วันที่ 9 ก.ค.68 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นเสนอร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ฉบับพรรคภูมิใจไทย โดยชี้แจงหลักการว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการเพื่อนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดที่เกิดจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมือง ให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและพ้นจากความผิดตามกฎหมาย รวมถึงให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา ทั้งนี้ไม่รวมถึงการกระทำความผิด 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว หรือความผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย
นายภราดร กล่าวว่า เหตุผลคือสังคมไทยเผชิญความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงและยาวนาน นำไปสู่การชุมนุมต่อเนื่อง และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากที่เพียงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต้องกลายเป็นผู้กระทำผิด ถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา แม้ไม่มีเจตนาชั่วร้ายหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เพียงต้องการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติในหลายมิติ การตรากฎหมายนี้จึงจำเป็นเพื่อคืนโอกาสให้ประชาชนและสร้างความสมัครสมานสามัคคีปรองดองในชาติ
นายภราดร ได้อภิปรายสนับสนุนร่างและอธิบายในตัวเนื้อหา พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับอีก 4 ร่าง ว่า เนื้อหาฉบับของพรรคภูมิใจไทย ตรงกับฉบับของนายวิชัย และนายปรีดา บุญเพลิง โดยหลักใหญ่นิรโทษกรรมผู้ที่กระทำผิดจากการชุมนุมทางการเมือง เว้นไม่นิรโทษกรรมให้ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มทำผิดมาตรา 112 กลุ่ม 2.กลุ่มทำผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 3.กลุ่มนี้อาจจะแยกได้ออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงถึงชีวิต และ4.กลุ่มที่ก่อความเสียหายให้กับเอกชน แต่สิ่งที่แตกต่างจากร่างคือในมาตรา 4 โดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำผิดของพรรคภูมิใจไทยจะมีเพียง 5 ท่าน ซึ่งไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เพราะกลุ่มคนการเมือง หนีไม่พ้นที่จะเกิดอคติหรือเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด แต่ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ทำหน้าที่เลขานุการ เหตุผลเพื่อทำให้กระบวนการนิรโทษกรรมรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายภราดร ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนแต่แรกว่าจะ ไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเข้าใจดีว่าสังคมยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นนี้ การนิรโทษกรรมกลุ่มนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ในสังคมหรือไม่ นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องไม่จบสิ้น ทั้งนี้การตั้งหลักของพรรคคือ หากนิรโทษกรรมไม่ได้ทั้งหมด ต้องมีบางส่วนที่ได้รับประโยชน์ จำเป็นต้องตัดบางส่วนจากสมการ เพราะสังคมยังมีความเห็นต่างจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายไหนมากกว่า
"ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเราผ่านการชุมนุมทางการเมืองจะเห็นว่า สังคมนี้ค่อย ๆ เรียนรู้ความคิดเห็น หรือการอยู่ร่วมกันกับผู้ที่เห็นต่าง เราเรียนรู้มากขึ้นกับทฤษฎีดอกไม้หลากสีในกระถางเดียวกัน เราเรียนรู้ว่าสวนจะสวยงามได้ไม่ใช่ด้วยการปลูกดอกไม้ชนิดเดียว ในสังคมประชาธิปไตยเราเรียนรู้ว่าไม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนคิดเห็นได้เหมือนกันหมด" สส.อ่างทอง กล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า จึงเป็นเหตุผลว่าถึงเวลาที่จะปลดล็อก และคืนความยุติธรรมให้กับคนส่วนหนึ่งที่อยู่ในการชุมนุมด้วยความผิดต่างๆ บางคนเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลกระทบที่ได้รับจากคำพิพากษา ภรรยาและลูกต้องมาชดใช้ค่าเสียหายให้กับเขา เช่น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมและผู้นำสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, นายสำราญ รอดเพชร อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ล้วนอยู่ในกระบวนการนี้ทั้งสิ้น
