สส.อลงกต" เสนอตัดงบสาธารณสุข ซัดงบฟอกไตเพิ่ม แต่ผู้ป่วยต้องควักเงินเอง เสนอทบทวนงบฯ ซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่

สส.อลงกต" เสนอตัดงบสาธารณสุข ซัดงบฟอกไตเพิ่ม แต่ผู้ป่วยต้องควักเงินเอง เสนอทบทวนงบฯ ซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่

"สส.อลงกต" เสนอตัดงบสาธารณสุข ซัดงบฟอกไตเพิ่ม แต่ผู้ป่วยต้องควักเงินเอง เสนอทบทวนงบฯ ซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ ชี้ควรเป็นรถ Stroke Mobile Unit หรือรถผ่าตัดเคลื่อนที่ คุ้มค่ากว่า วันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วาระ 2 มาตรา 25 กระทวงสาธารณสุข ว่า ทุกข์ของผู้ป่วยที่เป็นไตวายระยะสุดท้ายที่ถือบัตรทองกำลังเผชิญอยู่คือ การที่ต้องเสียเงินเองเพื่อฟอกไต ซึ่งสวนทางกับโครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่(ฟรี) ในปีงบประมาณ 2569 กระทรวงสาธารณสุขโดย สปสช. ตั้งงบสำหรับผู้ป่วยไตวายสูงถึง 16,074 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2,500 ล้านบาทจากปีก่อน ทั้งที่เพิ่งมีการประกาศว่าผู้ป่วยรายใหม่ต้องจ่ายเงินเอง นายแพทย์อลงกต กล่าวว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันผู้ป่วยไตยังคงต้องจ่ายเงินในการฟอกไตด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ต้องฟอกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 1,500–2,000 บาท นายแพทย์อลงกต กล่าวอีกว่า ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจราชการที่จังหวัดนครพนม และไปเปิดศูนย์ไตเทียมที่อําเภอศรีสงคราม และได้รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องฟอกไต จึงมีการผลักดันให้เกิดโครงการฟอกไตฟรีทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา "ในช่วงแรก ถึงแม้เป็นการล้างไตทางหน้าท้อง สปสช.ใช้งบประมาณราว 9,900 ล้านบาท พอปี 65 - 66 เพิ่มเป็น 11,000 ล้านบาท ปี 67 ราว 12,000 ล้านบาท ปี 68 ใช้งบเพิ่มเป็นกว่า 13,500 ล้านบาท พอมาปี 69 เพิ่งมาประกาศตอนเมษายนที่ผ่านมาว่า ฟอกไตรายใหม่ ต้องเสียเงินทุกกรณีทุกราย และก็ทุกที่ แต่โครงการนี้กลับเพิ่มงบขึ้นเป็น 16,074 ล้านบาท เงินสูงขึ้นกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยไตต้องจ่ายเงินเอง ถ้ายืนยันให้ผู้ป่วยจ่ายเงินก็ไม่เห็นด้วยกับงบฯ นี้ ขอแปรญัตติตัดงบอย่างน้อย 2,000 ล้านบาท" สส.นครพนม กล่าว นายแพทย์อลงกต ยังไม่เห็นด้วยกับโครงการที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ (ทั้งแบบ AI และดิจิทัล) คันละ 10 ล้านบาท และได้เสนอให้ตัดงบเช่นกัน เพราะถ้าอนุมัติปีนี้ปีต่อไปก็ต้องขอซื้ออีกเรื่อยๆ มองดูแล้วรถเหล่านี้ไม่จำเป็น ถ้าเพิ่มเงินเล็กน้อยสามารถซื้อรถ Stroke Mobile Unit ซึ่งมีเครื่องซีทีสแกน (CT scan) และสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในภาวะฉุกเฉินภายในนาทีทอง 4 ชั่วโมงได้ ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตและป้องกันภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากกว่า หรืออาจจะพิจารณาซื้อรถผ่าตัดเคลื่อนที่ ที่สามารถใช้ผ่าตัดได้ในพื้นที่ห่างไกลเช่นเดียวกับที่หน่วยทหารใช้ปฏิบัติงานอยู่ตามแนวชายแดน