วันที่ 29 พ.ค.68 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า งบประมาณรายจ่ายของประเทศที่ผ่านมา ตั้งแต่ยอด 3 ล้านล้านบาทขึ้นไป ก็เริ่มตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา คาดหวังว่างบประเทศไทยเรา ตั้งมาขาดดุลทุกปี อยากเห็นประเทศไทยตั้งงบประมาณให้มันสมดุล ตั้งงบประมาณไม่เกินดุล เหมือนกับประเทศที่เป็นเศรษฐี อย่าง นอร์เวย์ กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ งบประมาณสมดุลหรือเกินดุลเป็นบางปี อย่างสิงคโปร์ ที่ใกล้เรา สวิตเซอร์แลนด์ หรือเดนมาร์ก ซึ่งคิดว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน มีงบประมาณรายจ่ายประจําปี สะท้อนอย่างนี้ จะทําให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศที่แตกต่างกัน
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละปี แต่ละสมัย อภิปรายเรื่องงบประมาณ มีอยู่ 2 มุม เสมอ ไม่ว่าจะเป็นมุมที่เห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วย ในการจับผิดในส่วนของสํานักงบประมาณ สามารถที่จะไปตรวจค้นจากเรื่องเล็กเรื่องน้อยได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และวันนี้ก็ขออภิปรายในเชิงบวก ในมุมบวก เห็นว่างบประมาณของประเทศนั้น มีความสําคัญ อยากจะชี้ให้เห็นว่า ที่มาของรายได้ของประเทศ มันจะต้องมีพื้นฐานในการขยายการลงทุนของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ของสหกรณ์ อะไรต่างๆ ของภาคเอกชน ก็จะทําให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น
.
“ในประเด็นที่มาของของรายได้จากการท่องเที่ยว ในฐานะที่อยู่ฝั่งอันดามัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่จังหวัดระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล 6 จังหวัด เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ตัวเลขสถิติย้อนหลัง 6 จังหวัด ภูเก็ตเฉพาะปี 67 รายได้การท่องเที่ยวปาเข้าไปทั้งหมด 497,523.93 เกือบ 500,000 ล้าน จังหวัดกระบี่ อันดับที่ 5 91,042 ล้านบาท จังหวัดพังงา 50,000 กว่าล้านยังไม่รวมอีก 3 จังหวัด รวมเบ็ดเสร็จแล้วประมาณ 639,463 ล้านบาท คิดเป็น 15% เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศเลย”
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นวันนี้ อยากจะให้หน่วยทํางบประมาณในเรื่องของการวางแผนป้องกันจากภัยพิบัติสูญเสีย อย่างกรณีสึนามิ เกิดขึ้นฝั่งอันดามันวันที่ 26 ธันวาคม 2547 อันนี้ก็ยิ่งใหญ่ มีพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 5,300 กว่าคน ในขณะที่ปัจจุบันนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ ศูนย์กลางที่อําเภอเหนือคลอง 3.5 ริกเตอร์ ลึกลงไปประมาณ 2 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายมาก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ อยากจะให้ภาครัฐตั้งศูนย์ในการป้องกันเตือนภัย นําระบบเอไอเข้าไปช่วย นอกเหนือจากนี้ยังมีภัยแผ่นดินทรุด น้ำท่วม น้ำขัง น้ำแล้ง เต็มประเทศไทยไปหมด คิดว่าถ้าเราบริหารจัดการในเรื่องของภัยพิบัติ ไม่ใช่แต่เฉพาะอันดามัน อ่าวไทยก็ดี ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอะไรก็ล้วนแต่เป็นประเทศไทยทั้งสิ้น
.
“เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นในการบริหารการจัดการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อที่จะป้องกัน ทําไมที่เราจะต้องป้องกัน เนื่องจากว่าถ้าเราได้ป้องกัน ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว เกิดความมั่นใจ เขาก็มาเที่ยวในประเทศไทย เมื่อมาเที่ยวมันก่อให้เกิดรายได้” สส.กระบี่ กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า หน่วยในการป้องกันช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็น ปภ. หน่วยงานภาครัฐด้านอื่น ในพื้นที่ท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ จะต้องมีการวางแผนโครงสร้างว่าบริหารจัดการอันดามัน 6 จังหวัด เวลาสึนามิมา มันมามันไม่เลือกที่ เพราะฉะนั้นศูนย์กลางที่เราจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ.จังหวัด ใช้เครื่องมือในการสั่งการ มันสะเปะสะปะ เพราะฉะนั้น ปภ. หรือว่าจังหวัดในฝั่งอันดามัน จะต้องมีศูนย์บัญชาการเป็นศูนย์เดียวในการบริหารการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ในเรื่องของการเตือนภัย การช่วยเหลือ แล้วหลังจากที่มีภัยแล้ว การฟื้นฟูการเยียวยาอะไรต่างๆ เราต้องทําเป็นระบบ
.
“ผมเห็นประเทศญี่ปุ่น เค้ามีสึนามิบ่อยครั้งเลย แต่พี่น้องประชาชน คนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในรัฐบาล ในเรื่องของการวางแผนเรื่องภัยพิบัติ และบางครั้ง เราไปบอกว่าประเทศไทย เดือนนี้น้ำจะท่วม พอเดือนหน้า ภัยแล้งก็จะมา ถ้าเป็นเทวดา ก็น้อยใจอุตส่าห์ให้น้ำมาตั้งเยอะ แต่ทําไมห่างกันเดือนเดียว มีภัยแล้งแล้ว เพราะฉะนั้นการที่บริหารจัดการน้ำ น้ำเกิน หรือน้ำเหลือ เพื่อที่จะกักเก็บใช้ในหน้าแล้ง เราบริหารจัดการล้มเหลว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องฝากในส่วนของภาครัฐ ในหน่วยงานที่รับผิดชอบ”
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า มองอีกมุมหนึ่ง เราถึงเวลาหรือยัง ในเรื่องที่จะมาทบทวนโครงสร้างของสํานักงบประมาณ คิดว่าเราใช้หลักการ กฎหมาย ในเรื่องของการทํางบประมาณ ผอ.สํานักงบประมาณ ถึงหน้าฤดูนี้ ปลัดกระทรวงของกระทรวง ทุกกระทรวง จะต้องเข้ามาหาพูดคุยกันอย่างพิเศษ เพื่อที่จะต้องการให้ยอดการจัดทํางบประมาณของแต่ละกระทรวง แต่ละพื้นที่ ไม่ถูกปรับลด เพราะฉะนั้นโครงสร้างอย่างนี้บางครั้ง หน่วยรับ หน่วยใช้งบประมาณ พี่น้องประชาชน หน่วยของบประมาณ กับหน่วยจ่ายงบประมาณ ตั้งงบประมาณ บางครั้งข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนกัน เพราะฉะนั้นการที่จะให้หน่วยใช้งบประมาณไปใช้ถึงประชาชน คิดว่าจะต้องเอาพี่น้องประชาชน เป็นศูนย์กลางในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ เพราะฉะนั้นโครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัย ล้าหลัง ในส่วนของการใช้งบประมาณ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องทบทวน ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบอุดหนุนทั่วไป และงบอุดหนุนเฉพาะกิจ
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องระบบการกระจายอํานาจ มีส่วนในการที่จะช่วยรัฐบาลมาก เรื่องของการบริหาร การจัดการ การท่องเที่ยว ภัยพิบัติ คิดว่าควรจะแก้ไขพระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจปี 2542 ในมาตรา 17 ของ อบจ. มาตรา 18 19 ของเทศบาล และ อบต.ให้มีส่วนร่วม และมีขยายฐานภาษี ให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะมีหน้าที่ในการที่จะไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องพยายามหาเงินให้เก่ง อยากเห็นรัฐบาลไทยพิจารณางบประมาณปีต่อไปเป็น 5 ล้านล้าน เป็น 6 ล้านล้าน เป็น 10 ล้านล้าน ในเป้าหมายอีก 10 ปีข้างหน้า เรามาคิดว่าทําไมเราถึงจะนําไปสู่ในเรื่องของงบประมาณ 10 ล้านล้าน ในอนาคตข้างหน้า เพราะฉะนั้นเราต้องหาเงินเก่ง
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า บางเรื่องที่มีปัญหาอยู่ เช่น ปาล์มน้ำมัน ทั่วประเทศไทยวันนี้มีปัญหาเรื่องปาล์มน้ำมัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่า การบริหารจัดการปาล์มล้นในช่วงนี้ ปาล์มผลิตจากเกษตรในจังหวัดกระบี่ 40,000 ตัน แต่โรงงานมีศักยภาพสกัดได้วันละ 20,000 ตัน จึงต้องไปรอคิว แล้วก็เน่า เสีย ราคาก็ตก เพราะฉะนั้นทําไมในส่วนของรัฐบาล ไม่ตั้งงบประมาณให้ตั้งสหกรณ์การเกษตรของชาวสวนปาล์ม รวมตัวเป็นสหกรณ์ตั้งโรงสกัด เพื่อที่จะรองรับ ในขณะเดียวกันในเรื่องแทงค์ฟาร์ม ของ เกษตรกรในสหกรณ์ เราสามารถสต็อกแท้งค์น้ำมันปาล์มดิบไว้ได้ด้วย เพื่อที่จะบริหารในช่วงปาล์มลดลง สิ่งเหล่านี้คิดว่าถ้าเรามีมาตรการทางกฎหมาย มีความจริงใจในเรื่องของผู้มีอํานาจ ภาคการเกษตร ไม่ว่าจะปาล์มน้ำมัน ยางพารา หรือพืชผลไม้ เราสามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นเส้นเลือดใหญ่ หรือหลักการสําคัญในเรื่องของการบริหารประเทศ คือเรื่องของเม็ดเงินของงบประมาณ มีความเป็นห่วงว่าเราต้องกู้หนี้ ยืมสิน ทุกปีงบประมาณประมาณ 7-800,000 ล้าน เมื่อไหร่ประเทศไทยเราจะสบาย เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราตั้งงบประมาณให้สมดุล เราต้องมีรัฐบาลที่หาเงินเก่ง ถ้าเรามีรัฐบาลที่หาเงินเก่ง เราต้องมีพื้นฐาน เราต้องมีเครื่องจักร เครื่องยนต์ ในเรื่องของการดูดเงินในต่างประเทศเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อีอีซี วันนี้เรายังเดินหน้าไปไม่เต็มสูบ ในขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจของเอสอีซี ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคเหนือ กําลังจะตามมา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คิดว่าการดําเนินการแผนการพัฒนา มันจะต้องคลี่ออกมาทั้งหมดในส่วนของเซ็กเตอร์ แล้วเราก็มาจัดสรร
.
“การคืนงบประมาณ ในส่วนของการท่องเที่ยว 600,000 กว่าล้าน ลองไปดูว่าภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง สตูล เราได้เงินคืนในการซ่อมบํารุงทรัพยากรธรรมชาติ จากการที่เราหารายได้ให้ประเทศประมาณ 15% ของงบประมาณนั้น เราได้ปีละเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีสัดส่วนที่เป็นธรรม ซ่อมแล้วให้มันเกิดความสมบูรณ์และทําให้เครื่องยนต์เดินต่อไปได้ งบประมาณในปีต่อไป มันกระโดดไม่ใช่ 3.5 - 4.5 แต่อาจจะทําเป็น 5 หรือ 7% เพื่อที่จะให้สังคมพี่น้องประชาชนของเรา ได้มีความสุข มีเงิน และมีความยั่งยืนต่อไป”นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว

30 พฤษภาคม 2568 เวลา 00:15
"สฤษฏ์พงษ์" แนะรัฐ ทำงบประมาณสมดุล ชี้ 6 จว.อันดามัน วางแผนรับมือ ภัยพิบัติทุกรูปแบบ ให้งบฯตั้งสหกรณ์เกษตร
“สฤษฏ์พงษ์” แนะ รัฐเพิ่มรายได้ เพื่อทำงบประมาณสมดุล ให้ประชาชนมีความสุข ชี้ 6 จังหวัดกลุ่มอันดามัน ควรร่วมวางแผนบริหารจัดการรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ พร้อมแก้ปัญหาชาวสวนปาล์ม ให้งบประมาณตั้งสหกรณ์การเกษตร และสร้างแทงค์ฟาร์มให้เกษตรกรสวนปาล์ม
วันที่ 29 พ.ค.68 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า งบประมาณรายจ่ายของประเทศที่ผ่านมา ตั้งแต่ยอด 3 ล้านล้านบาทขึ้นไป ก็เริ่มตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา คาดหวังว่างบประเทศไทยเรา ตั้งมาขาดดุลทุกปี อยากเห็นประเทศไทยตั้งงบประมาณให้มันสมดุล ตั้งงบประมาณไม่เกินดุล เหมือนกับประเทศที่เป็นเศรษฐี อย่าง นอร์เวย์ กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ งบประมาณสมดุลหรือเกินดุลเป็นบางปี อย่างสิงคโปร์ ที่ใกล้เรา สวิตเซอร์แลนด์ หรือเดนมาร์ก ซึ่งคิดว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน มีงบประมาณรายจ่ายประจําปี สะท้อนอย่างนี้ จะทําให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศที่แตกต่างกัน
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละปี แต่ละสมัย อภิปรายเรื่องงบประมาณ มีอยู่ 2 มุม เสมอ ไม่ว่าจะเป็นมุมที่เห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วย ในการจับผิดในส่วนของสํานักงบประมาณ สามารถที่จะไปตรวจค้นจากเรื่องเล็กเรื่องน้อยได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และวันนี้ก็ขออภิปรายในเชิงบวก ในมุมบวก เห็นว่างบประมาณของประเทศนั้น มีความสําคัญ อยากจะชี้ให้เห็นว่า ที่มาของรายได้ของประเทศ มันจะต้องมีพื้นฐานในการขยายการลงทุนของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ของสหกรณ์ อะไรต่างๆ ของภาคเอกชน ก็จะทําให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น
.
“ในประเด็นที่มาของของรายได้จากการท่องเที่ยว ในฐานะที่อยู่ฝั่งอันดามัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่จังหวัดระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล 6 จังหวัด เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ตัวเลขสถิติย้อนหลัง 6 จังหวัด ภูเก็ตเฉพาะปี 67 รายได้การท่องเที่ยวปาเข้าไปทั้งหมด 497,523.93 เกือบ 500,000 ล้าน จังหวัดกระบี่ อันดับที่ 5 91,042 ล้านบาท จังหวัดพังงา 50,000 กว่าล้านยังไม่รวมอีก 3 จังหวัด รวมเบ็ดเสร็จแล้วประมาณ 639,463 ล้านบาท คิดเป็น 15% เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศเลย”
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นวันนี้ อยากจะให้หน่วยทํางบประมาณในเรื่องของการวางแผนป้องกันจากภัยพิบัติสูญเสีย อย่างกรณีสึนามิ เกิดขึ้นฝั่งอันดามันวันที่ 26 ธันวาคม 2547 อันนี้ก็ยิ่งใหญ่ มีพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 5,300 กว่าคน ในขณะที่ปัจจุบันนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ ศูนย์กลางที่อําเภอเหนือคลอง 3.5 ริกเตอร์ ลึกลงไปประมาณ 2 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายมาก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ อยากจะให้ภาครัฐตั้งศูนย์ในการป้องกันเตือนภัย นําระบบเอไอเข้าไปช่วย นอกเหนือจากนี้ยังมีภัยแผ่นดินทรุด น้ำท่วม น้ำขัง น้ำแล้ง เต็มประเทศไทยไปหมด คิดว่าถ้าเราบริหารจัดการในเรื่องของภัยพิบัติ ไม่ใช่แต่เฉพาะอันดามัน อ่าวไทยก็ดี ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอะไรก็ล้วนแต่เป็นประเทศไทยทั้งสิ้น
.
“เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นในการบริหารการจัดการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อที่จะป้องกัน ทําไมที่เราจะต้องป้องกัน เนื่องจากว่าถ้าเราได้ป้องกัน ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว เกิดความมั่นใจ เขาก็มาเที่ยวในประเทศไทย เมื่อมาเที่ยวมันก่อให้เกิดรายได้” สส.กระบี่ กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า หน่วยในการป้องกันช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็น ปภ. หน่วยงานภาครัฐด้านอื่น ในพื้นที่ท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ จะต้องมีการวางแผนโครงสร้างว่าบริหารจัดการอันดามัน 6 จังหวัด เวลาสึนามิมา มันมามันไม่เลือกที่ เพราะฉะนั้นศูนย์กลางที่เราจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ.จังหวัด ใช้เครื่องมือในการสั่งการ มันสะเปะสะปะ เพราะฉะนั้น ปภ. หรือว่าจังหวัดในฝั่งอันดามัน จะต้องมีศูนย์บัญชาการเป็นศูนย์เดียวในการบริหารการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ในเรื่องของการเตือนภัย การช่วยเหลือ แล้วหลังจากที่มีภัยแล้ว การฟื้นฟูการเยียวยาอะไรต่างๆ เราต้องทําเป็นระบบ
.
