วันที่ 5 ก.ย.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า เท่าที่ฟังมาประเทศเราต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถ มีความบริสุทธิ์ น้ำใจอันงดงาม เช่น ที่จังหวัดเชียงรายมีคนเสียชีวิตและได้บริจาคร่างกายและอวัยวะเอาไว้ เช่น หัวใจและอื่นๆ และได้เสียชีวิตลงอย่างมีคุณค่า ซึ่งก็มีอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่หัวใจเขาอ่อนล้า อ่อนแรง แทบจะสิ้น คอยความหวังจากผู้ใจบุญที่จะนําหัวใจนํามาปลูกถ่ายเปลี่ยนแปลงหัวใจ คนๆ นั้นทํามาทั้งชีวิตไม่รู้ว่ากี่ 10 ปี จะต้องตื่นตี 4 ตี 5 ไม่มีใครรู้และไม่เคยพูด ไม่เคยโฆษณา ไปรับหัวใจที่จังหวัดเชียงราย มาที่ร้อยเอ็ด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 40-50 หัวใจ ก่อนที่เขาจะเป็นนักการเมืองหรือเล่นการเมือง คนๆ นี้ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล
นายรังสิกร กล่าวว่า นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังสร้างโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ใน จ.มหาสารคาม โดยไม่บอกใคร ตนไปกับท่านเพียง 2 คนไปถึงโรงเรียนถึงรู้ ซึ่งโรงเรียนสร้างเสร็จแล้ว ครูเอากรรไกรไปให้ตัดริบบิ้น แต่นายอนุทินบอกว่าไม่ใช่โรงเรียนของตน แต่เป็นโรงเรียนของลูกหลาน แล้วก็อุ้มเด็ก ถือกรรไกรมาตัดริบบิ้นคนๆ นั้น อนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน ก่อนจะเล่นการเมืองใช้ชีวิตอย่างนี้มาโดยตลอด นั่นคือพื้นฐานจิตใจที่โอบอ้อมอารี มาโดยตลอด
นายรังสิกร กล่าวอีกว่า การมีผู้แทนราษฎร การมีนายกรัฐมนตรีในวันนี้นั้นสําคัญที่สุด กับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้มีความผิดปกติหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาชายแดนที่เคยมีเหตุการณ์รุนแรงในอดีต ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำประเทศที่มีความรู้ ความสามารถและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเข้ามาบริหารบ้านเมืองในเวลาอันจํากัดร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค
นายรังสิกร ยังได้ได้กล่าวชื่นชม พรรคประชาชน ที่แม้จะเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีคะแนนเสียงถึง 14 ล้านเสียง แต่กลับยอมเสียสละให้พรรคที่มีคะแนนน้อยกว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจ เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศรู้ดี ต้องสรรเสริญเยินยอ และชื่นชมพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่ต้องการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้ามากกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง
5 กันยายน 2568 เวลา 17:03
ยกคุณงามความดี "อนุทิน" มีจิตใจโอบอ้อมอารี ทำความดีก่อนมาเป็นนักการเมือง แอบสร้างโรงเรียน-บินรับหัวใจ
"รังสิกร" ยกคุณงามความดี "อนุทิน" มีจิตใจโอบอ้อมอารี ทำความดีก่อนมาเป็นนักการเมือง แอบสร้างโรงเรียน-บินรับหัวใจ ชี้ประเทศต้องการผู้นำที่มีความรู้-ความสามารถ ไม่มีผลผลประโยชน์ทับซ้อน บริหารบ้านเมือง
วันที่ 5 ก.ย.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า เท่าที่ฟังมาประเทศเราต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถ มีความบริสุทธิ์ น้ำใจอันงดงาม เช่น ที่จังหวัดเชียงรายมีคนเสียชีวิตและได้บริจาคร่างกายและอวัยวะเอาไว้ เช่น หัวใจและอื่นๆ และได้เสียชีวิตลงอย่างมีคุณค่า ซึ่งก็มีอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่หัวใจเขาอ่อนล้า อ่อนแรง แทบจะสิ้น คอยความหวังจากผู้ใจบุญที่จะนําหัวใจนํามาปลูกถ่ายเปลี่ยนแปลงหัวใจ คนๆ นั้นทํามาทั้งชีวิตไม่รู้ว่ากี่ 10 ปี จะต้องตื่นตี 4 ตี 5 ไม่มีใครรู้และไม่เคยพูด ไม่เคยโฆษณา ไปรับหัวใจที่จังหวัดเชียงราย มาที่ร้อยเอ็ด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 40-50 หัวใจ ก่อนที่เขาจะเป็นนักการเมืองหรือเล่นการเมือง คนๆ นี้ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล
นายรังสิกร กล่าวว่า นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังสร้างโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ใน จ.มหาสารคาม โดยไม่บอกใคร ตนไปกับท่านเพียง 2 คนไปถึงโรงเรียนถึงรู้ ซึ่งโรงเรียนสร้างเสร็จแล้ว ครูเอากรรไกรไปให้ตัดริบบิ้น แต่นายอนุทินบอกว่าไม่ใช่โรงเรียนของตน แต่เป็นโรงเรียนของลูกหลาน แล้วก็อุ้มเด็ก ถือกรรไกรมาตัดริบบิ้นคนๆ นั้น อนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน ก่อนจะเล่นการเมืองใช้ชีวิตอย่างนี้มาโดยตลอด นั่นคือพื้นฐานจิตใจที่โอบอ้อมอารี มาโดยตลอด
นายรังสิกร กล่าวอีกว่า การมีผู้แทนราษฎร การมีนายกรัฐมนตรีในวันนี้นั้นสําคัญที่สุด กับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้มีความผิดปกติหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาชายแดนที่เคยมีเหตุการณ์รุนแรงในอดีต ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำประเทศที่มีความรู้ ความสามารถและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเข้ามาบริหารบ้านเมืองในเวลาอันจํากัดร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค
นายรังสิกร ยังได้ได้กล่าวชื่นชม พรรคประชาชน ที่แม้จะเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีคะแนนเสียงถึง 14 ล้านเสียง แต่กลับยอมเสียสละให้พรรคที่มีคะแนนน้อยกว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจ เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศรู้ดี ต้องสรรเสริญเยินยอ และชื่นชมพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่ต้องการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้ามากกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง
วันที่ 5 ก.ย.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า เท่าที่ฟังมาประเทศเราต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถ มีความบริสุทธิ์ น้ำใจอันงดงาม เช่น ที่จังหวัดเชียงรายมีคนเสียชีวิตและได้บริจาคร่างกายและอวัยวะเอาไว้ เช่น หัวใจและอื่นๆ และได้เสียชีวิตลงอย่างมีคุณค่า ซึ่งก็มีอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่หัวใจเขาอ่อนล้า อ่อนแรง แทบจะสิ้น คอยความหวังจากผู้ใจบุญที่จะนําหัวใจนํามาปลูกถ่ายเปลี่ยนแปลงหัวใจ คนๆ นั้นทํามาทั้งชีวิตไม่รู้ว่ากี่ 10 ปี จะต้องตื่นตี 4 ตี 5 ไม่มีใครรู้และไม่เคยพูด ไม่เคยโฆษณา ไปรับหัวใจที่จังหวัดเชียงราย มาที่ร้อยเอ็ด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 40-50 หัวใจ ก่อนที่เขาจะเป็นนักการเมืองหรือเล่นการเมือง คนๆ นี้ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล
นายรังสิกร กล่าวว่า นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังสร้างโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ใน จ.มหาสารคาม โดยไม่บอกใคร ตนไปกับท่านเพียง 2 คนไปถึงโรงเรียนถึงรู้ ซึ่งโรงเรียนสร้างเสร็จแล้ว ครูเอากรรไกรไปให้ตัดริบบิ้น แต่นายอนุทินบอกว่าไม่ใช่โรงเรียนของตน แต่เป็นโรงเรียนของลูกหลาน แล้วก็อุ้มเด็ก ถือกรรไกรมาตัดริบบิ้นคนๆ นั้น อนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน ก่อนจะเล่นการเมืองใช้ชีวิตอย่างนี้มาโดยตลอด นั่นคือพื้นฐานจิตใจที่โอบอ้อมอารี มาโดยตลอด
นายรังสิกร กล่าวอีกว่า การมีผู้แทนราษฎร การมีนายกรัฐมนตรีในวันนี้นั้นสําคัญที่สุด กับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้มีความผิดปกติหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาชายแดนที่เคยมีเหตุการณ์รุนแรงในอดีต ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำประเทศที่มีความรู้ ความสามารถและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเข้ามาบริหารบ้านเมืองในเวลาอันจํากัดร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค
นายรังสิกร ยังได้ได้กล่าวชื่นชม พรรคประชาชน ที่แม้จะเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีคะแนนเสียงถึง 14 ล้านเสียง แต่กลับยอมเสียสละให้พรรคที่มีคะแนนน้อยกว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจ เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศรู้ดี ต้องสรรเสริญเยินยอ และชื่นชมพรรคการเมืองพรรคนี้ ที่ต้องการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้ามากกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง