เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่ห้องประชุม 1201 ชั้น 12 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ปปง. โดยมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. และนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. ให้การต้อนรับ
นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า ปัจจุบันภารกิจ ปปง. ได้รับความสนใจจากประชาชนและนานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก ย้ำเงินสกปรกเป็น “เงินดำ ไม่ใช่เงินเทา ฟอกอย่างไรก็ไม่สะอาด” และ ปปง. มีบทบาทสำคัญในการสกัดเส้นทางเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ
“ช่วงนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ถ้าเราดำเนินการไม่เด็ดขาด ไม่เต็มที่ ไม่ใช่แค่ถูกมองว่าไม่มีผลงาน แต่ประเทศอาจเผชิญการแซงชั่นและกีดกันจากนานาชาติ” นายกฯ กล่าว พร้อมยอมรับว่าการทำงานครั้งนี้มีแรงกดดันสูง เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นประเทศและความปลอดภัยด้านเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ข้าราชการจะมีเงินเดือนและสวัสดิการรองรับ แต่ต้องคิดถึงประชาชนที่หารายได้สุจริตและได้รับผลกระทบจากกลุ่มอาชญากรออนไลน์ รัฐบาลจึงต้องทำงานอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความเชื่อมั่นประเทศ
ด้านนายฉัตรชัย รายงานผลการดำเนินงานว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์ได้ 2.9 หมื่นล้านบาท และดำเนินคดีอาญา 160 คดี ส่วนการตามล่าบัญชีม้า ได้ดำเนินการแล้วกว่า 800,000 บัญชี จนนำไปสู่เงินค้างในระบบกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการคืนให้ผู้เสียหายตามกฎหมาย
พร้อมเสนอขอสนับสนุนด้านกฎหมายและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ระบบ AI เพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น พร้อมระบุว่ากฎหมายฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นกฎหมายฐานรากของประเทศ และต้องสอดคล้องมาตรฐานสากลเพื่อไม่ให้ไทยเสี่ยงต่อมาตรการลงโทษระหว่างประเทศ โดยปี 2571 จะมีการประเมินจากต่างประเทศ ขณะนี้ไทยผ่านแล้ว 33 จาก 40 ข้อ
นายฉัตรชัยยังเสนอโครงการ “ปปง.ภาคประชาชน” ให้เชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายระดับท้องถิ่น โดยคัดเลือกผู้เหมาะสมแล้ว 160 คนทั่วประเทศ และขอให้นายกฯ เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ารับนโยบาย เพื่อเสริมเครือข่ายป้องกันอาชญากรรมการเงิน พร้อมผลักดันให้วาระ ปปง. เป็นวาระประชุมประจำเดือนของทุกจังหวัด

3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15:44
สั่งลุยปราบสแกมเมอร์–ฟอกเงิน
“อนุทิน” มอบนโยบาย ปปง. สั่งลุยปราบสแกมเมอร์–ฟอกเงิน ย้ำต้องเฉียบขาด สกัดนานาชาติ แทรกแซง
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่ห้องประชุม 1201 ชั้น 12 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ปปง. โดยมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. และนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. ให้การต้อนรับ
นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า ปัจจุบันภารกิจ ปปง. ได้รับความสนใจจากประชาชนและนานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก ย้ำเงินสกปรกเป็น “เงินดำ ไม่ใช่เงินเทา ฟอกอย่างไรก็ไม่สะอาด” และ ปปง. มีบทบาทสำคัญในการสกัดเส้นทางเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ
“ช่วงนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ถ้าเราดำเนินการไม่เด็ดขาด ไม่เต็มที่ ไม่ใช่แค่ถูกมองว่าไม่มีผลงาน แต่ประเทศอาจเผชิญการแซงชั่นและกีดกันจากนานาชาติ” นายกฯ กล่าว พร้อมยอมรับว่าการทำงานครั้งนี้มีแรงกดดันสูง เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นประเทศและความปลอดภัยด้านเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ข้าราชการจะมีเงินเดือนและสวัสดิการรองรับ แต่ต้องคิดถึงประชาชนที่หารายได้สุจริตและได้รับผลกระทบจากกลุ่มอาชญากรออนไลน์ รัฐบาลจึงต้องทำงานอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความเชื่อมั่นประเทศ
