วันที่ 17 ก.ค.2568 นายสยาม เพ็งทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า จาการลงพื้นที่อำเภอ
เมืองบึงกาฬ และอำเภอศรีวิไล ทั้ง 17 ตำบล เพื่อพูดคุยหารือกับพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ประชาชนอยากให้ช่วยแก้ไขคือ ราคาสินค้าทางการเกษตร และราคาปุ๋ย ซึ่งจังหวัดบึงกาฬประชาชนทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยการทำเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะยางพาราที่ปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน รวมไปถึงปาล์ม และมันสำปะหลัง
สส.บึงกาฬ กล่าวว่า ความกังวลเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นสิ่งสำคัญ โดยราคายางก้อนถ้วยปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ปาล์ม กิโลกรัมละ 4 บาท และมันสำปะหลัง 2 บาทนิดๆ เท่านั้น เกษตรกร อยากให้รัฐบาลช่วยทำให้ราคาสูงขึ้น โดยเชื่อว่าถ้าราคายางก้อนไม่ต่ำกว่า 35 บาท ปาล์มไม่ต่ำกว่า 6 บาท และมันสำปะหลังไม่ต่ำกว่า 4 บาท จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก
นายสยาม กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ราคาปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนในการผลิต จากข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30-60 % จนถึงปัจจุบันปี 2568 ราคาก็ยังสูงอยู่เหมือนเดิม และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง 10 ปีที่แล้วปุ๋ยราคาไม่เกิน 700 บาท แต่วันนี้อยู่ที่ 1,000-1,500 บาท สวนทางกับราคาพืชผลทางการเกษตรราวฟ้ากับเหว ถ้าราคาพืชผลทางการเกษตรขึ้นต่อเนื่องทุกปีเหมือนราคาปุ๋ย คงเป็นเรื่องที่ดีต่อเกษตรกรมาก
แต่ความจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ขออะไรมาก ขอแค่ให้ราคาปุ๋ยไม่เกิน 800-900 บาท ก็เป็นราคาที่พออยู่ได้แล้ว เราเชื่อเหลือเกินว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ
กำลังใช้จ่าย ถ้าเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยก็จะดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน จึงฝากประธานไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ช่วยหามาตรการในการแก้ไข ลดต้นทุนในการนำเข้า และเพิ่มกำไรในการส่งออกสินค้าทางการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี
ขึ้นของพี่น้องคนบึงกาฬ

17 กรกฎาคม 2568 เวลา 13:58
"สส.สยาม" วอนรัฐ! แก้ปัญหาราคาปุ๋ยแพง แต่ยาง- ปาล์ม - มันสำปะหลัง ตกต่ำ อย่างเร่งด่วน
วันที่ 17 ก.ค.2568 นายสยาม เพ็งทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย หารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า จาการลงพื้นที่อำเภอ
เมืองบึงกาฬ และอำเภอศรีวิไล ทั้ง 17 ตำบล เพื่อพูดคุยหารือกับพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ประชาชนอยากให้ช่วยแก้ไขคือ ราคาสินค้าทางการเกษตร และราคาปุ๋ย ซึ่งจังหวัดบึงกาฬประชาชนทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยการทำเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะยางพาราที่ปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน รวมไปถึงปาล์ม และมันสำปะหลัง
สส.บึงกาฬ กล่าวว่า ความกังวลเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นสิ่งสำคัญ โดยราคายางก้อนถ้วยปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ปาล์ม กิโลกรัมละ 4 บาท และมันสำปะหลัง 2 บาทนิดๆ เท่านั้น เกษตรกร อยากให้รัฐบาลช่วยทำให้ราคาสูงขึ้น โดยเชื่อว่าถ้าราคายางก้อนไม่ต่ำกว่า 35 บาท ปาล์มไม่ต่ำกว่า 6 บาท และมันสำปะหลังไม่ต่ำกว่า 4 บาท จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก
นายสยาม กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ราคาปุ๋ย ซึ่งเป็นต้นทุนในการผลิต จากข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30-60 % จนถึงปัจจุบันปี 2568 ราคาก็ยังสูงอยู่เหมือนเดิม และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง 10 ปีที่แล้วปุ๋ยราคาไม่เกิน 700 บาท แต่วันนี้อยู่ที่ 1,000-1,500 บาท สวนทางกับราคาพืชผลทางการเกษตรราวฟ้ากับเหว ถ้าราคาพืชผลทางการเกษตรขึ้นต่อเนื่องทุกปีเหมือนราคาปุ๋ย คงเป็นเรื่องที่ดีต่อเกษตรกรมาก
แต่ความจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ขออะไรมาก ขอแค่ให้ราคาปุ๋ยไม่เกิน 800-900 บาท ก็เป็นราคาที่พออยู่ได้แล้ว เราเชื่อเหลือเกินว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ
กำลังใช้จ่าย ถ้าเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจประเทศไทยก็จะดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน จึงฝากประธานไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ช่วยหามาตรการในการแก้ไข ลดต้นทุนในการนำเข้า และเพิ่มกำไรในการส่งออกสินค้าทางการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาปากท้องพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี
ขึ้นของพี่น้องคนบึงกาฬ