"ถึงเวลาที่จะต้องหันหน้าหากัน เริ่มต้นสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ พ.ร.บ.บังคับใช้ แต่ผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่ในอนาคตเมื่อสังคมพูดคุย และคนเหล่านั้นสำนึกผิดต่อการกระทำ เชื่อว่าสังคมและสภาฯ พร้อมกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้นเราควรต้องรอสังคมมีความพร้อมมากกว่านี้กับบางกรณี อย่าทำให้บางกรณีพัวพันทำให้ทุกกรณีต้องตกขบวนไปด้วย เรามีตัวอย่างของความเจ็บปวดมาแล้ว กรณีของนิรโทษกรรมสุดซอยที่สังคมรับไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลสังคมค่อยๆ ทำไป เพื่อที่จะให้มีผู้ได้รับอนิสงฆ์จากร่างฉบับนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ดันเข้าไป ถึงเวลาไม่ได้รับการนิรโทษกรรมสักคนเดียว แบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ ผมเห็นว่าควรต้องรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้กลับมาพิจารณาในส่วนที่เหลือ" นายภราดร กล่าว พร้อมฝากถึงคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และใช้บทเรียนในอดีต เพื่อไม่ให้การเริ่มต้นที่ดีครั้งนี้ต้องเสียเปล่า

9 กรกฎาคม 2568 เวลา 23:30
"ภราดร" เสนอร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริม สังคมสันติสุข ย้ำ ภท.นิรโทษกรรม ไม่รวม ม.112 หวั่นสร้างปัญหาใหม่
"ภราดร" เสนอร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย นิรโทษกรรมต้องไม่รวม ม.112 หวั่นสร้างปัญหาใหม่ ยกทฤษฎีดอกไม้หลากสี ยอมรับความต่าง รอเวลาสังคมพร้อม
วันที่ 9 ก.ค.68 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นเสนอร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ฉบับพรรคภูมิใจไทย โดยชี้แจงหลักการว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการเพื่อนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดที่เกิดจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมือง ให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและพ้นจากความผิดตามกฎหมาย รวมถึงให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา ทั้งนี้ไม่รวมถึงการกระทำความผิด 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว หรือความผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย
นายภราดร กล่าวว่า เหตุผลคือสังคมไทยเผชิญความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงและยาวนาน นำไปสู่การชุมนุมต่อเนื่อง และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากที่เพียงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต้องกลายเป็นผู้กระทำผิด ถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา แม้ไม่มีเจตนาชั่วร้ายหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เพียงต้องการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติในหลายมิติ การตรากฎหมายนี้จึงจำเป็นเพื่อคืนโอกาสให้ประชาชนและสร้างความสมัครสมานสามัคคีปรองดองในชาติ
นายภราดร ได้อภิปรายสนับสนุนร่างและอธิบายในตัวเนื้อหา พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับอีก 4 ร่าง ว่า เนื้อหาฉบับของพรรคภูมิใจไทย ตรงกับฉบับของนายวิชัย และนายปรีดา บุญเพลิง โดยหลักใหญ่นิรโทษกรรมผู้ที่กระทำผิดจากการชุมนุมทางการเมือง เว้นไม่นิรโทษกรรมให้ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มทำผิดมาตรา 112 กลุ่ม 2.กลุ่มทำผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 3.กลุ่มนี้อาจจะแยกได้ออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงถึงชีวิต และ4.กลุ่มที่ก่อความเสียหายให้กับเอกชน แต่สิ่งที่แตกต่างจากร่างคือในมาตรา 4 โดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำผิดของพรรคภูมิใจไทยจะมีเพียง 5 ท่าน ซึ่งไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เพราะกลุ่มคนการเมือง หนีไม่พ้นที่จะเกิดอคติหรือเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด แต่ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ทำหน้าที่เลขานุการ เหตุผลเพื่อทำให้กระบวนการนิรโทษกรรมรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายภราดร ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนแต่แรกว่าจะ ไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเข้าใจดีว่าสังคมยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นนี้ การนิรโทษกรรมกลุ่มนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ในสังคมหรือไม่ นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องไม่จบสิ้น ทั้งนี้การตั้งหลักของพรรคคือ หากนิรโทษกรรมไม่ได้ทั้งหมด ต้องมีบางส่วนที่ได้รับประโยชน์ จำเป็นต้องตัดบางส่วนจากสมการ เพราะสังคมยังมีความเห็นต่างจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายไหนมากกว่า
"ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเราผ่านการชุมนุมทางการเมืองจะเห็นว่า สังคมนี้ค่อย ๆ เรียนรู้ความคิดเห็น หรือการอยู่ร่วมกันกับผู้ที่เห็นต่าง เราเรียนรู้มากขึ้นกับทฤษฎีดอกไม้หลากสีในกระถางเดียวกัน เราเรียนรู้ว่าสวนจะสวยงามได้ไม่ใช่ด้วยการปลูกดอกไม้ชนิดเดียว ในสังคมประชาธิปไตยเราเรียนรู้ว่าไม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนคิดเห็นได้เหมือนกันหมด" สส.อ่างทอง กล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า จึงเป็นเหตุผลว่าถึงเวลาที่จะปลดล็อก และคืนความยุติธรรมให้กับคนส่วนหนึ่งที่อยู่ในการชุมนุมด้วยความผิดต่างๆ บางคนเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลกระทบที่ได้รับจากคำพิพากษา ภรรยาและลูกต้องมาชดใช้ค่าเสียหายให้กับเขา เช่น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมและผู้นำสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, นายสำราญ รอดเพชร อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ล้วนอยู่ในกระบวนการนี้ทั้งสิ้น
"ถึงเวลาที่จะต้องหันหน้าหากัน เริ่มต้นสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ พ.ร.บ.บังคับใช้ แต่ผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่ในอนาคตเมื่อสังคมพูดคุย และคนเหล่านั้นสำนึกผิดต่อการกระทำ เชื่อว่าสังคมและสภาฯ พร้อมกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้นเราควรต้องรอสังคมมีความพร้อมมากกว่านี้กับบางกรณี อย่าทำให้บางกรณีพัวพันทำให้ทุกกรณีต้องตกขบวนไปด้วย เรามีตัวอย่างของความเจ็บปวดมาแล้ว กรณีของนิรโทษกรรมสุดซอยที่สังคมรับไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลสังคมค่อยๆ ทำไป เพื่อที่จะให้มีผู้ได้รับอนิสงฆ์จากร่างฉบับนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ดันเข้าไป ถึงเวลาไม่ได้รับการนิรโทษกรรมสักคนเดียว แบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ ผมเห็นว่าควรต้องรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้กลับมาพิจารณาในส่วนที่เหลือ" นายภราดร กล่าว พร้อมฝากถึงคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และใช้บทเรียนในอดีต เพื่อไม่ให้การเริ่มต้นที่ดีครั้งนี้ต้องเสียเปล่า
วันที่ 9 ก.ค.68 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นเสนอร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ฉบับพรรคภูมิใจไทย โดยชี้แจงหลักการว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการเพื่อนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดที่เกิดจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมือง ให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและพ้นจากความผิดตามกฎหมาย รวมถึงให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา ทั้งนี้ไม่รวมถึงการกระทำความผิด 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 3.การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว หรือความผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย
นายภราดร กล่าวว่า เหตุผลคือสังคมไทยเผชิญความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงและยาวนาน นำไปสู่การชุมนุมต่อเนื่อง และการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากที่เพียงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต้องกลายเป็นผู้กระทำผิด ถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา แม้ไม่มีเจตนาชั่วร้ายหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เพียงต้องการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติในหลายมิติ การตรากฎหมายนี้จึงจำเป็นเพื่อคืนโอกาสให้ประชาชนและสร้างความสมัครสมานสามัคคีปรองดองในชาติ
นายภราดร ได้อภิปรายสนับสนุนร่างและอธิบายในตัวเนื้อหา พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับอีก 4 ร่าง ว่า เนื้อหาฉบับของพรรคภูมิใจไทย ตรงกับฉบับของนายวิชัย และนายปรีดา บุญเพลิง โดยหลักใหญ่นิรโทษกรรมผู้ที่กระทำผิดจากการชุมนุมทางการเมือง เว้นไม่นิรโทษกรรมให้ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มทำผิดมาตรา 112 กลุ่ม 2.กลุ่มทำผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 3.กลุ่มนี้อาจจะแยกได้ออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรงถึงชีวิต และ4.กลุ่มที่ก่อความเสียหายให้กับเอกชน แต่สิ่งที่แตกต่างจากร่างคือในมาตรา 4 โดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำผิดของพรรคภูมิใจไทยจะมีเพียง 5 ท่าน ซึ่งไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เพราะกลุ่มคนการเมือง หนีไม่พ้นที่จะเกิดอคติหรือเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด แต่ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลปกครองสูงสุด, อัยการสูงสุด และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ทำหน้าที่เลขานุการ เหตุผลเพื่อทำให้กระบวนการนิรโทษกรรมรวดเร็วยิ่งขึ้น
นายภราดร ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนแต่แรกว่าจะ ไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเข้าใจดีว่าสังคมยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นนี้ การนิรโทษกรรมกลุ่มนี้อาจสร้างปัญหาใหม่ในสังคมหรือไม่ นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องไม่จบสิ้น ทั้งนี้การตั้งหลักของพรรคคือ หากนิรโทษกรรมไม่ได้ทั้งหมด ต้องมีบางส่วนที่ได้รับประโยชน์ จำเป็นต้องตัดบางส่วนจากสมการ เพราะสังคมยังมีความเห็นต่างจำนวนมาก ซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายไหนมากกว่า
"ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเราผ่านการชุมนุมทางการเมืองจะเห็นว่า สังคมนี้ค่อย ๆ เรียนรู้ความคิดเห็น หรือการอยู่ร่วมกันกับผู้ที่เห็นต่าง เราเรียนรู้มากขึ้นกับทฤษฎีดอกไม้หลากสีในกระถางเดียวกัน เราเรียนรู้ว่าสวนจะสวยงามได้ไม่ใช่ด้วยการปลูกดอกไม้ชนิดเดียว ในสังคมประชาธิปไตยเราเรียนรู้ว่าไม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนคิดเห็นได้เหมือนกันหมด" สส.อ่างทอง กล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า จึงเป็นเหตุผลว่าถึงเวลาที่จะปลดล็อก และคืนความยุติธรรมให้กับคนส่วนหนึ่งที่อยู่ในการชุมนุมด้วยความผิดต่างๆ บางคนเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลกระทบที่ได้รับจากคำพิพากษา ภรรยาและลูกต้องมาชดใช้ค่าเสียหายให้กับเขา เช่น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมและผู้นำสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต, นายสำราญ รอดเพชร อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ล้วนอยู่ในกระบวนการนี้ทั้งสิ้น
"ถึงเวลาที่จะต้องหันหน้าหากัน เริ่มต้นสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น ตั้งแต่ พ.ร.บ.บังคับใช้ แต่ผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของกลุ่มคนที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ แต่ในอนาคตเมื่อสังคมพูดคุย และคนเหล่านั้นสำนึกผิดต่อการกระทำ เชื่อว่าสังคมและสภาฯ พร้อมกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้นเราควรต้องรอสังคมมีความพร้อมมากกว่านี้กับบางกรณี อย่าทำให้บางกรณีพัวพันทำให้ทุกกรณีต้องตกขบวนไปด้วย เรามีตัวอย่างของความเจ็บปวดมาแล้ว กรณีของนิรโทษกรรมสุดซอยที่สังคมรับไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลสังคมค่อยๆ ทำไป เพื่อที่จะให้มีผู้ได้รับอนิสงฆ์จากร่างฉบับนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ดันเข้าไป ถึงเวลาไม่ได้รับการนิรโทษกรรมสักคนเดียว แบบนี้ไม่เกิดประโยชน์ ผมเห็นว่าควรต้องรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้กลับมาพิจารณาในส่วนที่เหลือ" นายภราดร กล่าว พร้อมฝากถึงคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน และใช้บทเรียนในอดีต เพื่อไม่ให้การเริ่มต้นที่ดีครั้งนี้ต้องเสียเปล่า