วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 นายชูกัน กุลวงษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ทำนาในจังหวัดนครพนม และภาคอีสาน ปีหนึ่งได้ทำนา ขายข้าวครั้งเดียว แต่ปัญหามีมากมาย ถ้ารัฐบาลไม่เยียวยา ไม่แก้ไข ชาวนาอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ยาก อยากให้แก้ปัญหา ข้อที่ 1 ทํานาแล้วขาดทุน รัฐบาลช่วยลดภาระต้นทุนการทำนา เพื่อให้ชาวนาสามารถลืมตาอ้าปากได้ และมีรายได้เพียงพอสำหรับใช้หนี้ ธ.ก.ส. ไม่ใช่ขายข้าวแล้วไม่ได้อะไรเลย ข้อที่ 2 คือปุ๋ยราคาแพง อยากให้รัฐบาลจัดซื้อปุ๋ยมาขายให้ชาวนาในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องผ่านนายทุน และควรควบคุมราคาปุ๋ยที่แพงเกินไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา ข้อที่ 3 ให้รัฐบาลเยียวยาชาวนาไร่ละ 2,000 บาท ไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนเคยให้ไร่ละ 1,000-2,000 บาท โดยเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันสามารถทำได้
เพราะชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ชาวนาอยู่ได้รัฐบาลก็อยู่ได้ ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรือง
นายชูกัน กล่าวว่า ข้อที่ 4 ให้กรมการข้าวจัดหาพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี มาตรฐานปริมาณสูง ให้กับชาวนาอย่างทั่วถึง รวมถึงพิจารณาจัดตั้งศูนย์ขยายพันธุ์ข้าวหรือศูนย์พันธุ์ข้าวในทุกจังหวัดที่ยังไม่มี เพื่อแก้ไขปัญหาพันธุ์ข้าวไม่มีคุณภาพที่ชาวนากำลังประสบอยู่ ข้อที่ 5 กรมส่งเสริมการเกษตร ต้องเอาจริงเอาจัง ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องชาวนาที่เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากชาวนาไม่รู้จะพึ่งใคร นอกจากพึ่งรัฐบาล หรือจะให้พึ่งแต่ธรรมชาติ ฟ้า ฝน ตกตามฤดูกาลเท่านั้น อย่าลืมว่า ชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ข้อที่ 6 อยากให้รัฐบาลพยุงราคาข้าวในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เพราะชาวนาจำเป็นต้องขายข้าวเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. และหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าข้าวกลับมีราคาแพงขึ้น เมื่อออกจากมือชาวนาไปแล้ว
.
“ฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า ชาวนานั้นคือหัวใจหลัก ที่เรามาในวันนี้ มาจากพี่น้องชาวไร่ ชาวนากันทั้งนั้น ชาวไร่ชาวนา จะได้ชื่นใจว่า รัฐบาลนี้ทําให้กับชาวไร่ชาวนา ทํานาแล้วไม่ขาดทุน ทํานาแล้วชื่นอกชื่นใจ ขายข้าวได้ราคา พี่น้องชาวไร่ชาวนา ตาดําๆ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ทํางานโดยที่ไม่คิด และไม่ทําอะไรให้เดือดร้อนกับรัฐบาล เขาตั้งหน้า ตั้งตา ทํามาหากิน อย่างเดียว เราก็เหลียวหน้า แลหลังถึงพี่น้องชาวนาตาดําๆ ด้วย” นายชูกัน กล่าว
3 กรกฎาคม 2568 เวลา 16:01
ช่วยพี่น้องชาวนาตาดำๆ ! “สส.ชูกัน” วอน รัฐบาลแก้ปัญหา 6 ข้อช่วยเหลือชาวนาให้อยู่ได้ ทำนาไม่ขาดทุน ประเทศชาติจะรุ่งเรือง
วันที่ 3 กรกฎาคม 2568 นายชูกัน กุลวงษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ทำนาในจังหวัดนครพนม และภาคอีสาน ปีหนึ่งได้ทำนา ขายข้าวครั้งเดียว แต่ปัญหามีมากมาย ถ้ารัฐบาลไม่เยียวยา ไม่แก้ไข ชาวนาอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ยาก อยากให้แก้ปัญหา ข้อที่ 1 ทํานาแล้วขาดทุน รัฐบาลช่วยลดภาระต้นทุนการทำนา เพื่อให้ชาวนาสามารถลืมตาอ้าปากได้ และมีรายได้เพียงพอสำหรับใช้หนี้ ธ.ก.ส. ไม่ใช่ขายข้าวแล้วไม่ได้อะไรเลย ข้อที่ 2 คือปุ๋ยราคาแพง อยากให้รัฐบาลจัดซื้อปุ๋ยมาขายให้ชาวนาในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องผ่านนายทุน และควรควบคุมราคาปุ๋ยที่แพงเกินไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา ข้อที่ 3 ให้รัฐบาลเยียวยาชาวนาไร่ละ 2,000 บาท ไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนเคยให้ไร่ละ 1,000-2,000 บาท โดยเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันสามารถทำได้
เพราะชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ชาวนาอยู่ได้รัฐบาลก็อยู่ได้ ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรือง
นายชูกัน กล่าวว่า ข้อที่ 4 ให้กรมการข้าวจัดหาพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี มาตรฐานปริมาณสูง ให้กับชาวนาอย่างทั่วถึง รวมถึงพิจารณาจัดตั้งศูนย์ขยายพันธุ์ข้าวหรือศูนย์พันธุ์ข้าวในทุกจังหวัดที่ยังไม่มี เพื่อแก้ไขปัญหาพันธุ์ข้าวไม่มีคุณภาพที่ชาวนากำลังประสบอยู่ ข้อที่ 5 กรมส่งเสริมการเกษตร ต้องเอาจริงเอาจัง ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องชาวนาที่เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากชาวนาไม่รู้จะพึ่งใคร นอกจากพึ่งรัฐบาล หรือจะให้พึ่งแต่ธรรมชาติ ฟ้า ฝน ตกตามฤดูกาลเท่านั้น อย่าลืมว่า ชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ข้อที่ 6 อยากให้รัฐบาลพยุงราคาข้าวในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เพราะชาวนาจำเป็นต้องขายข้าวเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. และหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าข้าวกลับมีราคาแพงขึ้น เมื่อออกจากมือชาวนาไปแล้ว
.
“ฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า ชาวนานั้นคือหัวใจหลัก ที่เรามาในวันนี้ มาจากพี่น้องชาวไร่ ชาวนากันทั้งนั้น ชาวไร่ชาวนา จะได้ชื่นใจว่า รัฐบาลนี้ทําให้กับชาวไร่ชาวนา ทํานาแล้วไม่ขาดทุน ทํานาแล้วชื่นอกชื่นใจ ขายข้าวได้ราคา พี่น้องชาวไร่ชาวนา ตาดําๆ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ทํางานโดยที่ไม่คิด และไม่ทําอะไรให้เดือดร้อนกับรัฐบาล เขาตั้งหน้า ตั้งตา ทํามาหากิน อย่างเดียว เราก็เหลียวหน้า แลหลังถึงพี่น้องชาวนาตาดําๆ ด้วย” นายชูกัน กล่าว