10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15:39
แถลงผลงานวาระแห่งชาติ ปราบสแกมเมอร์สะเทือนประเทศ 13 วัน จับกว่า 7 พันคน
“อนุทิน” นำแถลงผลงานวาระแห่งชาติ ปราบสแกมเมอร์สะเทือนประเทศ 13 วัน จับกว่า 7 พันคน คืนเงินเหยื่อแล้วกว่า 312 ล้านบาท ย้ำชัด “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ป้องกันภัยไซเบอร์

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว “United Thailand Against Scammers รวมพลังคนไทยต้านภัยสแกมเมอร์” พร้อมมอบนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานด้านความมั่นคง ภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศให้ “การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการสแกมเมอร์” เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการฯ และร่วมมือกับ 15 หน่วยงานหลักทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่ออุดช่องโหว่และตัดเส้นทางการเงินของคนร้าย เปลี่ยนจาก “การตั้งรับเป็นการรุกไล่” พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ หากมีเจ้าหน้าที่รัฐทั้งฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายประจำเข้าไปเกี่ยวข้อง เคลียร์ไม่ได้ ไม่มีการเคลียร์ ใครทำผิดต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น”
ทั้งนี้ ระหว่างกิจกรรม นายอนุทินยังได้เยี่ยมชม “War Room” จำลองการสืบสวนแบบ Real Time ที่สามารถสกัดจับผู้ต้องหาในจังหวัดชลบุรีได้ครบทั้งเครือข่าย พร้อมชมผลงานการอายัดทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท การเพิกถอนวีซ่าและสัญชาติของคนร้ายต่างชาติ และการปิดบัญชีม้าจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า “นี่คือการทำงานเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้”

นายกรัฐมนตรีกล่าวเตือนประชาชนให้ยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยให้ตั้งข้อสงสัยทันทีหากมีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลหรือยืนยันตัวตน เพราะอาจเป็นช่องทางให้คนร้ายเข้าถึงบัญชีธนาคารได้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้ารณรงค์สร้างความรู้เท่าทันภัยสแกมเมอร์ในทุกพื้นที่ ทุกช่องทาง เพื่อให้คนไทยทุกวัยสามารถป้องกันตนเองได้
ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ระบุว่าความเสียหายจากอาชญากรรมสแกมทั่วโลกสูงถึง 1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบมากที่สุดกว่า 688,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายสะสมกว่า 1 ล้านคดี ความเสียหายมากกว่า 100,000 ล้านบาท และเกิดคดีใหม่เฉลี่ยวันละกว่า 3,000 เรื่อง คิดเป็นความเสียหายกว่า 70 ล้านบาทต่อวัน
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยกระดับศูนย์ War Room ให้เป็นศูนย์กลางการบูรณาการปฏิบัติงาน โดยเชิญหน่วยงานสำคัญ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ปปง. กสทช. และหน่วยงานด้านความมั่นคง มาประจำร่วมทุกวัน เพื่อเร่งระงับความเสียหายและติดตามจับกุมคนร้ายแบบทันที พร้อมเปิดตัวเครื่องมือใหม่ เช่น แอปพลิเคชัน “Cyber Check” ที่มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 300,000 คน และสื่อ “Cyber Vaccine” เตือนภัยรูปแบบใหม่ผ่านเพจ “ตำรวจไซเบอร์”
ในมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยได้ประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับโลก เช่น FBI, HSI, Australian Federal Police รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง LINE และ TikTok เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “รัฐบาลไทยจะไม่ปล่อยให้คนร้ายมีที่ยืนบนโลกออนไลน์”

สำหรับ ผลปฏิบัติการ “กวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ทั่วประเทศ” ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2568 รวม 13 วัน ซึ่งถือเป็นผลงานสะท้านวงการ โดยสามารถจับกุมได้รวม 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน แบ่งเป็น ทลายเครือข่ายองค์กรสำคัญ 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน, คดีซิมผีและบัญชีม้า 795 คดี ผู้ต้องหา 759 คน, และ ยึดอุปกรณ์สื่อสารผิดกฎหมาย เช่น SIMBOX และ False base station 11 คดี ผู้ต้องหา 7 คน สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน
ในด้านการติดตามทรัพย์สินคืนผู้เสียหาย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (War Room) สามารถติดตามและโอนเงินกลับคืนให้ผู้เสียหายได้ 234 ราย จับกุมผู้ต้องหา 224 คน โดยในพิธีวันนี้มีผู้เสียหาย 31 รายได้รับเงินคืนรวม 14,604,248 บาท ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 คืนเงินให้ผู้เสียหายรวมแล้ว 322 ราย เป็นเงินกว่า 312 ล้านบาท ภายใต้ “โครงการ Money Cash Back” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันการเงิน และภาคีเครือข่าย