นปีนี้ ส่วนประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ มีทุเรียนและส่งออกทั้งสิ้น เหลือเพียงประเทศจีนเท่านั้นเอง แต่การส่งออกไปยังประเทศจีน ผ่านด่านอู่กวน ผิงเสียง ในพรมแดนที่ติดกับเวียดนาม เพื่อเข้าสู่จีนทางด้านทิศตะวันออกและเหนือ ซึ่งถือว่า เป็นมณฑลที่ติดชายทะเล เป็นมณฑลที่พลเมืองอยู่ มีอยู่มากและมีฐานะ เรามีคู่แข่ง เราเพิ่มการตลาดอีกได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ ได้วางแผนจะบุกตลาดทุเรียนประเทศจีน ในมณฑลทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และก็ภาคตะวันตก โดยผ่านด่านที่เชียงราย คือด่านเชียงของ เข้าสู่ด่านโม่หาน ไป 12 ปันนา ไปคุนหมิง ไปหานซาน มณฑลหูหนาน แล้วขึ้นสู่ฉงชิ่ง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดนิทรรศการ จับคู่เจรจาการค้า ซึ่งก็ได้ผล
“หลังจากประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว วันที่ 26 มีนาคม 2568 ผมเดินทางไปประเทศจีนถึงวันที่ 31 ไปดูเรื่องการตลาดของมณฑลในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก ของประเทศจีน พบกับผู้ประกอบการผู้ค้าพบกับผู้บริหารมณฑลต่าง สิ่งแรกที่เราพบและพูดคุยก็คือว่าผู้ประกอบการผู้ค้าในมณฑลจีน ไม่ว่าจะเป็นคุนหมิง ฉันซา มณฑลยูนานแล้ว พร้อมที่จะรับตลาดทุเรียนเพิ่มขึ้น บางรายนั้นบอกเลยครับว่าปีที่แล้วนําเข้ามา 100 ตู้ ปีนี้ขอ 500 ตู้ บางรายเคยค้างอยู่ 800 ตู้ ปีนี้ขอ 1,200 ตู้ บางรายบอกรับไม่อั้น ทุกคนพร้อมเพิ่มหมด เพราะฉะนั้นปริมาณทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 300,000 ตันนั้น เชื่อว่าสามารถระบายไปสู่ตลาดจีนในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก ได้หมด ไม่มีปัญหาทุเรียน ตกค้างในประเทศไทย” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร กล่าวว่า แต่สิ่งที่เป็นห่วงผู้ประกอบการค้า ได้พูดคุยกับผู้นํา เข้าจากประเทศไทย สู่ประเทศจีน ให้เซ็นสัญญาในการส่งออกทุเรียน ตามออเดอร์ที่เขาต้องการ ปรากฏว่าผู้ส่งออกไม่กล้าเซ็นสัญญาเหล่านั้น เพราะไม่มีความมั่นใจ ว่าสามารถส่งทุเรียนไปได้ตามกําหนด และมีคุณภาพที่ดีหรือไม่เพราะมีมาตรการที่เพิ่ม เข้มข้นขึ้น คือทุกตู้ของผลไม้ทุเรียน จะต้องมีห้องแล็บตรวจรับรอง ซึ่งห้องแล็บนั้นจะต้องการรับรองจากรัฐบาลจีน ต้องตรวจทุกตู้ 100% ว่าไม่มีสาร BY2 ไม่มี สารแคดเมี่ยม ซึ่งในอดีตนั้นตรวจเพียง 30% สิ่งเหล่านี้ทําให้ผู้ที่ส่งออกไปยังประเทศจีน เกรงว่าเมื่อทุเรียนเราออกมากขึ้น ห้องแล็บประเทศไทย เพียงพอหรือไม่ การติดขัดที่ห้องแล็บของประเทศจีน และด่านที่จีนทําให้รถนั้นติดสะสม และใช้เวลา และทุเรียน เมื่อเข้าสู่ตลาดของประเทศจีน จะสูญเสีย ทําให้ราคาตกต่ำ และไม่สามารถขายได้ นี่คือปัญหาที่พบแล้วก็เจรจาอยู่ที่ประเทศจีน
.
“สิ่งแรกที่ผมเจรจาคือ ที่ด่านโม่หาน ที่ 12 ปันนา บอกเขาว่าขอให้เขาขยายเวลาในการเปิดด่าน จากปิดด่าน 17.30 น. ให้เป็น 20.30 น. เพิ่มขึ้นมา 3 ชั่วโมง เพิ่มคนในการเปิดด่าน แล้วเพิ่มห้องแล็บในการตรวจ เมื่อท่านต้องการตรวจ 100% เพิ่มห้องแล็บ จาก 3 ห้องแล็บ เป็น 5 ห้องแล็บ นี่คือสิ่งแรกที่เจรจา ซึ่งผู้บริหารมณฑลยูนาน ผู้บริหารด่านโม่หาน รับปากว่าจะดําเนินการให้ตามที่ร้องขอทุกประการ สิ่งที่ 2 ได้พูดคุยก็คือ ทุเรียนไม่ได้บริโภคเปลือก เรากินเนื้อข้างใน ขอให้เข้มในการตรวจสาร BY2 ที่เนื้อได้หรือไม่ ศุลกากรจีน ตอบว่า การรักษาคุณภาพสู่อนามัยของพี่น้องประชาชนนั้น การเปิดปลอกเปลือกทุเรียน เมื่อมีสาร BY2อยู่ และเมื่อเปิดปลอกแล้วใช้มือข้างเดียวกันนั้นจับเนื้อ สาร BY2 ก็จะเข้าสู่เนื้อทุเรียนด้วย เพราะฉะนั้นมาตรฐานของประเทศจีน ไม่ต้องการมีแม้กระทั่งเปลือก เราต้องยอมรับ เพราะว่ามาตรฐานของประเทศจีน ให้ความห่วงใยผู้บริโภค สร้างมาตรฐานแบบนี้เราจะให้จีนลดมาตรฐาน ลดความห่วงใย ในส่วนของสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนประเทศจีน เราคงพูดได้ไม่ถนัดนัก แต่เราก็ได้พูดคุยนะครับ แต่รัฐบาลจีน เขายืนยันว่า เขาต้องตรวจที่เปลือกไม่มีสาร BY2” นายนภินทร กล่าว
.
นายนภินทร กล่าวว่า ผลการตรวจ สาร BY2 และสารแคดเมี่ยม ตั้งแต่กลางเดือน มีนาคม ถึง ปลายเดือน มีนาคม ผลการตรวจพบสาร BY2 น้อย และเป็นที่พอใจของประเทศจีน บอกให้เขาช่วยทําความเห็นไปสู่ศุลกากร จีนที่ปักกิ่ง ซึ่งถือว่า เป็นรัฐบาลกลางที่มีอํานาจในการสั่งลดการตรวจผ่อนปรนในการตรวจให้เหลือ 30% เช่น ในอดีตจะได้ไม่มีปัญหาการติดที่ด่าน ซึ่งปรากฏว่าศุลกากรทุกเมือง ทุกมณฑล เขามีความเห็นสอดคล้องและจะทําหนังสือความเห็นนั้นส่งไป ยังให้ศุลกากรจีนในการลดการตรวจจากร้อยเปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 30% อย่างเช่นในอดีต นี่คือสิ่งที่ตนได้ประสานไว้ แต่เมื่อกลับมาแล้วพบว่า มีการตรวจพบสารบีวายทู เพิ่มขึ้นในการส่งไปยังประเทศจีน สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีความมั่นใจว่าสิ่งที่ศุลกากรจีนในมณฑล ต่างๆ ทําความเขียนไปสู่รัฐบาลกลาง เพื่อผ่อนปรน จะมีการลดให้เราหรือไม่เหลือเพียง 30%
.
“ผมเองนั้นก็เป็นห่วงในเรื่องนี้ ผมเองได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ ซึ่งผมเองนั้นอยู่ในวงการของการรู้จักผู้ประกอบการค้าส่งออกทุเรียนเป็นจํานวนมาก ทราบดีว่าเกษตรกรไม่ใช้สาร BY2 อย่างแน่นอน เพราะสาร BY2 เป็นสารจุ่มให้ผิวนั้นสวย ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ยาปราบศัตรูพืช เกิดขึ้นที่เกษตรกรเป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นได้ที่เดียวคือที่ล้ง ที่เก็บ เราไปเจรจาในสิ่งที่มาตรฐานเมืองไทย เขา ยังรับไม่ได้ แล้วให้เขาผ่อนปรนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญ เราต้องสร้างมาตรฐานของประเทศไทย ในการตรวจสาร ให้เขายอมรับ และผ่อนปรนลงมาเหลือ 30% ซึ่งตอนนี้เราพบแล้วว่า BY2 เกิดจากที่ใด แล้วต้องบริการร่วมกัน ระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม
”นายนภินทร กล่าว
.
นายนภินทร กล่าวว่า ในการที่เจอปัญหาทุเรียน คือถ้าหากล้นตลาด เราเตรียมห้องเย็น ในการเก็บไว้ 100,000 ตัน ซึ่งไม่ได้เคยเตรียมมากไปถึงขนาดนี้มาก่อน 2. เรื่องการส่งออก ถ้าหากมีปัญหา เรายอมรับว่าการบริโภคในประเทศปีที่แล้ว 320,000 ตัน บริโภคยังไงไม่ถึง 400,000 ตัน ทุเรียนที่เพิ่มขึ้นมาอีก 300,000 ตันนั้น นั่นคือปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ต้องแก้ไขด้วยการส่งออก แต่การแก้ไขการส่งออก สิ่งหนึ่งที่เจรจาคือทําอย่างไรให้มีการตรวจเป็นครั้งเดียว มาตรวจที่ประเทศไทย โดยศุลกากรจีน มาตรวจห้องแล็บในประเทศไทย รับรองมาตรฐานที่ห้องแล็บเมืองไทย และเมื่อรับรองแล้วส่งออกไปผ่านด่านประเทศจีน ไม่ต้องตรวจอีก ซึ่งจีนมีความเห็นด้วยจะหารือกับรัฐบาลกลาง ตนไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจจีน
.
“ในสายข่าวของกระทรวงเกษตรบอกว่า จะทําให้ธุรกิจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ถูกครอบงํา โดยคนจีน เรียนว่า ผู้ค้าเป็นใหญ่ ผู้ซื้อต้องการอะไร เราต้องทําให้ได้เช่นนั้น ไม่ว่าสเปคและคุณภาพ นี่คือโลกของการค้า คู่ค้ามาตรวจในประเทศไทย มา QC ในประเทศไทย และ สามารถผ่านด่านประเทศจีนได้ โดยไม่ต้องตรวจอีก ซึ่งผู้ที่เข้ามาตรวจคือศุลกากรของจีน เป็นสิ่งที่เราต้องให้อํานวยความสะดวกให้ เราต้องเตรียมความร่วมมือซึ่งกันและกัน แต่สายข่าวในกระทรวงเกษตร กลับมองว่าเป็นการครอบงําธุรกิจ และละเมิดอธิปไตย ผมเรียนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องการละเมิด การค้าผู้ซื้อเป็นใหญ่ ผู้ซื้อต้องการอย่างไรเราต้องทําให้ได้อย่างนั้น เมื่อผู้ซื้อเขามาตรวจในประเทศไทยแล้ว ไม่ต้องตรวจที่ประเทศจีนอีก อํานวยความสะดวก รถไม่ต้องติด นี่คือสิ่งต้องทําร่วมกัน และเขาไม่ได้ละเมิดสิทธิของคนไทยแต่อย่างใด แต่เขามาช่วยเราในการตรวจ และส่งออกให้เร็วขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมประสานไว้ คือแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด และรัฐบาลจะพยายามเจรจาในสิ่งเหล่านี้” นายนภินทร กล่าว
10 เมษายน 2568 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร ถึงปัญหาสารย้อมสี BY2 ในการส่งออกทุเรียนไปประเทศจีน ว่า การส่งออกทุเรียน ซึ่งถือได้ว่า เป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ในปี 2567 มีทุเรียนผลิตออกมา 1.28 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 320,000 ล้านตัน ส่งออกไป 950,000 ตัน ภาพรวมการส่งออก 97% คือ 920,000 ตัน ไปยังประเทศจีน เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลของปี 2567 เทียบกับ ปี 2566 พบว่า การส่งออกไปยังประเทศจีนนั้นเราลดลง 120,000 ตัน
.
นายนภินทร กล่าวว่า สาเหตุที่ลดลงเพราะว่า ปริมาณทุเรียนของประเทศไทย เจอปัญหา ปรากฏการณ์ เอลนีโญ ซึ่งผลผลิตทุเรียนลดลง แต่ที่ สําคัญยิ่งไปกว่าคือ การส่งออกผ่านทางประเทศลาว และประเทศเวียดนาม ไปด่านหัว ด่านอู่กวน และผิงเสียง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศเวียดนาม ในปี 2567 ได้รับอนุญาตให้ส่งทุเรียนสดเข้าสู่ประเทศจีน ทําให้เวียดนามแชร์ตลาดของประเทศไทย และทําให้การส่งออกของไทยลดลง 120,000 ตัน แต่ในปี 2567 ผลผลิตทุเรียนไม่มากนัก ไม่มีผลกระทบ ในขณะเดียวกันได้ราคาสูงขึ้น ได้วิเคราะห์ ในปี 2568 ถ้า ไม่เกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญ ฝนตกดี พื้นที่ในการเพาะปลูก เพิ่มขึ่นมา 11% อีกประมาณ 100,000 กว่า ไร่ เป็น 1,200,000 ไร่ ผลผลิต ทุเรียน ของประเทศไทยใน ปี 68 นั้น เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
.
นายนภินทร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ตลาดเรามองว่าการบริโภคในประเทศไทยนั้นในปีที่แล้ว 320,000 ตัน บริโภคเพิ่มยังไงก็ไม่เกิน 400,000 ตัน เรามีทุเรียนที่เพิ่มขึ้น คาดว่าไม่น้อยกว่า 300,000 - 400,000 ตัน ต้องทําตลาดเพิ่มขึ้น ได้วิเคราะห์ตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตลาดอินเดีย ซึ่งกีดกันปกป้องเกษตรกรของเขา เราเพิ่งนําเข้าลําไย ได้เมื่อต้นปีนี้ ส่วนประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ มีทุเรียนและส่งออกทั้งสิ้น เหลือเพียงประเทศจีนเท่านั้นเอง แต่การส่งออกไปยังประเทศจีน ผ่านด่านอู่กวน ผิงเสียง ในพรมแดนที่ติดกับเวียดนาม เพื่อเข้าสู่จีนทางด้านทิศตะวันออกและเหนือ ซึ่งถือว่า เป็นมณฑลที่ติดชายทะเล เป็นมณฑลที่พลเมืองอยู่ มีอยู่มากและมีฐานะ เรามีคู่แข่ง เราเพิ่มการตลาดอีกได้ไม่มาก เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ ได้วางแผนจะบุกตลาดทุเรียนประเทศจีน ในมณฑลทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และก็ภาคตะวันตก โดยผ่านด่านที่เชียงราย คือด่านเชียงของ เข้าสู่ด่านโม่หาน ไป 12 ปันนา ไปคุนหมิง ไปหานซาน มณฑลหูหนาน แล้วขึ้นสู่ฉงชิ่ง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดนิทรรศการ จับคู่เจรจาการค้า ซึ่งก็ได้ผล
“หลังจากประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว วันที่ 26 มีนาคม 2568 ผมเดินทางไปประเทศจีนถึงวันที่ 31 ไปดูเรื่องการตลาดของมณฑลในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก ของประเทศจีน พบกับผู้ประกอบการผู้ค้าพบกับผู้บริหารมณฑลต่าง สิ่งแรกที่เราพบและพูดคุยก็คือว่าผู้ประกอบการผู้ค้าในมณฑลจีน ไม่ว่าจะเป็นคุนหมิง ฉันซา มณฑลยูนานแล้ว พร้อมที่จะรับตลาดทุเรียนเพิ่มขึ้น บางรายนั้นบอกเลยครับว่าปีที่แล้วนําเข้ามา 100 ตู้ ปีนี้ขอ 500 ตู้ บางรายเคยค้างอยู่ 800 ตู้ ปีนี้ขอ 1,200 ตู้ บางรายบอกรับไม่อั้น ทุกคนพร้อมเพิ่มหมด เพราะฉะนั้นปริมาณทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 300,000 ตันนั้น เชื่อว่าสามารถระบายไปสู่ตลาดจีนในภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก ได้หมด ไม่มีปัญหาทุเรียน ตกค้างในประเทศไทย” นายนภินทร กล่าว
นายนภินทร กล่าวว่า แต่สิ่งที่เป็นห่วงผู้ประกอบการค้า ได้พูดคุยกับผู้นํา เข้าจากประเทศไทย สู่ประเทศจีน ให้เซ็นสัญญาในการส่งออกทุเรียน ตามออเดอร์ที่เขาต้องการ ปรากฏว่าผู้ส่งออกไม่กล้าเซ็นสัญญาเหล่านั้น เพราะไม่มีความมั่นใจ ว่าสามารถส่งทุเรียนไปได้ตามกําหนด และมีคุณภาพที่ดีหรือไม่เพราะมีมาตรการที่เพิ่ม เข้มข้นขึ้น คือทุกตู้ของผลไม้ทุเรียน จะต้องมีห้องแล็บตรวจรับรอง ซึ่งห้องแล็บนั้นจะต้องการรับรองจากรัฐบาลจีน ต้องตรวจทุกตู้ 100% ว่าไม่มีสาร BY2 ไม่มี สารแคดเมี่ยม ซึ่งในอดีตนั้นตรวจเพียง 30% สิ่งเหล่านี้ทําให้ผู้ที่ส่งออกไปยังประเทศจีน เกรงว่าเมื่อทุเรียนเราออกมากขึ้น ห้องแล็บประเทศไทย เพียงพอหรือไม่ การติดขัดที่ห้องแล็บของประเทศจีน และด่านที่จีนทําให้รถนั้นติดสะสม และใช้เวลา และทุเรียน เมื่อเข้าสู่ตลาดของประเทศจีน จะสูญเสีย ทําให้ราคาตกต่ำ และไม่สามารถขายได้ นี่คือปัญหาที่พบแล้วก็เจรจาอยู่ที่ประเทศจีน
.
“สิ่งแรกที่ผมเจรจาคือ ที่ด่านโม่หาน ที่ 12 ปันนา บอกเขาว่าขอให้เขาขยายเวลาในการเปิดด่าน จากปิดด่าน 17.30 น. ให้เป็น 20.30 น. เพิ่มขึ้นมา 3 ชั่วโมง เพิ่มคนในการเปิดด่าน แล้วเพิ่มห้องแล็บในการตรวจ เมื่อท่านต้องการตรวจ 100% เพิ่มห้องแล็บ จาก 3 ห้องแล็บ เป็น 5 ห้องแล็บ นี่คือสิ่งแรกที่เจรจา ซึ่งผู้บริหารมณฑลยูนาน ผู้บริหารด่านโม่หาน รับปากว่าจะดําเนินการให้ตามที่ร้องขอทุกประการ สิ่งที่ 2 ได้พูดคุยก็คือ ทุเรียนไม่ได้บริโภคเปลือก เรากินเนื้อข้างใน ขอให้เข้มในการตรวจสาร BY2 ที่เนื้อได้หรือไม่ ศุลกากรจีน ตอบว่า การรักษาคุณภาพสู่อนามัยของพี่น้องประชาชนนั้น การเปิดปลอกเปลือกทุเรียน เมื่อมีสาร BY2อยู่ และเมื่อเปิดปลอกแล้วใช้มือข้างเดียวกันนั้นจับเนื้อ สาร BY2 ก็จะเข้าสู่เนื้อทุเรียนด้วย เพราะฉะนั้นมาตรฐานของประเทศจีน ไม่ต้องการมีแม้กระทั่งเปลือก เราต้องยอมรับ เพราะว่ามาตรฐานของประเทศจีน ให้ความห่วงใยผู้บริโภค สร้างมาตรฐานแบบนี้เราจะให้จีนลดมาตรฐาน ลดความห่วงใย ในส่วนของสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนประเทศจีน เราคงพูดได้ไม่ถนัดนัก แต่เราก็ได้พูดคุยนะครับ แต่รัฐบาลจีน เขายืนยันว่า เขาต้องตรวจที่เปลือกไม่มีสาร BY2” นายนภินทร กล่าว
.
นายนภินทร กล่าวว่า ผลการตรวจ สาร BY2 และสารแคดเมี่ยม ตั้งแต่กลางเดือน มีนาคม ถึง ปลายเดือน มีนาคม ผลการตรวจพบสาร BY2 น้อย และเป็นที่พอใจของประเทศจีน บอกให้เขาช่วยทําความเห็นไปสู่ศุลกากร จีนที่ปักกิ่ง ซึ่งถือว่า เป็นรัฐบาลกลางที่มีอํานาจในการสั่งลดการตรวจผ่อนปรนในการตรวจให้เหลือ 30% เช่น ในอดีตจะได้ไม่มีปัญหาการติดที่ด่าน ซึ่งปรากฏว่าศุลกากรทุกเมือง ทุกมณฑล เขามีความเห็นสอดคล้องและจะทําหนังสือความเห็นนั้นส่งไป ยังให้ศุลกากรจีนในการลดการตรวจจากร้อยเปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 30% อย่างเช่นในอดีต นี่คือสิ่งที่ตนได้ประสานไว้ แต่เมื่อกลับมาแล้วพบว่า มีการตรวจพบสารบีวายทู เพิ่มขึ้นในการส่งไปยังประเทศจีน สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีความมั่นใจว่าสิ่งที่ศุลกากรจีนในมณฑล ต่างๆ ทําความเขียนไปสู่รัฐบาลกลาง เพื่อผ่อนปรน จะมีการลดให้เราหรือไม่เหลือเพียง 30%
.
“ผมเองนั้นก็เป็นห่วงในเรื่องนี้ ผมเองได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ ซึ่งผมเองนั้นอยู่ในวงการของการรู้จักผู้ประกอบการค้าส่งออกทุเรียนเป็นจํานวนมาก ทราบดีว่าเกษตรกรไม่ใช้สาร BY2 อย่างแน่นอน เพราะสาร BY2 เป็นสารจุ่มให้ผิวนั้นสวย ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ยาปราบศัตรูพืช เกิดขึ้นที่เกษตรกรเป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นได้ที่เดียวคือที่ล้ง ที่เก็บ เราไปเจรจาในสิ่งที่มาตรฐานเมืองไทย เขา ยังรับไม่ได้ แล้วให้เขาผ่อนปรนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญ เราต้องสร้างมาตรฐานของประเทศไทย ในการตรวจสาร ให้เขายอมรับ และผ่อนปรนลงมาเหลือ 30% ซึ่งตอนนี้เราพบแล้วว่า BY2 เกิดจากที่ใด แล้วต้องบริการร่วมกัน ระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม
”นายนภินทร กล่าว
.
นายนภินทร กล่าวว่า ในการที่เจอปัญหาทุเรียน คือถ้าหากล้นตลาด เราเตรียมห้องเย็น ในการเก็บไว้ 100,000 ตัน ซึ่งไม่ได้เคยเตรียมมากไปถึงขนาดนี้มาก่อน 2. เรื่องการส่งออก ถ้าหากมีปัญหา เรายอมรับว่าการบริโภคในประเทศปีที่แล้ว 320,000 ตัน บริโภคยังไงไม่ถึง 400,000 ตัน ทุเรียนที่เพิ่มขึ้นมาอีก 300,000 ตันนั้น นั่นคือปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ต้องแก้ไขด้วยการส่งออก แต่การแก้ไขการส่งออก สิ่งหนึ่งที่เจรจาคือทําอย่างไรให้มีการตรวจเป็นครั้งเดียว มาตรวจที่ประเทศไทย โดยศุลกากรจีน มาตรวจห้องแล็บในประเทศไทย รับรองมาตรฐานที่ห้องแล็บเมืองไทย และเมื่อรับรองแล้วส่งออกไปผ่านด่านประเทศจีน ไม่ต้องตรวจอีก ซึ่งจีนมีความเห็นด้วยจะหารือกับรัฐบาลกลาง ตนไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจจีน
.
“ในสายข่าวของกระทรวงเกษตรบอกว่า จะทําให้ธุรกิจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ถูกครอบงํา โดยคนจีน เรียนว่า ผู้ค้าเป็นใหญ่ ผู้ซื้อต้องการอะไร เราต้องทําให้ได้เช่นนั้น ไม่ว่าสเปคและคุณภาพ นี่คือโลกของการค้า คู่ค้ามาตรวจในประเทศไทย มา QC ในประเทศไทย และ สามารถผ่านด่านประเทศจีนได้ โดยไม่ต้องตรวจอีก ซึ่งผู้ที่เข้ามาตรวจคือศุลกากรของจีน เป็นสิ่งที่เราต้องให้อํานวยความสะดวกให้ เราต้องเตรียมความร่วมมือซึ่งกันและกัน แต่สายข่าวในกระทรวงเกษตร กลับมองว่าเป็นการครอบงําธุรกิจ และละเมิดอธิปไตย ผมเรียนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องการละเมิด การค้าผู้ซื้อเป็นใหญ่ ผู้ซื้อต้องการอย่างไรเราต้องทําให้ได้อย่างนั้น เมื่อผู้ซื้อเขามาตรวจในประเทศไทยแล้ว ไม่ต้องตรวจที่ประเทศจีนอีก อํานวยความสะดวก รถไม่ต้องติด นี่คือสิ่งต้องทําร่วมกัน และเขาไม่ได้ละเมิดสิทธิของคนไทยแต่อย่างใด แต่เขามาช่วยเราในการตรวจ และส่งออกให้เร็วขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมประสานไว้ คือแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด และรัฐบาลจะพยายามเจรจาในสิ่งเหล่านี้” นายนภินทร กล่าว