“อนุทิน” ขึ้นเวทีแพทยสภา 2568 ปาฐกถา “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์” ย้ำ ฟอกไตฟรีทั้งหมด ต้องกลับมา

“อนุทิน” ขึ้นเวทีแพทยสภา 2568 ปาฐกถา “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์” ย้ำ ฟอกไตฟรีทั้งหมด ต้องกลับมา

“อนุทิน” ขึ้นเวทีแพทยสภา 2568 ปาฐกถา “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์” ย้ำ ฟอกไตฟรีทั้งหมด ต้องกลับมา ชี้ ระบบสุขภาพไทย ต้องตั้งอยู่บนความยั่งยืน วันที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และศิษย์เก่าหลักสูตรผู้บริหารทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 5 กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานประชุมวิชาการแพทยสภา ประจำปี 2568 หัวข้อ “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์กับการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” โดยมีคณาจารย์ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วประเทศเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คำว่า ธรรมาภิบาล ไม่ได้หมายถึงเพียงความโปร่งใสหรือการตรวจสอบได้เท่านั้น แต่คือรากฐานของความไว้วางใจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุข เพราะในวงการแพทย์ ความไว้วางใจคือทุกสิ่ง คนไข้ยอมเปิดใจและมอบชีวิตให้หมอ เพราะเชื่อในระบบและความเป็นมืออาชีพ ส่วนหมอก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะเชื่อมั่นในองค์กรและทีมงานของตนเอง การมีธรรมาภิบาลจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ระบบอยู่รอดได้ แม้ในวันที่เผชิญวิกฤต เช่นในช่วงโควิด-19 ประเทศไทยสามารถผ่านมาได้เพราะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละ ระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง และความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากธรรมาภิบาลที่ไม่เพียงอยู่ในระบบ แต่ฝังอยู่ในจิตใจของทุกคนที่ทำงานเพื่อประชาชน นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกการแพทย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยี AI การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งทั้งหมดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ธรรมาภิบาลมีความสำคัญมากขึ้น เพราะต้องมีกรอบชัดเจนในการใช้ข้อมูลสุขภาพเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อธุรกิจหรือวาระซ่อนเร้น พร้อมย้ำว่า บุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้มีแรงและศักยภาพในการดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมองระบบสาธารณสุขไม่ใช่เป็นภาระงบประมาณของรัฐ แต่เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ โดยกล่าวว่างบประมาณสร้าง Hardware ได้ แต่ธรรมาภิบาลคือ Software ที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างยุติธรรมและมีเสถียรภาพ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณ การยกระดับคุณภาพบริการในทุกระดับ การปรับปรุงสวัสดิการและเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจรของภูมิภาค ทั้งด้านการแพทย์สมัยใหม่ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร และเทคโนโลยีชีวภาพ นายอนุทินกล่าวว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งแวดล้อมหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ สุขภาพคือหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะหากประชาชนไม่มีสุขภาพดี ย่อมไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใดได้ พร้อมเตือนให้วงการแพทย์ระวังความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในยุคที่การแพทย์เชิงพาณิชย์เติบโตขึ้น โดยเน้นว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องเป็นถ้วนหน้าอย่างแท้จริง ทุกคนต้องเข้าถึงได้และได้รับบริการอย่างเท่าเทียม นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ทุกวงการสามารถเผชิญวิกฤตศรัทธาได้ วงการแพทย์เองก็เช่นกัน แต่ศรัทธานั้นจะคงอยู่ได้ หากบุคลากรทุกคนทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพและธรรมาภิบาล” พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของระบบการสื่อสารที่โปร่งใสและเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ “ธรรมาภิบาลไม่ใช่เรื่องของการบริหารเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในจิตวิญญาณของผู้นำ เพราะเมื่อผู้นำตัดสินใจด้วยคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบ เขาจะสามารถนำองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า อะไรที่ให้ประชาชนแล้วไม่สามารถเอาคืนได้ มันเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งว่าการฟอกไตฟรีในสมัยตนฟรีหมด จะเอากลับไปฟรีเฉพาะหน้าท้องไม่ได้ ตนบอกรัฐมนตรีว่าต้องเอากลับมาให้หมด ฟอกไตฟรีคนไทยต้องรักษาฟรีทั้งหมด มันเป็นเป้าหมายของเราและตนเชื่อว่ารัฐมนตรีเห็นแล้วว่า ถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะประสบความลำบากอีกมหาศาล ลูกหลานทำมาหากินเท่าไหร่ก็ต้องมารักษาคนที่บ้านหมด ซึ่งเราปล่อยให้มันเกิดเหตุเช่นนั้นไม่ได้ เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปชส.) ก็ต้องยืนยันว่าในเมื่อให้ไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ ไม่ใช่เพราะการเมืองบอกให้เอากับคืน เพราะกลัวคนที่ทำไว้ได้คะแนนเสียงดีขึ้น การเอากลับคืน อย่าเอาชีวิตของประชาชนมาแลกกับคะแนนเสียงกระจอกๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ตนเร่งให้นโยบายกับรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีก็ทำทันที นายอนุทิน ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเราสร้าง ความแข็งแรงจากภายใน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน และขอขอบคุณแพทยสภา คณาจารย์ และบุคลากรทุกท่านที่ร่วมกันรักษาธรรมาภิบาลในระบบสุขภาพ เพื่อสร้างประเทศไทยที่แข็งแรงและยั่งยืนไปด้วยกัน