วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ได้ขอตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลง 1 % โดยงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ 63,219,401,200 บาท ซึ่งกรมการข้าวได้รับงบประมาณ 3,889,587,500 บาท
มีหน้าที่คือ 1. วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูงและคุณภาพดี 2.ผลิตและรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า 4. อนุรักษ์พันธุกรรมและส่งเสริมพันธุ์ข้าวท้องถิ่น ในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม 5.พัฒนาระบบตลาดและการแปรรูปข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนการสร้างแบรนด์ และขายตลาดใน และต่างประเทศ 6. จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลการผลิตและการตลาดข้าวให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจ
นายอำนาจ กล่าวว่า ภารกิจเหล่านี้ทำแล้วบรรลุผลมากน้อยแค่ไหน เพราะราคาข้าวตกต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงสุดเพียง 5,500 บาทต่อตัน สวนทางกับราคาปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง และค่าน้ำมัน ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตนลงพื้นที่ได้ถามชาวนาว่าปลูกข้าวปีนี้เป็นอย่างไร ชาวนาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ขาดทุน ต้นทุนการทำนา 1 ไร่ อยู่ที่ประมาณ 4,500-4,700 บาท แต่เมื่อขายข้าวได้ในราคาสูงสุดที่ 5,500 บาทต่อตัน และได้ผลผลิตเฉลี่ย 700 กิโลกรัมต่อไร่ ชาวนาจะขายข้าวได้เงินเพียง 3,850 บาทต่อไร่ ทำให้ขาดทุนถึง 800-1,000 บาทต่อไร่ ถ้าราคาแบบนี้ชาวนาจะอยู่ได้อย่างไร ชาวนาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ใจร้ายกับชาวนามากไม่หันมาดูแล
นายอำนาจ ได้ทวงถามถึงคำสัญญาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 และให้ความหวังกับชาวนาว่าจะได้รับเงินเยียวยาข้าวนาปีไร่ละ 1,500 บาท จำนวน 20 ไร่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า ชาวนาฝากมาทวงถามว่าได้คุยกับ นบข.หรือยัง
"ผมฝากถึงคณะนโยบายการบริหารนโยบายข้าวแห่งชาติ ท่านต้องอยู่ข้างเกษตรกร ท่านต้องยืนข้างชาวนา ต้องคิดเพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพราะเหตุผลที่ตั้งองค์กรขึ้นมา ก็เพื่อช่วยเหลือชาวนา วันนี้ท่านยืนอยู่ข้างรัฐบาล ผมได้ยินข่าวว่าได้มีการประชุมนโยบายข้าวว่า จะให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาทข้าวนาปี 1,000 บาท นาปรัง 1,000 บาท ตามมติ นบข. ข.จะเสนอครม.ต่อไป จึงอยากฝากประสานไปยังครม. รมต.ได้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเอาไปต่อทุน และใช้หนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา" สส.ปราจีน กล่าว
นายอำนาจ กล่วต่อว่า ปัญหาเงินเยียวยาที่ล่าช้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับซื้อปุ๋ยและยาได้ เนื่องจากร้านค้าปฏิเสธที่จะให้เครดิตในการซื้อปุ๋ย ซื้อยา เพราะรู้ดีว่าชาวนาต้องประสบภาวะขาดทุนและไม่มีกำลังจ่ายหนี้ ซึ่งเกษตรกรรม และชาวนาเปรียบเสมือนฐานรากของพีระมิดทางเศรษฐกิจ การบริหารประเทศต้องเริ่มจากการดูแลฐานรากให้แข็งแรง ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่บนยอดพีระมิดก่อน และอย่ากลับหัวพีระมิดลง
"สุดท้ายนี้ขอฝากการเมืองที่ดี ต้องทําให้ประชาชนพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพิ่มทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน นักการเมืองที่ดี ต้องอย่าลืมว่าเราเป็นเพียงผู้รับใช้ ไม่ใช่เจ้านายประชาชน ผู้นําที่ดี ต้องเสียสละ ไม่ใช่ทําเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแลพวกพ้อง" สส.ปราจีน กล่าว

14 สิงหาคม 2568 เวลา 13:25
"สส.อำนาจ" อภิปราย งบ กษ. ราคาข้าวต่ำที่สุด ต้นทุนพุ่ง ไม่พอจ่ายหนี วอนเร่งจ่ายเงินเยียวยา ดูแลชาวนาซึ่งเป็นฐานราก ให้แข็งแรงก่อน
