29 พฤษภาคม 2568 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ขออนุญาตเป็นตัวแทนชาวจังหวัดนครพนมในการกล่าวขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ได้ไปประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดนครพนม เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และได้อนุมัติจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งจะเปิดการเรียนการสอนในปี 2570 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแพทย์ขาด เนื่องจากว่าอีสานตอนบน ทั้งบึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร แพทย์ขาดบางครั้งใช้ทุนปี 2 ปีก็ลาออก
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวต่ออีกว่า มีเรื่องที่ไม่ค่อยจะสบายใจเพราะได้ฟังจากบางสื่อถึงเรื่อง ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองจะล่มสลายภายใน 3 ปี ตนเองทํางานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นแพทย์รักษาผู้ป่วย และอยู่โครงการนี้ตั้งแต่เริ่มแรก เห็นประชาชนในหลายพื้นที่ชื่นชอบชื่นชมกับระบบบัตรทอง ในเวลานั้น 30 บาทรักษาทุกโรค อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้มีข่าวว่าโรงพยาบาลของรัฐบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในหลายแห่งเติดลบซึ่งข้อมูลปิดไตรมาสแรกของปี 2568 มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 กว่าแห่ง ติดลบรวมเป็นเงินประมาณ 4,200 กว่าล้านบาท ซึ่งการติดลบคือเงินบํารุงของโรงพยาบาล
.
เงินบํารุงเป็นหัวใจสําคัญในการบริหารสถานบริการแห่งนั้น เพราะเงินเดือนลูกจ้างชั่วคราว ต้องเบิกจากเงินบํารุงพยาบาลหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องกินเงินเดือนจากเงินบํารุง ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานเปล ตลอดจนยาม หรือแม้กระทั่งคนขับรถ นอกจากนั้น ยังเป็นรายจ่ายโอที หรือค่าล่วงเวลา โรงพยาบาลมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเสาหลักอย่างโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ระบบสาธารณสุขก็อยู่ไม่ได้
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวว่า วันนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีก็จริงแรกสุดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเริ่มจากเงินต่อคนต่อหัว ประมาณ 1,202 บาท ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็นเงิน 3,800 กว่าบาท แต่ทําให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 กว่าแห่งยังติดลบ นั่นแปลว่าเงินที่มากขึ้น ทํายังไงก็ไม่พอ ปีนี้ปี 2569 ดูข้อมูลตัวเลขทางกระทรวงสาธารณสุข ทาง สปสช.ขอเพิ่มมาเป็น 4,175.99 บาท คนนอกวงการสาธารณสุข ถ้ามองผิวเผินมองคร่าวๆ มองยังไงก็ว่าน่าจะพอ จาก 1,200 ขึ้นมา 2,000 กว่าบาท 3,000 กว่าบาท ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสําคัญกับงบบัตรทองหลักประกันสุขภาพตรงนี้ พอปีที่ผ่านมา 3,800 ก็ยังเกิดปัญหาโรงพยาบาลยังติดลบอยู่ ปีนี้เพิ่มมาเป็น 4,000 ต้นๆ
.
"ถ้า สปสช.ยังจ่ายเงินจัดสรรเงินให้กับสถานบริการหรือโรงพยาบาลต่างๆ เงื่อนไขยังเหมือนเดิม ผมเชื่อว่างบต่อหัว 5,000 บาทก็ไม่พอ เพราะว่ายอดจ่ายเงินเไม่ได้จ่ายตามต้นทุนที่แท้จริงในการบริการให้กับประชาชน โรงพยาบาลหลายๆ แห่ง ไม่ได้แปลว่าผู้บริหารบกพร่องหรือผิดพลาดในการทํางาน แต่เค้าทําดีที่สุดแล้ แต่สืบเนื่องมาจากการจ่ายเงินที่ผิดของ สปสช.มาหลายต่อหลายปี"
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวต่อว่า ทําไมถึงกระทบต่อผู้มารับบริการหรือผู้ถือบัตรทอง ประเด็นคือ สถานบริการหรือโรงพยาบาลแห่งไหน ถ้าเงินบํารุงติดลบผู้บริหารต้องรัดเข็มขัด ก็ยิ่งทําให้ประสิทธิภาพการให้บริการให้กับผู้มาใช้บริการ แย่ลงกว่าเดิม เช่น บางเวรเช้า ตึกนั้นอาจจะมีพยาบาลอยู่ 5 คน แต่พอรัดเข็มขัดเพราะว่าเงินไม่พอ ก็จะต้องลดลงเหลือ 3 - 4 คน เวรบ่ายเวรดึก มีพยาบาลอยู่ 3 คน อาจจะต้องลดลงเหลือ 2 คน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าเงินที่เพิ่มขึ้นก็จริง แต่โรงพยาบาลยังติดลบอยู่ เพราะ สปสช.ไม่ได้จ่ายเงินตามต้นทุนที่เกิดขึ้นที่แท้จริงจากการบริการให้กับประชาชน
.
มีข้อมูลจากกองเศรษฐกิจสุขภาพ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาต้นทุนของผู้ป่วยในการจ่ายเงินของ สปสช.ตอนนี้ผู้ป่วยในจ่ายอยู่ที่ 1 RW ตอนแรกจ่ายแค่ 7,150 บาท ตอนหลังหลายโรงพยาบาลบ่นว่าอยู่ไม่ได้ ก็เลยจ่ายเพิ่มขึ้นมาเป็น 8,350 บาทต่อ 1 RW แต่การศึกษาของกองเศรษฐกิจสุขภาพได้ศึกษาต้นทุนผู้ป่วยในแล้ว RW หนึ่งต้นทุนที่ควรจะจ่ายอยู่ที่ 1,600 บาท
.
"จึงอยากจะให้ สปสช.ช่วยปรับหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินใหม่ ซึ่งผมก็เหมือนกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่านเห็นชอบและสนับสนุนที่จะผลักดันงบประมาณปี 2569 ให้ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นงบบัตรทองที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ผมยังไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงินหรือจัดสรรเงินให้กับโรงพยาบาลของ สปสช.ว่าควรจะต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อทําให้โรงพยาบาลไม่ติดลบ ไม่กระทบกับผู้มารับบริการ" นายแพทย์อลงกต กล่าว

29 พฤษภาคม 2568 เวลา 23:10
"หมออลงกต" ชี้ ถ้าเงินบำรุงติดลบ ประสิทธิภาพบริการ จะแย่ลง วอนสปสช. ปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงิน เห็นด้วยผลักดันงบปี 69
“หมออลงกต” ชี้ เงินบํารุงเป็นหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล ถ้าติดลบ ประสิทธิภาพการให้บริการจะแย่ลง วอน สปสช.ปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน เห็นด้วยผลักดันงบปี 69 ให้ผ่าน
29 พฤษภาคม 2568 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ขออนุญาตเป็นตัวแทนชาวจังหวัดนครพนมในการกล่าวขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ได้ไปประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดนครพนม เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และได้อนุมัติจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งจะเปิดการเรียนการสอนในปี 2570 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแพทย์ขาด เนื่องจากว่าอีสานตอนบน ทั้งบึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร แพทย์ขาดบางครั้งใช้ทุนปี 2 ปีก็ลาออก
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวต่ออีกว่า มีเรื่องที่ไม่ค่อยจะสบายใจเพราะได้ฟังจากบางสื่อถึงเรื่อง ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองจะล่มสลายภายใน 3 ปี ตนเองทํางานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นแพทย์รักษาผู้ป่วย และอยู่โครงการนี้ตั้งแต่เริ่มแรก เห็นประชาชนในหลายพื้นที่ชื่นชอบชื่นชมกับระบบบัตรทอง ในเวลานั้น 30 บาทรักษาทุกโรค อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้มีข่าวว่าโรงพยาบาลของรัฐบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในหลายแห่งเติดลบซึ่งข้อมูลปิดไตรมาสแรกของปี 2568 มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 กว่าแห่ง ติดลบรวมเป็นเงินประมาณ 4,200 กว่าล้านบาท ซึ่งการติดลบคือเงินบํารุงของโรงพยาบาล
.
เงินบํารุงเป็นหัวใจสําคัญในการบริหารสถานบริการแห่งนั้น เพราะเงินเดือนลูกจ้างชั่วคราว ต้องเบิกจากเงินบํารุงพยาบาลหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องกินเงินเดือนจากเงินบํารุง ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานเปล ตลอดจนยาม หรือแม้กระทั่งคนขับรถ นอกจากนั้น ยังเป็นรายจ่ายโอที หรือค่าล่วงเวลา โรงพยาบาลมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเสาหลักอย่างโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ระบบสาธารณสุขก็อยู่ไม่ได้
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวว่า วันนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีก็จริงแรกสุดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเริ่มจากเงินต่อคนต่อหัว ประมาณ 1,202 บาท ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็นเงิน 3,800 กว่าบาท แต่ทําให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 กว่าแห่งยังติดลบ นั่นแปลว่าเงินที่มากขึ้น ทํายังไงก็ไม่พอ ปีนี้ปี 2569 ดูข้อมูลตัวเลขทางกระทรวงสาธารณสุข ทาง สปสช.ขอเพิ่มมาเป็น 4,175.99 บาท คนนอกวงการสาธารณสุข ถ้ามองผิวเผินมองคร่าวๆ มองยังไงก็ว่าน่าจะพอ จาก 1,200 ขึ้นมา 2,000 กว่าบาท 3,000 กว่าบาท ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสําคัญกับงบบัตรทองหลักประกันสุขภาพตรงนี้ พอปีที่ผ่านมา 3,800 ก็ยังเกิดปัญหาโรงพยาบาลยังติดลบอยู่ ปีนี้เพิ่มมาเป็น 4,000 ต้นๆ
.
"ถ้า สปสช.ยังจ่ายเงินจัดสรรเงินให้กับสถานบริการหรือโรงพยาบาลต่างๆ เงื่อนไขยังเหมือนเดิม ผมเชื่อว่างบต่อหัว 5,000 บาทก็ไม่พอ เพราะว่ายอดจ่ายเงินเไม่ได้จ่ายตามต้นทุนที่แท้จริงในการบริการให้กับประชาชน โรงพยาบาลหลายๆ แห่ง ไม่ได้แปลว่าผู้บริหารบกพร่องหรือผิดพลาดในการทํางาน แต่เค้าทําดีที่สุดแล้ แต่สืบเนื่องมาจากการจ่ายเงินที่ผิดของ สปสช.มาหลายต่อหลายปี"
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวต่อว่า ทําไมถึงกระทบต่อผู้มารับบริการหรือผู้ถือบัตรทอง ประเด็นคือ สถานบริการหรือโรงพยาบาลแห่งไหน ถ้าเงินบํารุงติดลบผู้บริหารต้องรัดเข็มขัด ก็ยิ่งทําให้ประสิทธิภาพการให้บริการให้กับผู้มาใช้บริการ แย่ลงกว่าเดิม เช่น บางเวรเช้า ตึกนั้นอาจจะมีพยาบาลอยู่ 5 คน แต่พอรัดเข็มขัดเพราะว่าเงินไม่พอ ก็จะต้องลดลงเหลือ 3 - 4 คน เวรบ่ายเวรดึก มีพยาบาลอยู่ 3 คน อาจจะต้องลดลงเหลือ 2 คน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าเงินที่เพิ่มขึ้นก็จริง แต่โรงพยาบาลยังติดลบอยู่ เพราะ สปสช.ไม่ได้จ่ายเงินตามต้นทุนที่เกิดขึ้นที่แท้จริงจากการบริการให้กับประชาชน
.
มีข้อมูลจากกองเศรษฐกิจสุขภาพ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาต้นทุนของผู้ป่วยในการจ่ายเงินของ สปสช.ตอนนี้ผู้ป่วยในจ่ายอยู่ที่ 1 RW ตอนแรกจ่ายแค่ 7,150 บาท ตอนหลังหลายโรงพยาบาลบ่นว่าอยู่ไม่ได้ ก็เลยจ่ายเพิ่มขึ้นมาเป็น 8,350 บาทต่อ 1 RW แต่การศึกษาของกองเศรษฐกิจสุขภาพได้ศึกษาต้นทุนผู้ป่วยในแล้ว RW หนึ่งต้นทุนที่ควรจะจ่ายอยู่ที่ 1,600 บาท
.
"จึงอยากจะให้ สปสช.ช่วยปรับหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินใหม่ ซึ่งผมก็เหมือนกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่านเห็นชอบและสนับสนุนที่จะผลักดันงบประมาณปี 2569 ให้ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นงบบัตรทองที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ผมยังไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงินหรือจัดสรรเงินให้กับโรงพยาบาลของ สปสช.ว่าควรจะต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อทําให้โรงพยาบาลไม่ติดลบ ไม่กระทบกับผู้มารับบริการ" นายแพทย์อลงกต กล่าว
29 พฤษภาคม 2568 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ขออนุญาตเป็นตัวแทนชาวจังหวัดนครพนมในการกล่าวขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ได้ไปประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดนครพนม เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และได้อนุมัติจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งจะเปิดการเรียนการสอนในปี 2570 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแพทย์ขาด เนื่องจากว่าอีสานตอนบน ทั้งบึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร แพทย์ขาดบางครั้งใช้ทุนปี 2 ปีก็ลาออก
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวต่ออีกว่า มีเรื่องที่ไม่ค่อยจะสบายใจเพราะได้ฟังจากบางสื่อถึงเรื่อง ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองจะล่มสลายภายใน 3 ปี ตนเองทํางานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นแพทย์รักษาผู้ป่วย และอยู่โครงการนี้ตั้งแต่เริ่มแรก เห็นประชาชนในหลายพื้นที่ชื่นชอบชื่นชมกับระบบบัตรทอง ในเวลานั้น 30 บาทรักษาทุกโรค อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้มีข่าวว่าโรงพยาบาลของรัฐบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในหลายแห่งเติดลบซึ่งข้อมูลปิดไตรมาสแรกของปี 2568 มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 กว่าแห่ง ติดลบรวมเป็นเงินประมาณ 4,200 กว่าล้านบาท ซึ่งการติดลบคือเงินบํารุงของโรงพยาบาล
.
เงินบํารุงเป็นหัวใจสําคัญในการบริหารสถานบริการแห่งนั้น เพราะเงินเดือนลูกจ้างชั่วคราว ต้องเบิกจากเงินบํารุงพยาบาลหลายต่อหลายคนที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องกินเงินเดือนจากเงินบํารุง ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานเปล ตลอดจนยาม หรือแม้กระทั่งคนขับรถ นอกจากนั้น ยังเป็นรายจ่ายโอที หรือค่าล่วงเวลา โรงพยาบาลมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเสาหลักอย่างโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ระบบสาธารณสุขก็อยู่ไม่ได้
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวว่า วันนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีก็จริงแรกสุดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเริ่มจากเงินต่อคนต่อหัว ประมาณ 1,202 บาท ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็นเงิน 3,800 กว่าบาท แต่ทําให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ประมาณ 200 กว่าแห่งยังติดลบ นั่นแปลว่าเงินที่มากขึ้น ทํายังไงก็ไม่พอ ปีนี้ปี 2569 ดูข้อมูลตัวเลขทางกระทรวงสาธารณสุข ทาง สปสช.ขอเพิ่มมาเป็น 4,175.99 บาท คนนอกวงการสาธารณสุข ถ้ามองผิวเผินมองคร่าวๆ มองยังไงก็ว่าน่าจะพอ จาก 1,200 ขึ้นมา 2,000 กว่าบาท 3,000 กว่าบาท ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสําคัญกับงบบัตรทองหลักประกันสุขภาพตรงนี้ พอปีที่ผ่านมา 3,800 ก็ยังเกิดปัญหาโรงพยาบาลยังติดลบอยู่ ปีนี้เพิ่มมาเป็น 4,000 ต้นๆ
.
"ถ้า สปสช.ยังจ่ายเงินจัดสรรเงินให้กับสถานบริการหรือโรงพยาบาลต่างๆ เงื่อนไขยังเหมือนเดิม ผมเชื่อว่างบต่อหัว 5,000 บาทก็ไม่พอ เพราะว่ายอดจ่ายเงินเไม่ได้จ่ายตามต้นทุนที่แท้จริงในการบริการให้กับประชาชน โรงพยาบาลหลายๆ แห่ง ไม่ได้แปลว่าผู้บริหารบกพร่องหรือผิดพลาดในการทํางาน แต่เค้าทําดีที่สุดแล้ แต่สืบเนื่องมาจากการจ่ายเงินที่ผิดของ สปสช.มาหลายต่อหลายปี"
.
นายแพทย์อลงกต กล่าวต่อว่า ทําไมถึงกระทบต่อผู้มารับบริการหรือผู้ถือบัตรทอง ประเด็นคือ สถานบริการหรือโรงพยาบาลแห่งไหน ถ้าเงินบํารุงติดลบผู้บริหารต้องรัดเข็มขัด ก็ยิ่งทําให้ประสิทธิภาพการให้บริการให้กับผู้มาใช้บริการ แย่ลงกว่าเดิม เช่น บางเวรเช้า ตึกนั้นอาจจะมีพยาบาลอยู่ 5 คน แต่พอรัดเข็มขัดเพราะว่าเงินไม่พอ ก็จะต้องลดลงเหลือ 3 - 4 คน เวรบ่ายเวรดึก มีพยาบาลอยู่ 3 คน อาจจะต้องลดลงเหลือ 2 คน เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าเงินที่เพิ่มขึ้นก็จริง แต่โรงพยาบาลยังติดลบอยู่ เพราะ สปสช.ไม่ได้จ่ายเงินตามต้นทุนที่เกิดขึ้นที่แท้จริงจากการบริการให้กับประชาชน
.
มีข้อมูลจากกองเศรษฐกิจสุขภาพ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษาต้นทุนของผู้ป่วยในการจ่ายเงินของ สปสช.ตอนนี้ผู้ป่วยในจ่ายอยู่ที่ 1 RW ตอนแรกจ่ายแค่ 7,150 บาท ตอนหลังหลายโรงพยาบาลบ่นว่าอยู่ไม่ได้ ก็เลยจ่ายเพิ่มขึ้นมาเป็น 8,350 บาทต่อ 1 RW แต่การศึกษาของกองเศรษฐกิจสุขภาพได้ศึกษาต้นทุนผู้ป่วยในแล้ว RW หนึ่งต้นทุนที่ควรจะจ่ายอยู่ที่ 1,600 บาท
.
"จึงอยากจะให้ สปสช.ช่วยปรับหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินใหม่ ซึ่งผมก็เหมือนกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่านเห็นชอบและสนับสนุนที่จะผลักดันงบประมาณปี 2569 ให้ผ่าน ไม่ว่าจะเป็นงบบัตรทองที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ผมยังไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงินหรือจัดสรรเงินให้กับโรงพยาบาลของ สปสช.ว่าควรจะต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อทําให้โรงพยาบาลไม่ติดลบ ไม่กระทบกับผู้มารับบริการ" นายแพทย์อลงกต กล่าว