ด้านนายฉัตรชัย รายงานผลการดำเนินงานว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์ได้ 2.9 หมื่นล้านบาท และดำเนินคดีอาญา 160 คดี ส่วนการตามล่าบัญชีม้า ได้ดำเนินการแล้วกว่า 800,000 บัญชี จนนำไปสู่เงินค้างในระบบกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการคืนให้ผู้เสียหายตามกฎหมาย
พร้อมเสนอขอสนับสนุนด้านกฎหมายและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ระบบ AI เพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น พร้อมระบุว่ากฎหมายฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นกฎหมายฐานรากของประเทศ และต้องสอดคล้องมาตรฐานสากลเพื่อไม่ให้ไทยเสี่ยงต่อมาตรการลงโทษระหว่างประเทศ โดยปี 2571 จะมีการประเมินจากต่างประเทศ ขณะนี้ไทยผ่านแล้ว 33 จาก 40 ข้อ
นายฉัตรชัยยังเสนอโครงการ “ปปง.ภาคประชาชน” ให้เชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายระดับท้องถิ่น โดยคัดเลือกผู้เหมาะสมแล้ว 160 คนทั่วประเทศ และขอให้นายกฯ เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ารับนโยบาย เพื่อเสริมเครือข่ายป้องกันอาชญากรรมการเงิน พร้อมผลักดันให้วาระ ปปง. เป็นวาระประชุมประจำเดือนของทุกจังหวัด
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่ห้องประชุม 1201 ชั้น 12 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ปปง. โดยมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. และนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. ให้การต้อนรับ
นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายว่า ปัจจุบันภารกิจ ปปง. ได้รับความสนใจจากประชาชนและนานาชาติเป็นอย่างมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก ย้ำเงินสกปรกเป็น “เงินดำ ไม่ใช่เงินเทา ฟอกอย่างไรก็ไม่สะอาด” และ ปปง. มีบทบาทสำคัญในการสกัดเส้นทางเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ
“ช่วงนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ถ้าเราดำเนินการไม่เด็ดขาด ไม่เต็มที่ ไม่ใช่แค่ถูกมองว่าไม่มีผลงาน แต่ประเทศอาจเผชิญการแซงชั่นและกีดกันจากนานาชาติ” นายกฯ กล่าว พร้อมยอมรับว่าการทำงานครั้งนี้มีแรงกดดันสูง เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นประเทศและความปลอดภัยด้านเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ข้าราชการจะมีเงินเดือนและสวัสดิการรองรับ แต่ต้องคิดถึงประชาชนที่หารายได้สุจริตและได้รับผลกระทบจากกลุ่มอาชญากรออนไลน์ รัฐบาลจึงต้องทำงานอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความเชื่อมั่นประเทศ
ด้านนายฉัตรชัย รายงานผลการดำเนินงานว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์ได้ 2.9 หมื่นล้านบาท และดำเนินคดีอาญา 160 คดี ส่วนการตามล่าบัญชีม้า ได้ดำเนินการแล้วกว่า 800,000 บัญชี จนนำไปสู่เงินค้างในระบบกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการคืนให้ผู้เสียหายตามกฎหมาย
พร้อมเสนอขอสนับสนุนด้านกฎหมายและเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ระบบ AI เพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น พร้อมระบุว่ากฎหมายฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นกฎหมายฐานรากของประเทศ และต้องสอดคล้องมาตรฐานสากลเพื่อไม่ให้ไทยเสี่ยงต่อมาตรการลงโทษระหว่างประเทศ โดยปี 2571 จะมีการประเมินจากต่างประเทศ ขณะนี้ไทยผ่านแล้ว 33 จาก 40 ข้อ
นายฉัตรชัยยังเสนอโครงการ “ปปง.ภาคประชาชน” ให้เชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายระดับท้องถิ่น โดยคัดเลือกผู้เหมาะสมแล้ว 160 คนทั่วประเทศ และขอให้นายกฯ เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ารับนโยบาย เพื่อเสริมเครือข่ายป้องกันอาชญากรรมการเงิน พร้อมผลักดันให้วาระ ปปง. เป็นวาระประชุมประจำเดือนของทุกจังหวัด