วันที่ 16 ก.ค.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสรุป การยื่นร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกที่เป็นผู้เสนอ ว่า วันนี้ทุกพรรคการเมืองและทุกภาคส่วนของสังคมเห็นตรงกันในเรื่องการนิรโทษกรรมว่า ประเทศของเราจะเดินหน้าและก้าวไปสู้สังคมแห่งความสามัคคี ความปรองดอง เป็นสังคมแห่งสันติสุขอย่างแท้จริง ไม่ได้ถกเถียงว่าจะนิรโทษกรรมหรือไม่ แต่เป็นการพูดคุยว่าถ้าจะนิรโทษกรรมแบบไหน เพื่อให้สังคมไทยก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งเป้าหมายปลายทางไม่ต่างกัน พรรคภูมิใจไทยก็เห็นเหมือนกับที่ภาคประชาชนอยากจะเห็นเพียงแต่แตกต่างกันที่วิธีการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนั้น
นายกรวีร์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2556 ที่ตนเป็น สส.สมัยแรก และเป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวาย การเปลี่ยนแปลง และการรัฐประหารในที่สุด สิ่งที่พวกเราได้ทำผิดพลาดไปในอดีต เพื่อที่จะนำมาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน ตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยจึงพยายามหาทางออกเพื่อสร้างสังคมสันติสุข โดยไม่สุดโต่งจนเกินไป และไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่ในสังคมจนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
"พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอ 4 เรื่องหลักที่จะไม่รวมอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรม คือ 1.ไม่รวมถึงการกระทำผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ 2.ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วน 3.การกระทำผิดที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต 4.การกระทำผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ โดยเชื่อว่าหากแยกออกไปก่อน จะลดความขัดแย้งและเหตุที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าได้"
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยคิดว่าการก้าวเดินไปข้างหน้าได้เพียงครึ่งก้าวหรือหนึ่งก้าว ก็ยังดีกว่ายืนอยู่กับที่ แต่ต้องมั่นใจว่ากฎหมายที่กำลังจะอนุมัติผ่านสภาฯ จะเป็นกุญแจที่เปิดประตูสู่สังคมแห่งสันติสุข และความปรองดองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นกุญแจที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในบางกรณี ยังมีช่องทางอื่น เช่น การขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีที่ผู้กระทำผิดได้รับพระราชทานอภัยโทษ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีผู้ที่ทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว และได้รับความยุติธรรมแล้ว สังคมก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข และไม่ได้รังเกียจผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 แต่หากนิรโทษกรรมแบบเหมารวมไปเลย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความไม่สงบสุขรอบใหม่ และจะต้องขอนิรโทษกรรมไม่จบไม่สิ้น
"พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยและจะรับหลักการใน พ.ร.บ.ที่เสนอ และยินดีที่จะสนับสนุนในสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลที่นำเสนอ แต่ขออภัยที่ไม่สามารถสนับสนุนในร่างที่อาจขัดกับหลักการและเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมไทย และทำให้เจตนาดีของการนิรโทษกรรมสูญเปล่า สิ่งที่ต้องการเห็นคือการนิรโทษกรรมที่เป็นจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งเดิม ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งใหม่ เพราะไม่อาจเยียวยาบาดแผลเก่าด้วยการสร้างบาดแผลใหม่ได้" นายกรวีร์ กล่าว

16 กรกฎาคม 2568 เวลา 17:25
"กรวีร์" ย้ำ จุดยืนภูมิใจไทย 4 ประเด็นหลัก ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ถอดบทเรียนปี 56 หวังปรองดอง ไม่สร้างความขัดแย้งใหม่
วันที่ 16 ก.ค.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสรุป การยื่นร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกที่เป็นผู้เสนอ ว่า วันนี้ทุกพรรคการเมืองและทุกภาคส่วนของสังคมเห็นตรงกันในเรื่องการนิรโทษกรรมว่า ประเทศของเราจะเดินหน้าและก้าวไปสู้สังคมแห่งความสามัคคี ความปรองดอง เป็นสังคมแห่งสันติสุขอย่างแท้จริง ไม่ได้ถกเถียงว่าจะนิรโทษกรรมหรือไม่ แต่เป็นการพูดคุยว่าถ้าจะนิรโทษกรรมแบบไหน เพื่อให้สังคมไทยก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ซึ่งเป้าหมายปลายทางไม่ต่างกัน พรรคภูมิใจไทยก็เห็นเหมือนกับที่ภาคประชาชนอยากจะเห็นเพียงแต่แตกต่างกันที่วิธีการที่จะเดินไปสู่เป้าหมายนั้น
นายกรวีร์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2556 ที่ตนเป็น สส.สมัยแรก และเป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวาย การเปลี่ยนแปลง และการรัฐประหารในที่สุด สิ่งที่พวกเราได้ทำผิดพลาดไปในอดีต เพื่อที่จะนำมาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน ตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยจึงพยายามหาทางออกเพื่อสร้างสังคมสันติสุข โดยไม่สุดโต่งจนเกินไป และไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่ในสังคมจนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
"พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอ 4 เรื่องหลักที่จะไม่รวมอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรม คือ 1.ไม่รวมถึงการกระทำผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ 2.ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วน 3.การกระทำผิดที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต 4.การกระทำผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ โดยเชื่อว่าหากแยกออกไปก่อน จะลดความขัดแย้งและเหตุที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าได้"
นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยคิดว่าการก้าวเดินไปข้างหน้าได้เพียงครึ่งก้าวหรือหนึ่งก้าว ก็ยังดีกว่ายืนอยู่กับที่ แต่ต้องมั่นใจว่ากฎหมายที่กำลังจะอนุมัติผ่านสภาฯ จะเป็นกุญแจที่เปิดประตูสู่สังคมแห่งสันติสุข และความปรองดองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นกุญแจที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในบางกรณี ยังมีช่องทางอื่น เช่น การขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีที่ผู้กระทำผิดได้รับพระราชทานอภัยโทษ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีผู้ที่ทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว และได้รับความยุติธรรมแล้ว สังคมก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข และไม่ได้รังเกียจผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 แต่หากนิรโทษกรรมแบบเหมารวมไปเลย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความไม่สงบสุขรอบใหม่ และจะต้องขอนิรโทษกรรมไม่จบไม่สิ้น
"พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยและจะรับหลักการใน พ.ร.บ.ที่เสนอ และยินดีที่จะสนับสนุนในสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลที่นำเสนอ แต่ขออภัยที่ไม่สามารถสนับสนุนในร่างที่อาจขัดกับหลักการและเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมไทย และทำให้เจตนาดีของการนิรโทษกรรมสูญเปล่า สิ่งที่ต้องการเห็นคือการนิรโทษกรรมที่เป็นจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งเดิม ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งใหม่ เพราะไม่อาจเยียวยาบาดแผลเก่าด้วยการสร้างบาดแผลใหม่ได้" นายกรวีร์ กล่าว