วิกฤติหนี้ครัวเรือนไทย ใกล้ถึงฟางเส้นสุดท้าย

วิกฤติหนี้ครัวเรือนไทย ใกล้ถึงฟางเส้นสุดท้าย

"วรภัค" ชี้ วิกฤติหนี้ครัวเรือนไทย ใกล้ถึงฟางเส้นสุดท้าย เร่ง โอน NPL คนตัวเล็ก 3.4 ล้านราย ออกจากธนาคารให้เร็วที่สุด วันที่ 30 ก.ย.2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP หรือราว 13.55 ล้านล้านบาท โดย 50% เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ จึงทำให้สถานะหนี้ครัวเรือนไทยมีความอ่อนแอสูง โดยกว่า 30% ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมดเริ่มส่งสัญญาณแจ้งเตือน ประกอบไปด้วย หนี้ที่เป็น NPL 9% หนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หรือ TDR 8% หนี้พึงระมัดระวังเป็นพิเศษ (SM) 4% และหนี้ที่ปรับโครงสร้างก่อนเป็น NPL หรือ DR "วิกฤติหนี้ครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นฉับพลันหลังการลอยตัวค่าเงินบาท เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นแบบช้า ๆ ค่อย ๆ เริ่ม แต่ตอนนี้เรียกว่าแทบจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย หากไม่มีการปรับปรุง ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือการช่วยแก้ปัญหา NPL ภาคครัวเรือน" นายวรภัค กล่าว นายวรภัค กล่าวว่า แนวทางแก้หนี้ NPL ภาคครัวเรือน รัฐบาลได้วางโรดแมปที่ชัดเจน ในการปลดล็อกแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งบริษัทร่วมทุน Joint Venture (JV) กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่แล้ว เพื่อโอนหนี้ที่เป็น NPL ออกมาจากธนาคารให้เร็วที่สุด โดยหนี้กลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่เป็นคนตัวเล็ก มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท แต่มีจำนวนมากถึง 3.4 ล้านราย โดยมีมูลค่าหนี้รวม 123,000 ล้านบาท "ข้อดีคือ AMC มีหน้าที่หลักในการแก้หนี้ ทำให้เมื่อโอน NPL ออกไปแล้ว ธนาคารจะมีเวลาไปปล่อยกู้และเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะเร่งดำเนินการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ภายในสัปดาห์นี้" นายวรภัค กล่าวว่า รมช.คลัง กล่าวอีกว่า ขณะที่การเพิ่มสภาพคล่อง SME รัฐบาลจะจัด "เลนพิเศษ" สำหรับ SME ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ขาดสภาพคล่อง โดยจะมีการตั้งโครงการ SME Product Program เน้นช่วยเหลือ SME ขนาดเล็ก (S) วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และขนาดกลาง (M) วงเงิน 20-100 ล้านบาท เป็นหลัก และมีการเตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการค้ำประกันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจปล่อยกู้ในเลนพิเศษนี้ได้ง่ายขึ้น นายวรภัค ยืนยันว่า ทีมเศรษฐกิจมีแผนงานที่ชัดเจนว่าเป้าหมายอะไร ต้องเสร็จเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไขสำเร็จภายใน 4 เดือน นายวรภัค ยังชี้แจงกรณีถูกอ้างชื่อเกี่ยวโยงทุนต่างชาติ โดยยืนยันว่า ทำงานกว่า 30 ปี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารธนาคารระดับโลกหลายแห่ง รวมถึงธนาคารกรุงไทย ส่วนการซื้อหุ้นฟินันซ่า 29.9% เมื่อปี 2564 เป็นการทำธุรกรรมถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์ และได้ขายหุ้นออกไปแล้วเมื่อปลายปี 2567 ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถูกกล่าวหา พร้อมย้ำว่า ครม.เศรษฐกิจไม่สนับสนุนธุรกรรมที่ผิดกฎหมายหรือฟอกเงินอย่างเด็ดขาด