วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามทั่วไปของ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องการแก้ไขปัญหาอบายมุขในเด็กและเยาวชน ว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการ รวมพลังและรักศรัทธาต้านยาเสพติดแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยแลปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชนบทและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ และเสี่ยงต่อการพึ่งพาสารเสพติด
นายโสภณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การระดมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในชุมชน เพื่อให้สามารถวางมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีการจัดการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันเยาวชนไทยมีความเข้มแข็งทางจิตใจน้อยลง เนื่องจากลักษณะการเลี้ยงดูในปัจจุบันที่มีการพึ่งพาโทรศัพท์มือถือ แทนความเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ที่ต้องไปทำงาน โดยให้ปู่ ย่า ตา ยาย เลี้ยงดู ทำให้ภูมิทางจิตที่เรียกว่าภูมิความรักไม่เกิดในเด็ก จึงมีภูมิคุ้มกันน้อย ไม่สามารถต้านทานอบายมุข ทำให้เด็กสูบบุหรี ดื่มเหล้าตั้งแต่อายุน้อย
สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานนั้น รองนายกฯ กล่าวว่า งบประมาณสำหรับป้องกันอบายมุขและยาเสพติดในปี 2569 อยู่ที่ 6,600 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน แต่ปัญหาคือการกระจายงบประมาณไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดเจ้าภาพชัดเจนและบูรณาการงบประมาณร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม
นายโสภณ กล่าวว่า การปราบปรามยาเสพติดจะสำเร็จได้ ต้องให้ประชาชนเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่นโยบาย ที่ผ่านมาในอดีตที่เราล้มเหลว เพราะเรามีแต่นโยบาย รัฐบาลต้องไม่พอใจตัวเลขทิพย์ วันไหนที่พอใจ ตัวเลขทิพย์จะถูกปั้นขึ้นมาทันที รัฐบาลต้องเอ็กซเรย์หาผู้เสพฯ เท่าที่ประเมินมีผู้เสพยาเสพติดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน มันบั่นทอนเศรษฐกิจ และสาธารณสุขต้องเอาเงิน 30 บาทไปรักษา
"การแก้ไขระยะสั้นเราจะทำอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นรากฐาน แต่ระยะยาวต้องทบทวนกฎหมายกันใหม่ สิ่งที่ผมตระหนักคือ เราจะหาเงินให้ประชาชนมากเท่าไร แต่ถ้าประชาชนไม่มีคุณภาพก็ใช้เงินหมด แต่วันไหนถ้าประชาชนมีคุณภาพ ไม่มีเงินเขาก็เลี้ยงตัวเองได้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องส่งเสริมการศึกษา ทำให้ประชาชนไม่ติดยาเสพติด" รองนายกฯ กล่าว
2 ตุลาคม 2568 เวลา 19:21
แจงกระทู้สด เยาวชนขาด "ภูมิความรัก" ต้นตออบายมุขและยาเสพติด
"โสภณ" แจงกระทู้สด เยาวชนขาด "ภูมิความรัก" ต้นตออบายมุขและยาเสพติด เน้นสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต เร่งเร่งเอ็กซเรย์หาผู้เสพ แก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อวางรากฐาน
วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามทั่วไปของ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องการแก้ไขปัญหาอบายมุขในเด็กและเยาวชน ว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการ รวมพลังและรักศรัทธาต้านยาเสพติดแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยแลปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชนบทและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ และเสี่ยงต่อการพึ่งพาสารเสพติด
นายโสภณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การระดมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในชุมชน เพื่อให้สามารถวางมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีการจัดการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันเยาวชนไทยมีความเข้มแข็งทางจิตใจน้อยลง เนื่องจากลักษณะการเลี้ยงดูในปัจจุบันที่มีการพึ่งพาโทรศัพท์มือถือ แทนความเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ที่ต้องไปทำงาน โดยให้ปู่ ย่า ตา ยาย เลี้ยงดู ทำให้ภูมิทางจิตที่เรียกว่าภูมิความรักไม่เกิดในเด็ก จึงมีภูมิคุ้มกันน้อย ไม่สามารถต้านทานอบายมุข ทำให้เด็กสูบบุหรี ดื่มเหล้าตั้งแต่อายุน้อย
สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานนั้น รองนายกฯ กล่าวว่า งบประมาณสำหรับป้องกันอบายมุขและยาเสพติดในปี 2569 อยู่ที่ 6,600 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน แต่ปัญหาคือการกระจายงบประมาณไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดเจ้าภาพชัดเจนและบูรณาการงบประมาณร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม
นายโสภณ กล่าวว่า การปราบปรามยาเสพติดจะสำเร็จได้ ต้องให้ประชาชนเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่นโยบาย ที่ผ่านมาในอดีตที่เราล้มเหลว เพราะเรามีแต่นโยบาย รัฐบาลต้องไม่พอใจตัวเลขทิพย์ วันไหนที่พอใจ ตัวเลขทิพย์จะถูกปั้นขึ้นมาทันที รัฐบาลต้องเอ็กซเรย์หาผู้เสพฯ เท่าที่ประเมินมีผู้เสพยาเสพติดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน มันบั่นทอนเศรษฐกิจ และสาธารณสุขต้องเอาเงิน 30 บาทไปรักษา
"การแก้ไขระยะสั้นเราจะทำอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นรากฐาน แต่ระยะยาวต้องทบทวนกฎหมายกันใหม่ สิ่งที่ผมตระหนักคือ เราจะหาเงินให้ประชาชนมากเท่าไร แต่ถ้าประชาชนไม่มีคุณภาพก็ใช้เงินหมด แต่วันไหนถ้าประชาชนมีคุณภาพ ไม่มีเงินเขาก็เลี้ยงตัวเองได้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องส่งเสริมการศึกษา ทำให้ประชาชนไม่ติดยาเสพติด" รองนายกฯ กล่าว
วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามทั่วไปของ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องการแก้ไขปัญหาอบายมุขในเด็กและเยาวชน ว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการ รวมพลังและรักศรัทธาต้านยาเสพติดแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยแลปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชนบทและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มีคุณภาพชีวิตต่ำ และเสี่ยงต่อการพึ่งพาสารเสพติด
นายโสภณ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่านความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การระดมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในชุมชน เพื่อให้สามารถวางมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีการจัดการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบันเยาวชนไทยมีความเข้มแข็งทางจิตใจน้อยลง เนื่องจากลักษณะการเลี้ยงดูในปัจจุบันที่มีการพึ่งพาโทรศัพท์มือถือ แทนความเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ที่ต้องไปทำงาน โดยให้ปู่ ย่า ตา ยาย เลี้ยงดู ทำให้ภูมิทางจิตที่เรียกว่าภูมิความรักไม่เกิดในเด็ก จึงมีภูมิคุ้มกันน้อย ไม่สามารถต้านทานอบายมุข ทำให้เด็กสูบบุหรี ดื่มเหล้าตั้งแต่อายุน้อย
สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานนั้น รองนายกฯ กล่าวว่า งบประมาณสำหรับป้องกันอบายมุขและยาเสพติดในปี 2569 อยู่ที่ 6,600 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน แต่ปัญหาคือการกระจายงบประมาณไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดเจ้าภาพชัดเจนและบูรณาการงบประมาณร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม
นายโสภณ กล่าวว่า การปราบปรามยาเสพติดจะสำเร็จได้ ต้องให้ประชาชนเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่นโยบาย ที่ผ่านมาในอดีตที่เราล้มเหลว เพราะเรามีแต่นโยบาย รัฐบาลต้องไม่พอใจตัวเลขทิพย์ วันไหนที่พอใจ ตัวเลขทิพย์จะถูกปั้นขึ้นมาทันที รัฐบาลต้องเอ็กซเรย์หาผู้เสพฯ เท่าที่ประเมินมีผู้เสพยาเสพติดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน มันบั่นทอนเศรษฐกิจ และสาธารณสุขต้องเอาเงิน 30 บาทไปรักษา
"การแก้ไขระยะสั้นเราจะทำอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นรากฐาน แต่ระยะยาวต้องทบทวนกฎหมายกันใหม่ สิ่งที่ผมตระหนักคือ เราจะหาเงินให้ประชาชนมากเท่าไร แต่ถ้าประชาชนไม่มีคุณภาพก็ใช้เงินหมด แต่วันไหนถ้าประชาชนมีคุณภาพ ไม่มีเงินเขาก็เลี้ยงตัวเองได้ เป็นหน้าที่ที่เราต้องส่งเสริมการศึกษา ทำให้ประชาชนไม่ติดยาเสพติด" รองนายกฯ กล่าว