“ผมเห็นประเทศญี่ปุ่น เค้ามีสึนามิบ่อยครั้งเลย แต่พี่น้องประชาชน คนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในรัฐบาล ในเรื่องของการวางแผนเรื่องภัยพิบัติ และบางครั้ง เราไปบอกว่าประเทศไทย เดือนนี้น้ำจะท่วม พอเดือนหน้า ภัยแล้งก็จะมา ถ้าเป็นเทวดา ก็น้อยใจอุตส่าห์ให้น้ำมาตั้งเยอะ แต่ทําไมห่างกันเดือนเดียว มีภัยแล้งแล้ว เพราะฉะนั้นการที่บริหารจัดการน้ำ น้ำเกิน หรือน้ำเหลือ เพื่อที่จะกักเก็บใช้ในหน้าแล้ง เราบริหารจัดการล้มเหลว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องฝากในส่วนของภาครัฐ ในหน่วยงานที่รับผิดชอบ”
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า มองอีกมุมหนึ่ง เราถึงเวลาหรือยัง ในเรื่องที่จะมาทบทวนโครงสร้างของสํานักงบประมาณ คิดว่าเราใช้หลักการ กฎหมาย ในเรื่องของการทํางบประมาณ ผอ.สํานักงบประมาณ ถึงหน้าฤดูนี้ ปลัดกระทรวงของกระทรวง ทุกกระทรวง จะต้องเข้ามาหาพูดคุยกันอย่างพิเศษ เพื่อที่จะต้องการให้ยอดการจัดทํางบประมาณของแต่ละกระทรวง แต่ละพื้นที่ ไม่ถูกปรับลด เพราะฉะนั้นโครงสร้างอย่างนี้บางครั้ง หน่วยรับ หน่วยใช้งบประมาณ พี่น้องประชาชน หน่วยของบประมาณ กับหน่วยจ่ายงบประมาณ ตั้งงบประมาณ บางครั้งข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนกัน เพราะฉะนั้นการที่จะให้หน่วยใช้งบประมาณไปใช้ถึงประชาชน คิดว่าจะต้องเอาพี่น้องประชาชน เป็นศูนย์กลางในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ เพราะฉะนั้นโครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัย ล้าหลัง ในส่วนของการใช้งบประมาณ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องทบทวน ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบอุดหนุนทั่วไป และงบอุดหนุนเฉพาะกิจ
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องระบบการกระจายอํานาจ มีส่วนในการที่จะช่วยรัฐบาลมาก เรื่องของการบริหาร การจัดการ การท่องเที่ยว ภัยพิบัติ คิดว่าควรจะแก้ไขพระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจปี 2542 ในมาตรา 17 ของ อบจ. มาตรา 18 19 ของเทศบาล และ อบต.ให้มีส่วนร่วม และมีขยายฐานภาษี ให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะมีหน้าที่ในการที่จะไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องพยายามหาเงินให้เก่ง อยากเห็นรัฐบาลไทยพิจารณางบประมาณปีต่อไปเป็น 5 ล้านล้าน เป็น 6 ล้านล้าน เป็น 10 ล้านล้าน ในเป้าหมายอีก 10 ปีข้างหน้า เรามาคิดว่าทําไมเราถึงจะนําไปสู่ในเรื่องของงบประมาณ 10 ล้านล้าน ในอนาคตข้างหน้า เพราะฉะนั้นเราต้องหาเงินเก่ง
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า บางเรื่องที่มีปัญหาอยู่ เช่น ปาล์มน้ำมัน ทั่วประเทศไทยวันนี้มีปัญหาเรื่องปาล์มน้ำมัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่า การบริหารจัดการปาล์มล้นในช่วงนี้ ปาล์มผลิตจากเกษตรในจังหวัดกระบี่ 40,000 ตัน แต่โรงงานมีศักยภาพสกัดได้วันละ 20,000 ตัน จึงต้องไปรอคิว แล้วก็เน่า เสีย ราคาก็ตก เพราะฉะนั้นทําไมในส่วนของรัฐบาล ไม่ตั้งงบประมาณให้ตั้งสหกรณ์การเกษตรของชาวสวนปาล์ม รวมตัวเป็นสหกรณ์ตั้งโรงสกัด เพื่อที่จะรองรับ ในขณะเดียวกันในเรื่องแทงค์ฟาร์ม ของ เกษตรกรในสหกรณ์ เราสามารถสต็อกแท้งค์น้ำมันปาล์มดิบไว้ได้ด้วย เพื่อที่จะบริหารในช่วงปาล์มลดลง สิ่งเหล่านี้คิดว่าถ้าเรามีมาตรการทางกฎหมาย มีความจริงใจในเรื่องของผู้มีอํานาจ ภาคการเกษตร ไม่ว่าจะปาล์มน้ำมัน ยางพารา หรือพืชผลไม้ เราสามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นเส้นเลือดใหญ่ หรือหลักการสําคัญในเรื่องของการบริหารประเทศ คือเรื่องของเม็ดเงินของงบประมาณ มีความเป็นห่วงว่าเราต้องกู้หนี้ ยืมสิน ทุกปีงบประมาณประมาณ 7-800,000 ล้าน เมื่อไหร่ประเทศไทยเราจะสบาย เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราตั้งงบประมาณให้สมดุล เราต้องมีรัฐบาลที่หาเงินเก่ง ถ้าเรามีรัฐบาลที่หาเงินเก่ง เราต้องมีพื้นฐาน เราต้องมีเครื่องจักร เครื่องยนต์ ในเรื่องของการดูดเงินในต่างประเทศเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อีอีซี วันนี้เรายังเดินหน้าไปไม่เต็มสูบ ในขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจของเอสอีซี ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคเหนือ กําลังจะตามมา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คิดว่าการดําเนินการแผนการพัฒนา มันจะต้องคลี่ออกมาทั้งหมดในส่วนของเซ็กเตอร์ แล้วเราก็มาจัดสรร
.
“การคืนงบประมาณ ในส่วนของการท่องเที่ยว 600,000 กว่าล้าน ลองไปดูว่าภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง สตูล เราได้เงินคืนในการซ่อมบํารุงทรัพยากรธรรมชาติ จากการที่เราหารายได้ให้ประเทศประมาณ 15% ของงบประมาณนั้น เราได้ปีละเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีสัดส่วนที่เป็นธรรม ซ่อมแล้วให้มันเกิดความสมบูรณ์และทําให้เครื่องยนต์เดินต่อไปได้ งบประมาณในปีต่อไป มันกระโดดไม่ใช่ 3.5 - 4.5 แต่อาจจะทําเป็น 5 หรือ 7% เพื่อที่จะให้สังคมพี่น้องประชาชนของเรา ได้มีความสุข มีเงิน และมีความยั่งยืนต่อไป”นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว
วันที่ 29 พ.ค.68 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า งบประมาณรายจ่ายของประเทศที่ผ่านมา ตั้งแต่ยอด 3 ล้านล้านบาทขึ้นไป ก็เริ่มตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา คาดหวังว่างบประเทศไทยเรา ตั้งมาขาดดุลทุกปี อยากเห็นประเทศไทยตั้งงบประมาณให้มันสมดุล ตั้งงบประมาณไม่เกินดุล เหมือนกับประเทศที่เป็นเศรษฐี อย่าง นอร์เวย์ กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ งบประมาณสมดุลหรือเกินดุลเป็นบางปี อย่างสิงคโปร์ ที่ใกล้เรา สวิตเซอร์แลนด์ หรือเดนมาร์ก ซึ่งคิดว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน มีงบประมาณรายจ่ายประจําปี สะท้อนอย่างนี้ จะทําให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศที่แตกต่างกัน
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละปี แต่ละสมัย อภิปรายเรื่องงบประมาณ มีอยู่ 2 มุม เสมอ ไม่ว่าจะเป็นมุมที่เห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วย ในการจับผิดในส่วนของสํานักงบประมาณ สามารถที่จะไปตรวจค้นจากเรื่องเล็กเรื่องน้อยได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และวันนี้ก็ขออภิปรายในเชิงบวก ในมุมบวก เห็นว่างบประมาณของประเทศนั้น มีความสําคัญ อยากจะชี้ให้เห็นว่า ที่มาของรายได้ของประเทศ มันจะต้องมีพื้นฐานในการขยายการลงทุนของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ของสหกรณ์ อะไรต่างๆ ของภาคเอกชน ก็จะทําให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น
.
“ในประเด็นที่มาของของรายได้จากการท่องเที่ยว ในฐานะที่อยู่ฝั่งอันดามัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่จังหวัดระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล 6 จังหวัด เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ตัวเลขสถิติย้อนหลัง 6 จังหวัด ภูเก็ตเฉพาะปี 67 รายได้การท่องเที่ยวปาเข้าไปทั้งหมด 497,523.93 เกือบ 500,000 ล้าน จังหวัดกระบี่ อันดับที่ 5 91,042 ล้านบาท จังหวัดพังงา 50,000 กว่าล้านยังไม่รวมอีก 3 จังหวัด รวมเบ็ดเสร็จแล้วประมาณ 639,463 ล้านบาท คิดเป็น 15% เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศเลย”
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นวันนี้ อยากจะให้หน่วยทํางบประมาณในเรื่องของการวางแผนป้องกันจากภัยพิบัติสูญเสีย อย่างกรณีสึนามิ เกิดขึ้นฝั่งอันดามันวันที่ 26 ธันวาคม 2547 อันนี้ก็ยิ่งใหญ่ มีพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 5,300 กว่าคน ในขณะที่ปัจจุบันนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ ศูนย์กลางที่อําเภอเหนือคลอง 3.5 ริกเตอร์ ลึกลงไปประมาณ 2 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายมาก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ อยากจะให้ภาครัฐตั้งศูนย์ในการป้องกันเตือนภัย นําระบบเอไอเข้าไปช่วย นอกเหนือจากนี้ยังมีภัยแผ่นดินทรุด น้ำท่วม น้ำขัง น้ำแล้ง เต็มประเทศไทยไปหมด คิดว่าถ้าเราบริหารจัดการในเรื่องของภัยพิบัติ ไม่ใช่แต่เฉพาะอันดามัน อ่าวไทยก็ดี ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอะไรก็ล้วนแต่เป็นประเทศไทยทั้งสิ้น
.
“เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นในการบริหารการจัดการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อที่จะป้องกัน ทําไมที่เราจะต้องป้องกัน เนื่องจากว่าถ้าเราได้ป้องกัน ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว เกิดความมั่นใจ เขาก็มาเที่ยวในประเทศไทย เมื่อมาเที่ยวมันก่อให้เกิดรายได้” สส.กระบี่ กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า หน่วยในการป้องกันช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็น ปภ. หน่วยงานภาครัฐด้านอื่น ในพื้นที่ท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ จะต้องมีการวางแผนโครงสร้างว่าบริหารจัดการอันดามัน 6 จังหวัด เวลาสึนามิมา มันมามันไม่เลือกที่ เพราะฉะนั้นศูนย์กลางที่เราจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปภ.จังหวัด ใช้เครื่องมือในการสั่งการ มันสะเปะสะปะ เพราะฉะนั้น ปภ. หรือว่าจังหวัดในฝั่งอันดามัน จะต้องมีศูนย์บัญชาการเป็นศูนย์เดียวในการบริหารการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ในเรื่องของการเตือนภัย การช่วยเหลือ แล้วหลังจากที่มีภัยแล้ว การฟื้นฟูการเยียวยาอะไรต่างๆ เราต้องทําเป็นระบบ
.
“ผมเห็นประเทศญี่ปุ่น เค้ามีสึนามิบ่อยครั้งเลย แต่พี่น้องประชาชน คนญี่ปุ่นเชื่อมั่นในรัฐบาล ในเรื่องของการวางแผนเรื่องภัยพิบัติ และบางครั้ง เราไปบอกว่าประเทศไทย เดือนนี้น้ำจะท่วม พอเดือนหน้า ภัยแล้งก็จะมา ถ้าเป็นเทวดา ก็น้อยใจอุตส่าห์ให้น้ำมาตั้งเยอะ แต่ทําไมห่างกันเดือนเดียว มีภัยแล้งแล้ว เพราะฉะนั้นการที่บริหารจัดการน้ำ น้ำเกิน หรือน้ำเหลือ เพื่อที่จะกักเก็บใช้ในหน้าแล้ง เราบริหารจัดการล้มเหลว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องฝากในส่วนของภาครัฐ ในหน่วยงานที่รับผิดชอบ”
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า มองอีกมุมหนึ่ง เราถึงเวลาหรือยัง ในเรื่องที่จะมาทบทวนโครงสร้างของสํานักงบประมาณ คิดว่าเราใช้หลักการ กฎหมาย ในเรื่องของการทํางบประมาณ ผอ.สํานักงบประมาณ ถึงหน้าฤดูนี้ ปลัดกระทรวงของกระทรวง ทุกกระทรวง จะต้องเข้ามาหาพูดคุยกันอย่างพิเศษ เพื่อที่จะต้องการให้ยอดการจัดทํางบประมาณของแต่ละกระทรวง แต่ละพื้นที่ ไม่ถูกปรับลด เพราะฉะนั้นโครงสร้างอย่างนี้บางครั้ง หน่วยรับ หน่วยใช้งบประมาณ พี่น้องประชาชน หน่วยของบประมาณ กับหน่วยจ่ายงบประมาณ ตั้งงบประมาณ บางครั้งข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนกัน เพราะฉะนั้นการที่จะให้หน่วยใช้งบประมาณไปใช้ถึงประชาชน คิดว่าจะต้องเอาพี่น้องประชาชน เป็นศูนย์กลางในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ เพราะฉะนั้นโครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัย ล้าหลัง ในส่วนของการใช้งบประมาณ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องทบทวน ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบอุดหนุนทั่วไป และงบอุดหนุนเฉพาะกิจ
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องระบบการกระจายอํานาจ มีส่วนในการที่จะช่วยรัฐบาลมาก เรื่องของการบริหาร การจัดการ การท่องเที่ยว ภัยพิบัติ คิดว่าควรจะแก้ไขพระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจปี 2542 ในมาตรา 17 ของ อบจ. มาตรา 18 19 ของเทศบาล และ อบต.ให้มีส่วนร่วม และมีขยายฐานภาษี ให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะมีหน้าที่ในการที่จะไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องพยายามหาเงินให้เก่ง อยากเห็นรัฐบาลไทยพิจารณางบประมาณปีต่อไปเป็น 5 ล้านล้าน เป็น 6 ล้านล้าน เป็น 10 ล้านล้าน ในเป้าหมายอีก 10 ปีข้างหน้า เรามาคิดว่าทําไมเราถึงจะนําไปสู่ในเรื่องของงบประมาณ 10 ล้านล้าน ในอนาคตข้างหน้า เพราะฉะนั้นเราต้องหาเงินเก่ง
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า บางเรื่องที่มีปัญหาอยู่ เช่น ปาล์มน้ำมัน ทั่วประเทศไทยวันนี้มีปัญหาเรื่องปาล์มน้ำมัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นว่า การบริหารจัดการปาล์มล้นในช่วงนี้ ปาล์มผลิตจากเกษตรในจังหวัดกระบี่ 40,000 ตัน แต่โรงงานมีศักยภาพสกัดได้วันละ 20,000 ตัน จึงต้องไปรอคิว แล้วก็เน่า เสีย ราคาก็ตก เพราะฉะนั้นทําไมในส่วนของรัฐบาล ไม่ตั้งงบประมาณให้ตั้งสหกรณ์การเกษตรของชาวสวนปาล์ม รวมตัวเป็นสหกรณ์ตั้งโรงสกัด เพื่อที่จะรองรับ ในขณะเดียวกันในเรื่องแทงค์ฟาร์ม ของ เกษตรกรในสหกรณ์ เราสามารถสต็อกแท้งค์น้ำมันปาล์มดิบไว้ได้ด้วย เพื่อที่จะบริหารในช่วงปาล์มลดลง สิ่งเหล่านี้คิดว่าถ้าเรามีมาตรการทางกฎหมาย มีความจริงใจในเรื่องของผู้มีอํานาจ ภาคการเกษตร ไม่ว่าจะปาล์มน้ำมัน ยางพารา หรือพืชผลไม้ เราสามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น
.
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นเส้นเลือดใหญ่ หรือหลักการสําคัญในเรื่องของการบริหารประเทศ คือเรื่องของเม็ดเงินของงบประมาณ มีความเป็นห่วงว่าเราต้องกู้หนี้ ยืมสิน ทุกปีงบประมาณประมาณ 7-800,000 ล้าน เมื่อไหร่ประเทศไทยเราจะสบาย เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราตั้งงบประมาณให้สมดุล เราต้องมีรัฐบาลที่หาเงินเก่ง ถ้าเรามีรัฐบาลที่หาเงินเก่ง เราต้องมีพื้นฐาน เราต้องมีเครื่องจักร เครื่องยนต์ ในเรื่องของการดูดเงินในต่างประเทศเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อีอีซี วันนี้เรายังเดินหน้าไปไม่เต็มสูบ ในขณะที่กลุ่มเศรษฐกิจของเอสอีซี ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคเหนือ กําลังจะตามมา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คิดว่าการดําเนินการแผนการพัฒนา มันจะต้องคลี่ออกมาทั้งหมดในส่วนของเซ็กเตอร์ แล้วเราก็มาจัดสรร
.
“การคืนงบประมาณ ในส่วนของการท่องเที่ยว 600,000 กว่าล้าน ลองไปดูว่าภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง สตูล เราได้เงินคืนในการซ่อมบํารุงทรัพยากรธรรมชาติ จากการที่เราหารายได้ให้ประเทศประมาณ 15% ของงบประมาณนั้น เราได้ปีละเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีสัดส่วนที่เป็นธรรม ซ่อมแล้วให้มันเกิดความสมบูรณ์และทําให้เครื่องยนต์เดินต่อไปได้ งบประมาณในปีต่อไป มันกระโดดไม่ใช่ 3.5 - 4.5 แต่อาจจะทําเป็น 5 หรือ 7% เพื่อที่จะให้สังคมพี่น้องประชาชนของเรา ได้มีความสุข มีเงิน และมีความยั่งยืนต่อไป”นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าว