เดินหน้าเต็มสูบ ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมผนึกกำลังนานาชาติ หวัง 4 เดือนเห็นรูปธรรม

เดินหน้าเต็มสูบ ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมผนึกกำลังนานาชาติ หวัง 4 เดือนเห็นรูปธรรม

“สิริพงศ์” แจงยิบ นายกฯ อนุทิน เดินหน้าเต็มสูบ ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตั้งบอร์ดใหญ่–ซีลชายแดน–ปิดบัญชีม้า–ทลายแหล่งกบดาน พร้อมผนึกกำลังนานาชาติ หวัง 4 เดือนเห็นรูปธรรม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงมาตรการของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติว่า นับตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ท่านไม่เคยนิ่งนอนใจในเรื่องนี้ และได้มอบแนวทางให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ภายใต้คำย้ำเตือนว่า นี่เป็นปัญหาที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย การทูต การบังคับใช้กฎหมาย และเทคโนโลยี เพื่อจัดการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่โยงใยข้ามพรมแดน ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นไปอย่างบูรณาการ ครอบคลุมทุกหน่วยงาน . นายอนุทิน ได้กำหนดให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวประชุมนัดแรกวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า รัฐบาลจะจัดการให้ถึงต้นตอ ทั้งในและนอกประเทศ พร้อมสั่งการให้แต่ละหน่วยงานรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง . ด้านความร่วมมือต่างประเทศ นายอนุทิน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยยืนยันว่า ไทยพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลโซลในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้กัมพูชาเป็นฐาน หลังจากเกิดเหตุการณ์นักศึกษาเกาหลีใต้ถูกฆาตกรรมในกัมพูชา ซึ่งจุดชนวนแรงกดดันจากประชาคมโลก . นอกจากนี้ ไทยยังให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และ สปป.ลาว เช่นเดียวกัน โดยล่าสุดที่ สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีได้นำเรื่องนี้ขึ้นเป็นประเด็นหารือสำคัญ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในระดับภูมิภาค และวันนี้ ท่านนายกฯ ยังได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีน กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ โดย 1 ในประเด็นการหารือก็คือการปราบแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งไทยและจีนพร้อมสนับสนุนภารกิจนี้ . หากย้อนกลับไป จะพบว่า ภายหลังนายอนุทินได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้รายงานผลการระงับบัญชีธนาคารต้องสงสัยนับหมื่นบัญชี ซึ่งเป็นมาตรการที่นายกรัฐมนตรีสนับสนุนมาโดยตลอด พร้อมสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้มงวดตรวจสอบ “บัญชีม้า” และให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือดำเนินการ “ล้างซิมม้า” โดยอัปเดตฐานข้อมูลลูกค้าทุกเดือน รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งระงับหมายเลขหรือบัญชีต้องสงสัยได้ทันที ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งเดินหน้ากวาดล้างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ สามารถจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำผิดได้หลายราย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ นายอนุทินได้มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงชายแดนตรวจเข้มแนวชายแดน พร้อมคงมาตรการปิดด่านไทย–กัมพูชา เพื่อกดดันให้ทางการกัมพูชาร่วมมือกวาดล้างแก๊งอาชญากร และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานเป็นรายเดือน พร้อมเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด “รัฐบาลทำสิ่งที่สามารถทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดด้านความสัมพันธ์ทางการทูต ที่ทำให้ผู้นำทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหารือโดยตรงได้ตามปกติ ดังนั้น ไทยจึงดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้เต็มที่ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ผ่านการแสวงหาความร่วมมือจากนานาชาติ ไปจนถึงการไล่ปิดบัญชีม้าที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทย รัฐบาลไม่เคยเพิกเฉยต่อปัญหา กลับร้อนใจอย่างยิ่ง เพราะรู้ว่าทุกวันยังมีคนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรเหล่านี้ ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในกรอบเวลา 4 เดือนของการทำงาน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ”