วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงในประเด็นเรื่องขององค์การค้าของ สกสค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ) โดยกล่าวว่า สำหรับบทบาทขององค์การค้า มีหน้าที่ในการจัดหา จัดซื้อ สื่อการเรียนการสอน เสื้อ เครื่องแบบนักเรียน และสื่อการเรียนการสอนให้กับสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการศึกษาอื่น เพื่อมีการควบคุมราคากลางข้างต้นให้กับสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานอื่น โดยให้มีหนังสือ แบบเรียนที่มีมาตรฐานและเข้าถึงได้ง่าย แต่องค์การค้า สกสค. ไม่เคยได้รับงบประมาณแผ่นดินและไม่เป็นภาระด้านงบประมาณเลย ภารกิจที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ยังคงต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องให้ดีที่สุด ตามมาตรา 83 แห่งพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ได้กำหนด ดังนี้ การโอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ของคุรุสภา การลงทุนหรือสวัสดิการไปเป็นของสำนักงาน สกสค. โดยให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการขององค์การค้าของคุรุสภาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันอย่างเสรี ดังนั้น การดำเนินการองค์การค้า ต้องเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งการมอบหมาย นั้น ซึ่งในทางปฏิบัติโรงเรียนเลือกซื้อหนังสือได้จากสำนักพิมพ์ใดก็ได้ กระทรวงไม่มีนโยบายบังคับ และมีการกำหนดแนวทางการคัดเลือกหนังสือ โดยผ่านการคัดสรรจากภาคี 4 ฝ่าย คือ ผู้แทนครู ผู้แทนชุมชน ผู้แทนนักเรียน และผู้แทนผู้ปกครอง สอดคล้องกับข้อมูลที่ท่านอภิปรายว่า ส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 40 เป็นขององค์การค้าของ สกสค. และอีกร้อยละ 60 เป็นของสำนักพิมพ์เอกชนอื่น แสดงให้เห็นว่าไม่มีการผูกขาด และมีการแข่งขันอย่างเสรี และกระทรวงยังคงเน้นย้ำให้มีความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง
.
สำหรับกรณีที่ สส. กล่าวถึงการได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องตรวจสอบการจ้างพิมพ์ไม่โปร่งใสของปี 2567 และปี 2568 การกีดกัน หรือมี TOR ล็อคสเปค ทำให้หนังสือแพง และไม่มีคุณภาพนั้น กระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันว่าไม่มีการล็อคสเปค ไม่มีการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีชุดนี้อย่างแน่นอน เนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ และตน ได้มีข้อสั่งการให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามที่ การจัดซื้อจัดจ้างของระเบียบกระทรวงการคลัง กำหนดทุกขั้นตอน และยังมีการตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง และให้รายงานผลตามลำดับชั้น ปรากฏว่าไม่เป็นจริงตามที่ร้องเรียน การดำเนินตามกฎหมาย ที่มีกรณียื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับ TOR และศาลได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องที่ผู้ร้องให้ทุเลาการดำเนินการจัดพิมพ์แบบเรียน และพิจารณาแล้วไม่ได้เป็นการล็อคสเปคตามที่กล่าวอ้าง ในปี 2567 – 2568 จึงได้ให้องค์การค้าดำเนินการตาม TOR ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดต่อไป รมช.สุรศักดิ์ กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับองค์การค้าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้แสวงหากำไร ดังนั้นรายได้ที่ได้ จึงนำไปเป็นสวัสดิการให้กับครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้ง นำไปพัฒนาสื่อสำหรับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปตั้งแต่ปี 2567 องค์การค้าของ สกสค. ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่างบประมาณและราคากลางทุกปี คิดเป็นร้อยละ 12.27 และในปี 2568 ร้อยละ19.61
.
สำหรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นหลักสูตรช่วงชั้นที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ปี 2566 – 2568 ซึ่งจะสิ้นสุดปีการศึกษา 2568 ใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8จังหวัด จำนวน 184 โรงเรียน แล้วจึงมาประเมินว่าหลักสูตรดีหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงได้มีมติให้ใช้หลักสูตรเป็นหลักสูตรปฐมวัย 2568 และหลักสูตรประถมต้น 2568 โดยได้มีแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ชุด ซึ่งเป็นนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร สสวช. ศึกษานิเทศก์ ครู ผู้บริหาร สสวท. ผู้ทรงคุณวุฒิในหลายด้าน เช่นศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และศาสตราจารย์ศิริเดช สุชีวะ (รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รวมถึงผู้มีประสบการที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนและการประเมินผล ได้แก่ 1. กพฐ. 2.คณะกรรมการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. คณะอนุกรรมการด้านการส่งเสริมการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษา และ 4. คณะทำงานจัดทำหลักสูตรการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้น และหลักสูตรประถมต้น 2568 โดยให้เริ่มใช้ปีการศึกษา 2568
.
นายสุรศักดิ์ ชี้แจงต่อว่า ส่วนการดำเนินการ กพฐ. เชิญมาร่วมคิดออกแบบให้โรงเรียนสมัครใจใช้เป็นโรงเรียนที่ใช้ จำนวน 4,398 แห่ง และ สวก. ได้อบรมให้ความรู้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีการกำหนดกลุ่มวิจัยตามตัวแปร คือ ขนาดโรงเรียน บริบทโรงเรียน โดยกระจายตามภูมิภาค 231 โรงเรียน การวิจัยเพื่อนำไปสู่คุณภาพของการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับนักเรียน นอกจากนี้ ในขณะนี้อาชีวศึกษามีผู้เรียนกว่า 6 แสนคน อยู่ในระบบทวิภาคี 1 แสนกว่าคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึงร้อยละ 35 มีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นสมรรถนะ และตอบโจทย์ผู้ประกอบการ รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนได้มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคตอีกด้วย นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

31 พฤษภาคม 2568 เวลา 02:29
"รมช.สุรศักดิ์" แจงยิบ องค์การค้า สกสค. ไม่เคยได้รับ งบประมาณแผ่นดิน และไม่เป็นภาระ ด้านงบประมาณ
มีความโปร่งใส! “รมช.สุรศักดิ์” แจงยิบ องค์การค้า สกสค. ไม่เคยได้รับงบประมาณแผ่นดิน และไม่เป็นภาระด้านงบประมาณ
วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงในประเด็นเรื่องขององค์การค้าของ สกสค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ) โดยกล่าวว่า สำหรับบทบาทขององค์การค้า มีหน้าที่ในการจัดหา จัดซื้อ สื่อการเรียนการสอน เสื้อ เครื่องแบบนักเรียน และสื่อการเรียนการสอนให้กับสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการศึกษาอื่น เพื่อมีการควบคุมราคากลางข้างต้นให้กับสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานอื่น โดยให้มีหนังสือ แบบเรียนที่มีมาตรฐานและเข้าถึงได้ง่าย แต่องค์การค้า สกสค. ไม่เคยได้รับงบประมาณแผ่นดินและไม่เป็นภาระด้านงบประมาณเลย ภารกิจที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ยังคงต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องให้ดีที่สุด ตามมาตรา 83 แห่งพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ได้กำหนด ดังนี้ การโอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ของคุรุสภา การลงทุนหรือสวัสดิการไปเป็นของสำนักงาน สกสค. โดยให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการขององค์การค้าของคุรุสภาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันอย่างเสรี ดังนั้น การดำเนินการองค์การค้า ต้องเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งการมอบหมาย นั้น ซึ่งในทางปฏิบัติโรงเรียนเลือกซื้อหนังสือได้จากสำนักพิมพ์ใดก็ได้ กระทรวงไม่มีนโยบายบังคับ และมีการกำหนดแนวทางการคัดเลือกหนังสือ โดยผ่านการคัดสรรจากภาคี 4 ฝ่าย คือ ผู้แทนครู ผู้แทนชุมชน ผู้แทนนักเรียน และผู้แทนผู้ปกครอง สอดคล้องกับข้อมูลที่ท่านอภิปรายว่า ส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 40 เป็นขององค์การค้าของ สกสค. และอีกร้อยละ 60 เป็นของสำนักพิมพ์เอกชนอื่น แสดงให้เห็นว่าไม่มีการผูกขาด และมีการแข่งขันอย่างเสรี และกระทรวงยังคงเน้นย้ำให้มีความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง
.