"สส.อำนาจ" อภิปรายงบ กษ. สะท้อนเสียงชาวนา ราคาข้าวต่ำที่สุด-ต้นทุนพุ่ง ไม่พอจ่ายหนี้ วอนเร่งจ่ายเงินเยียวยา เตือน อย่าดูแลแต่คนรวยบนยอดพีระมิด ต้องดูแลชาวนาซึ่งเป็นฐานรากให้แข็งแรงก่อน
วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ได้ขอตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลง 1 % โดยงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ 63,219,401,200 บาท ซึ่งกรมการข้าวได้รับงบประมาณ 3,889,587,500 บาท
มีหน้าที่คือ 1. วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูงและคุณภาพดี 2.ผลิตและรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า 4. อนุรักษ์พันธุกรรมและส่งเสริมพันธุ์ข้าวท้องถิ่น ในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม 5.พัฒนาระบบตลาดและการแปรรูปข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนการสร้างแบรนด์ และขายตลาดใน และต่างประเทศ 6. จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลการผลิตและการตลาดข้าวให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจ
นายอำนาจ กล่าวว่า ภารกิจเหล่านี้ทำแล้วบรรลุผลมากน้อยแค่ไหน เพราะราคาข้าวตกต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงสุดเพียง 5,500 บาทต่อตัน สวนทางกับราคาปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง และค่าน้ำมัน ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตนลงพื้นที่ได้ถามชาวนาว่าปลูกข้าวปีนี้เป็นอย่างไร ชาวนาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ขาดทุน ต้นทุนการทำนา 1 ไร่ อยู่ที่ประมาณ 4,500-4,700 บาท แต่เมื่อขายข้าวได้ในราคาสูงสุดที่ 5,500 บาทต่อตัน และได้ผลผลิตเฉลี่ย 700 กิโลกรัมต่อไร่ ชาวนาจะขายข้าวได้เงินเพียง 3,850 บาทต่อไร่ ทำให้ขาดทุนถึง 800-1,000 บาทต่อไร่ ถ้าราคาแบบนี้ชาวนาจะอยู่ได้อย่างไร ชาวนาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ใจร้ายกับชาวนามากไม่หันมาดูแล
นายอำนาจ ได้ทวงถามถึงคำสัญญาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 และให้ความหวังกับชาวนาว่าจะได้รับเงินเยียวยาข้าวนาปีไร่ละ 1,500 บาท จำนวน 20 ไร่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า ชาวนาฝากมาทวงถามว่าได้คุยกับ นบข.หรือยัง
"ผมฝากถึงคณะนโยบายการบริหารนโยบายข้าวแห่งชาติ ท่านต้องอยู่ข้างเกษตรกร ท่านต้องยืนข้างชาวนา ต้องคิดเพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพราะเหตุผลที่ตั้งองค์กรขึ้นมา ก็เพื่อช่วยเหลือชาวนา วันนี้ท่านยืนอยู่ข้างรัฐบาล ผมได้ยินข่าวว่าได้มีการประชุมนโยบายข้าวว่า จะให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาทข้าวนาปี 1,000 บาท นาปรัง 1,000 บาท ตามมติ นบข. ข.จะเสนอครม.ต่อไป จึงอยากฝากประสานไปยังครม. รมต.ได้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเอาไปต่อทุน และใช้หนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา" สส.ปราจีน กล่าว
นายอำนาจ กล่วต่อว่า ปัญหาเงินเยียวยาที่ล่าช้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับซื้อปุ๋ยและยาได้ เนื่องจากร้านค้าปฏิเสธที่จะให้เครดิตในการซื้อปุ๋ย ซื้อยา เพราะรู้ดีว่าชาวนาต้องประสบภาวะขาดทุนและไม่มีกำลังจ่ายหนี้ ซึ่งเกษตรกรรม และชาวนาเปรียบเสมือนฐานรากของพีระมิดทางเศรษฐกิจ การบริหารประเทศต้องเริ่มจากการดูแลฐานรากให้แข็งแรง ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่บนยอดพีระมิดก่อน และอย่ากลับหัวพีระมิดลง
"สุดท้ายนี้ขอฝากการเมืองที่ดี ต้องทําให้ประชาชนพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพิ่มทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน นักการเมืองที่ดี ต้องอย่าลืมว่าเราเป็นเพียงผู้รับใช้ ไม่ใช่เจ้านายประชาชน ผู้นําที่ดี ต้องเสียสละ ไม่ใช่ทําเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแลพวกพ้อง" สส.ปราจีน กล่าว
วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า ได้ขอตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลง 1 % โดยงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ 63,219,401,200 บาท ซึ่งกรมการข้าวได้รับงบประมาณ 3,889,587,500 บาท
มีหน้าที่คือ 1. วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูงและคุณภาพดี 2.ผลิตและรับรองเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า 4. อนุรักษ์พันธุกรรมและส่งเสริมพันธุ์ข้าวท้องถิ่น ในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม 5.พัฒนาระบบตลาดและการแปรรูปข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนการสร้างแบรนด์ และขายตลาดใน และต่างประเทศ 6. จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลการผลิตและการตลาดข้าวให้ผู้เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจ
นายอำนาจ กล่าวว่า ภารกิจเหล่านี้ทำแล้วบรรลุผลมากน้อยแค่ไหน เพราะราคาข้าวตกต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงสุดเพียง 5,500 บาทต่อตัน สวนทางกับราคาปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง และค่าน้ำมัน ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตนลงพื้นที่ได้ถามชาวนาว่าปลูกข้าวปีนี้เป็นอย่างไร ชาวนาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ขาดทุน ต้นทุนการทำนา 1 ไร่ อยู่ที่ประมาณ 4,500-4,700 บาท แต่เมื่อขายข้าวได้ในราคาสูงสุดที่ 5,500 บาทต่อตัน และได้ผลผลิตเฉลี่ย 700 กิโลกรัมต่อไร่ ชาวนาจะขายข้าวได้เงินเพียง 3,850 บาทต่อไร่ ทำให้ขาดทุนถึง 800-1,000 บาทต่อไร่ ถ้าราคาแบบนี้ชาวนาจะอยู่ได้อย่างไร ชาวนาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ใจร้ายกับชาวนามากไม่หันมาดูแล
นายอำนาจ ได้ทวงถามถึงคำสัญญาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 และให้ความหวังกับชาวนาว่าจะได้รับเงินเยียวยาข้าวนาปีไร่ละ 1,500 บาท จำนวน 20 ไร่ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า ชาวนาฝากมาทวงถามว่าได้คุยกับ นบข.หรือยัง
"ผมฝากถึงคณะนโยบายการบริหารนโยบายข้าวแห่งชาติ ท่านต้องอยู่ข้างเกษตรกร ท่านต้องยืนข้างชาวนา ต้องคิดเพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพราะเหตุผลที่ตั้งองค์กรขึ้นมา ก็เพื่อช่วยเหลือชาวนา วันนี้ท่านยืนอยู่ข้างรัฐบาล ผมได้ยินข่าวว่าได้มีการประชุมนโยบายข้าวว่า จะให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาทข้าวนาปี 1,000 บาท นาปรัง 1,000 บาท ตามมติ นบข. ข.จะเสนอครม.ต่อไป จึงอยากฝากประสานไปยังครม. รมต.ได้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเอาไปต่อทุน และใช้หนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา" สส.ปราจีน กล่าว
นายอำนาจ กล่วต่อว่า ปัญหาเงินเยียวยาที่ล่าช้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับซื้อปุ๋ยและยาได้ เนื่องจากร้านค้าปฏิเสธที่จะให้เครดิตในการซื้อปุ๋ย ซื้อยา เพราะรู้ดีว่าชาวนาต้องประสบภาวะขาดทุนและไม่มีกำลังจ่ายหนี้ ซึ่งเกษตรกรรม และชาวนาเปรียบเสมือนฐานรากของพีระมิดทางเศรษฐกิจ การบริหารประเทศต้องเริ่มจากการดูแลฐานรากให้แข็งแรง ไม่ใช่การให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่บนยอดพีระมิดก่อน และอย่ากลับหัวพีระมิดลง
"สุดท้ายนี้ขอฝากการเมืองที่ดี ต้องทําให้ประชาชนพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพิ่มทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน นักการเมืองที่ดี ต้องอย่าลืมว่าเราเป็นเพียงผู้รับใช้ ไม่ใช่เจ้านายประชาชน ผู้นําที่ดี ต้องเสียสละ ไม่ใช่ทําเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแลพวกพ้อง" สส.ปราจีน กล่าว