สำหรับกรณีที่ สส. กล่าวถึงการได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องตรวจสอบการจ้างพิมพ์ไม่โปร่งใสของปี 2567 และปี 2568 การกีดกัน หรือมี TOR ล็อคสเปค ทำให้หนังสือแพง และไม่มีคุณภาพนั้น กระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันว่าไม่มีการล็อคสเปค ไม่มีการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีชุดนี้อย่างแน่นอน เนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ และตน ได้มีข้อสั่งการให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามที่ การจัดซื้อจัดจ้างของระเบียบกระทรวงการคลัง กำหนดทุกขั้นตอน และยังมีการตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง และให้รายงานผลตามลำดับชั้น ปรากฏว่าไม่เป็นจริงตามที่ร้องเรียน การดำเนินตามกฎหมาย ที่มีกรณียื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับ TOR และศาลได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องที่ผู้ร้องให้ทุเลาการดำเนินการจัดพิมพ์แบบเรียน และพิจารณาแล้วไม่ได้เป็นการล็อคสเปคตามที่กล่าวอ้าง ในปี 2567 – 2568 จึงได้ให้องค์การค้าดำเนินการตาม TOR ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดต่อไป รมช.สุรศักดิ์ กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับองค์การค้าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้แสวงหากำไร ดังนั้นรายได้ที่ได้ จึงนำไปเป็นสวัสดิการให้กับครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้ง นำไปพัฒนาสื่อสำหรับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปตั้งแต่ปี 2567 องค์การค้าของ สกสค. ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่างบประมาณและราคากลางทุกปี คิดเป็นร้อยละ 12.27 และในปี 2568 ร้อยละ19.61
.
สำหรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นหลักสูตรช่วงชั้นที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ปี 2566 – 2568 ซึ่งจะสิ้นสุดปีการศึกษา 2568 ใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8จังหวัด จำนวน 184 โรงเรียน แล้วจึงมาประเมินว่าหลักสูตรดีหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงได้มีมติให้ใช้หลักสูตรเป็นหลักสูตรปฐมวัย 2568 และหลักสูตรประถมต้น 2568 โดยได้มีแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ชุด ซึ่งเป็นนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร สสวช. ศึกษานิเทศก์ ครู ผู้บริหาร สสวท. ผู้ทรงคุณวุฒิในหลายด้าน เช่นศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และศาสตราจารย์ศิริเดช สุชีวะ (รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รวมถึงผู้มีประสบการที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนและการประเมินผล ได้แก่ 1. กพฐ. 2.คณะกรรมการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. คณะอนุกรรมการด้านการส่งเสริมการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษา และ 4. คณะทำงานจัดทำหลักสูตรการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้น และหลักสูตรประถมต้น 2568 โดยให้เริ่มใช้ปีการศึกษา 2568
.
นายสุรศักดิ์ ชี้แจงต่อว่า ส่วนการดำเนินการ กพฐ. เชิญมาร่วมคิดออกแบบให้โรงเรียนสมัครใจใช้เป็นโรงเรียนที่ใช้ จำนวน 4,398 แห่ง และ สวก. ได้อบรมให้ความรู้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีการกำหนดกลุ่มวิจัยตามตัวแปร คือ ขนาดโรงเรียน บริบทโรงเรียน โดยกระจายตามภูมิภาค 231 โรงเรียน การวิจัยเพื่อนำไปสู่คุณภาพของการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับนักเรียน นอกจากนี้ ในขณะนี้อาชีวศึกษามีผู้เรียนกว่า 6 แสนคน อยู่ในระบบทวิภาคี 1 แสนกว่าคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึงร้อยละ 35 มีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นสมรรถนะ และตอบโจทย์ผู้ประกอบการ รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนได้มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคตอีกด้วย นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงในประเด็นเรื่องขององค์การค้าของ สกสค. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ) โดยกล่าวว่า สำหรับบทบาทขององค์การค้า มีหน้าที่ในการจัดหา จัดซื้อ สื่อการเรียนการสอน เสื้อ เครื่องแบบนักเรียน และสื่อการเรียนการสอนให้กับสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านการศึกษาอื่น เพื่อมีการควบคุมราคากลางข้างต้นให้กับสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานอื่น โดยให้มีหนังสือ แบบเรียนที่มีมาตรฐานและเข้าถึงได้ง่าย แต่องค์การค้า สกสค. ไม่เคยได้รับงบประมาณแผ่นดินและไม่เป็นภาระด้านงบประมาณเลย ภารกิจที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ยังคงต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องให้ดีที่สุด ตามมาตรา 83 แห่งพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ได้กำหนด ดังนี้ การโอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่าง ๆ ของคุรุสภา การลงทุนหรือสวัสดิการไปเป็นของสำนักงาน สกสค. โดยให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการขององค์การค้าของคุรุสภาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันอย่างเสรี ดังนั้น การดำเนินการองค์การค้า ต้องเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดจ้างพิมพ์หนังสือเรียน ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งการมอบหมาย นั้น ซึ่งในทางปฏิบัติโรงเรียนเลือกซื้อหนังสือได้จากสำนักพิมพ์ใดก็ได้ กระทรวงไม่มีนโยบายบังคับ และมีการกำหนดแนวทางการคัดเลือกหนังสือ โดยผ่านการคัดสรรจากภาคี 4 ฝ่าย คือ ผู้แทนครู ผู้แทนชุมชน ผู้แทนนักเรียน และผู้แทนผู้ปกครอง สอดคล้องกับข้อมูลที่ท่านอภิปรายว่า ส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 40 เป็นขององค์การค้าของ สกสค. และอีกร้อยละ 60 เป็นของสำนักพิมพ์เอกชนอื่น แสดงให้เห็นว่าไม่มีการผูกขาด และมีการแข่งขันอย่างเสรี และกระทรวงยังคงเน้นย้ำให้มีความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง
.
สำหรับกรณีที่ สส. กล่าวถึงการได้รับหนังสือร้องเรียนเรื่องตรวจสอบการจ้างพิมพ์ไม่โปร่งใสของปี 2567 และปี 2568 การกีดกัน หรือมี TOR ล็อคสเปค ทำให้หนังสือแพง และไม่มีคุณภาพนั้น กระทรวงศึกษาธิการขอยืนยันว่าไม่มีการล็อคสเปค ไม่มีการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีชุดนี้อย่างแน่นอน เนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ และตน ได้มีข้อสั่งการให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามที่ การจัดซื้อจัดจ้างของระเบียบกระทรวงการคลัง กำหนดทุกขั้นตอน และยังมีการตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง และให้รายงานผลตามลำดับชั้น ปรากฏว่าไม่เป็นจริงตามที่ร้องเรียน การดำเนินตามกฎหมาย ที่มีกรณียื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับ TOR และศาลได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องที่ผู้ร้องให้ทุเลาการดำเนินการจัดพิมพ์แบบเรียน และพิจารณาแล้วไม่ได้เป็นการล็อคสเปคตามที่กล่าวอ้าง ในปี 2567 – 2568 จึงได้ให้องค์การค้าดำเนินการตาม TOR ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนดต่อไป รมช.สุรศักดิ์ กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับองค์การค้าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้แสวงหากำไร ดังนั้นรายได้ที่ได้ จึงนำไปเป็นสวัสดิการให้กับครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้ง นำไปพัฒนาสื่อสำหรับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปตั้งแต่ปี 2567 องค์การค้าของ สกสค. ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่างบประมาณและราคากลางทุกปี คิดเป็นร้อยละ 12.27 และในปี 2568 ร้อยละ19.61
.
สำหรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นหลักสูตรช่วงชั้นที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้ปี 2566 – 2568 ซึ่งจะสิ้นสุดปีการศึกษา 2568 ใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8จังหวัด จำนวน 184 โรงเรียน แล้วจึงมาประเมินว่าหลักสูตรดีหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงได้มีมติให้ใช้หลักสูตรเป็นหลักสูตรปฐมวัย 2568 และหลักสูตรประถมต้น 2568 โดยได้มีแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ชุด ซึ่งเป็นนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร สสวช. ศึกษานิเทศก์ ครู ผู้บริหาร สสวท. ผู้ทรงคุณวุฒิในหลายด้าน เช่นศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และศาสตราจารย์ศิริเดช สุชีวะ (รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รวมถึงผู้มีประสบการที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนและการประเมินผล ได้แก่ 1. กพฐ. 2.คณะกรรมการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. คณะอนุกรรมการด้านการส่งเสริมการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษา และ 4. คณะทำงานจัดทำหลักสูตรการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้น และหลักสูตรประถมต้น 2568 โดยให้เริ่มใช้ปีการศึกษา 2568
.
นายสุรศักดิ์ ชี้แจงต่อว่า ส่วนการดำเนินการ กพฐ. เชิญมาร่วมคิดออกแบบให้โรงเรียนสมัครใจใช้เป็นโรงเรียนที่ใช้ จำนวน 4,398 แห่ง และ สวก. ได้อบรมให้ความรู้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งมีการกำหนดกลุ่มวิจัยตามตัวแปร คือ ขนาดโรงเรียน บริบทโรงเรียน โดยกระจายตามภูมิภาค 231 โรงเรียน การวิจัยเพื่อนำไปสู่คุณภาพของการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับนักเรียน นอกจากนี้ ในขณะนี้อาชีวศึกษามีผู้เรียนกว่า 6 แสนคน อยู่ในระบบทวิภาคี 1 แสนกว่าคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึงร้อยละ 35 มีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นสมรรถนะ และตอบโจทย์ผู้ประกอบการ รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนได้มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคตอีกด้วย นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย