นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องกับประเทศกัมพูชา ล่าสุดพบสิ่งที่เกี่ยวข้องมีเรื่องการเมืองภายในประเทศอยู่ด้วย คือเรื่องของการยกเลิก MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กับ บริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่ง MOU ฉบับหนึ่งที่กระทรวงดีอี ในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยไปเซ็นไว้กับบริษัท ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ปรากฏว่าในภาพของการเซ็น MOU นั้น มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี, มีศาสตรจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ ในขณะนั้น ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว อีกทั้งยังมีนาย George Tan ตัวแทนบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) สิงคโปร์ ที่จะต้องมาเซ็นเอกสาร มีนายเบน สมิธ, นายธรรมมนัส พรหมเผ่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนการค้าไทย บทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ขณะนี้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้มีการดําเนินการไปอย่างเด็ดขาดคือ พอทราบเรื่องที่ผิดปกติของ MOU ฉบับนี้แล้วก็ให้มีการยกเลิกทันที และมีการตั้งกรรมการสอบ
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า MOU ฉบับนี้มีความแปลกประหลาด เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทำเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย และเปิดพื้นที่เป็น "แซนด์บ็อกซ์" ให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุน ทดสอบการทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่มีกฎหมายกำกับดูแล โดยบริษัทจะนำบุคลากรด้าน IT จำนวน 500 คนเข้ามาในไทย โดยให้กระทรวงดีอี อำนวยความสะดวกให้ ซึ่งอาจทำให้บุคลากรเหล่านี้ เข้าถึงฐานข้อมูลส่วนตัวของคนไทยจำนวนมหาศาล
MOU ฉบับนี้จะไม่น่ากลัว ถ้าไม่มีนายเบน สมิธ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง ณ วันนั้นอาจจะพูดไม่เต็มปาก กรณีของนายเบน สมิธ แม้จะถูกจับมาหลายที่ แต่พอมาฝั่งไทยยังไม่ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน หรือยังไม่มีคดี จนกระทั่ง ปปง. อายัดทรัพย์หมื่นล้าน ก็สามารถที่จะพูดได้เต็มปากมากขึ้น จึงชวนให้สงสัยว่านายเบน สมิธ ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ในขณะที่มีภาพภาพหนึ่ง นายเบน สมิธ ไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร มาก่อนหน้านั้น แต่ความจริงแล้วก็ไปพบอีกหลายคน ไม่ได้แค่เฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งภาพที่นายอนุทิน ได้ถ่ายร่วมกับนายเบน สมิธนั้น ก็ร่วมเป็นสิบปีแล้ว แม้จะมีการเจอกันบ้างแต่ก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันแต่อย่างใด และหากการที่นายเบน สมิธ จะพบปะหรือเจอใคร ก็ไม่ผิดและไม่แปลก นอกจากนี้ ยังเคยได้ยินมาจากหลายบุคคลที่บอกว่า มีบางรัฐบาล ผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับ V เรคคอมเมนต์ว่า รัฐมนตรีต้องทําความรู้จักกับนายเบน สมิธ ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลไหน แต่ยืนยันไม่ใช่รัฐบาลอนุทิน แน่นอน นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้ชื่นชมการดำเนินการของนายไชยชนก รมว.ดีอี (คนปัจจุบัน) ที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดคือการยกเลิก MOU ทันที เมื่อทราบเรื่อง และมีการตั้งกรรมการสอบ เหตุเพราะเรื่องบางเรื่องทำไมถึงดำเนินการไม่ได้ จึงได้มีการตั้งสมมติฐานว่า บางเรื่องจะมีคนภายในที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เรื่องหรือไม่ คิดว่าเรื่องนี้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะต้องทำผลงานออกมาให้ประชาชนเห็น อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องหลุดออกจากคําพูดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลสแกมเมอร์ให้ได้
นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าในรายละเอียดของ MOU มีเรื่องแซนด์บ็อกซ์พนันออนไลน์อยู่ด้วย ทั้งยังคงเป็นที่สงสัยและมีการตั้งคําถามว่า 1) ทําไม MOU ฉบับนี้ถึงมีการเซ็นแบบเงียบ ๆ 2) ทำไมการเซ็นแบบเงียบๆ ถึงมี VIP จำนวนมาก 3) ทําไมเบน สมิธ ถึงไปอยู่ตรงนั้น และ 4) ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยจะมีความปลอดภัยจากคนกลุ่มนี้( IT 500 คน) ที่เขาอํานวยความสะดวกให้เข้ามาทำงานนี้หรือไม่
นายสิริพงศ์ ระบุว่า จากช่วงสถานการณ์น้ำท่วมได้มีการทำงานร่วมกับทาง DGA และพยายามที่จะเอาข้อมูลต่างๆ มารวบรวมให้ได้ แต่จะมีคนที่มีข้อมูลบางหน่วยงานอยู่ ซึ่งหวังว่าบุคคลนี้จะไม่ไปต่อเชื่อมกับตรงนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และพยายามที่จะต่อเชื่อมข้อมูล แต่ก็ยังต่อไม่ได้ ยังยากลําบากอยู่ ดังนั้นจะต้องมีการขยายผลเรื่องนี้ต่อไป
สุดท้ายนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้กล่าวอีกว่า นับถอยหลังอีก 60 วันจากนี้ ทางรัฐบาลจะมีการโฟกัสเรื่องแรกที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องเร่งทำคือเรื่องของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะต้องทำให้จบและให้เร็วที่สุด “ ท่านนายกฯ ไม่ได้อยากอยู่นาน เพราะด้วยความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สุดท้ายยังไงก็ต้องมาถึงวันเลือกตั้ง ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเสียคะแนน ยิ่งยื้อโดยที่อํานาจไม่เต็ม ก็จะยิ่งลําบาก มันไม่มีประโยชน์ ยิ่งยื้อ เราก็ยิ่งเหนื่อย “ สำหรับเรื่องการเลือกตั้ง ยืนยันว่า เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือไม่ก็อาจจะเป็นวันที่ 25 มกราคม 2569
14 ธันวาคม 2568 เวลา 14:00
"สิริพงศ์" ตั้งข้อสังเกต MOU ดีอี-บ.สิงคโปร์ สมัย "ประเสริฐ จันทรรวงทอง"
ส่อพิรุธเพียบ! "สิริพงศ์" ตั้งข้อสังเกต MOU ระหว่างกระทรวง ดีอี - บ.Prime Opportunity Fund VCC จากสิงคโปร์ สมัย "รมว.ดีอี ประเสริฐ จันทรรวงทอง" หวั่นข้อมูลคนไทยรั่วไหลถึงสแกมเมอร์
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องกับประเทศกัมพูชา ล่าสุดพบสิ่งที่เกี่ยวข้องมีเรื่องการเมืองภายในประเทศอยู่ด้วย คือเรื่องของการยกเลิก MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กับ บริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่ง MOU ฉบับหนึ่งที่กระทรวงดีอี ในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยไปเซ็นไว้กับบริษัท ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ปรากฏว่าในภาพของการเซ็น MOU นั้น มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี, มีศาสตรจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ ในขณะนั้น ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว อีกทั้งยังมีนาย George Tan ตัวแทนบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) สิงคโปร์ ที่จะต้องมาเซ็นเอกสาร มีนายเบน สมิธ, นายธรรมมนัส พรหมเผ่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนการค้าไทย บทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ขณะนี้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้มีการดําเนินการไปอย่างเด็ดขาดคือ พอทราบเรื่องที่ผิดปกติของ MOU ฉบับนี้แล้วก็ให้มีการยกเลิกทันที และมีการตั้งกรรมการสอบ
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า MOU ฉบับนี้มีความแปลกประหลาด เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทำเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย และเปิดพื้นที่เป็น "แซนด์บ็อกซ์" ให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุน ทดสอบการทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่มีกฎหมายกำกับดูแล โดยบริษัทจะนำบุคลากรด้าน IT จำนวน 500 คนเข้ามาในไทย โดยให้กระทรวงดีอี อำนวยความสะดวกให้ ซึ่งอาจทำให้บุคลากรเหล่านี้ เข้าถึงฐานข้อมูลส่วนตัวของคนไทยจำนวนมหาศาล
MOU ฉบับนี้จะไม่น่ากลัว ถ้าไม่มีนายเบน สมิธ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง ณ วันนั้นอาจจะพูดไม่เต็มปาก กรณีของนายเบน สมิธ แม้จะถูกจับมาหลายที่ แต่พอมาฝั่งไทยยังไม่ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน หรือยังไม่มีคดี จนกระทั่ง ปปง. อายัดทรัพย์หมื่นล้าน ก็สามารถที่จะพูดได้เต็มปากมากขึ้น จึงชวนให้สงสัยว่านายเบน สมิธ ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ในขณะที่มีภาพภาพหนึ่ง นายเบน สมิธ ไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร มาก่อนหน้านั้น แต่ความจริงแล้วก็ไปพบอีกหลายคน ไม่ได้แค่เฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งภาพที่นายอนุทิน ได้ถ่ายร่วมกับนายเบน สมิธนั้น ก็ร่วมเป็นสิบปีแล้ว แม้จะมีการเจอกันบ้างแต่ก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันแต่อย่างใด และหากการที่นายเบน สมิธ จะพบปะหรือเจอใคร ก็ไม่ผิดและไม่แปลก นอกจากนี้ ยังเคยได้ยินมาจากหลายบุคคลที่บอกว่า มีบางรัฐบาล ผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับ V เรคคอมเมนต์ว่า รัฐมนตรีต้องทําความรู้จักกับนายเบน สมิธ ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลไหน แต่ยืนยันไม่ใช่รัฐบาลอนุทิน แน่นอน นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้ชื่นชมการดำเนินการของนายไชยชนก รมว.ดีอี (คนปัจจุบัน) ที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดคือการยกเลิก MOU ทันที เมื่อทราบเรื่อง และมีการตั้งกรรมการสอบ เหตุเพราะเรื่องบางเรื่องทำไมถึงดำเนินการไม่ได้ จึงได้มีการตั้งสมมติฐานว่า บางเรื่องจะมีคนภายในที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เรื่องหรือไม่ คิดว่าเรื่องนี้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะต้องทำผลงานออกมาให้ประชาชนเห็น อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องหลุดออกจากคําพูดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลสแกมเมอร์ให้ได้
นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าในรายละเอียดของ MOU มีเรื่องแซนด์บ็อกซ์พนันออนไลน์อยู่ด้วย ทั้งยังคงเป็นที่สงสัยและมีการตั้งคําถามว่า 1) ทําไม MOU ฉบับนี้ถึงมีการเซ็นแบบเงียบ ๆ 2) ทำไมการเซ็นแบบเงียบๆ ถึงมี VIP จำนวนมาก 3) ทําไมเบน สมิธ ถึงไปอยู่ตรงนั้น และ 4) ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยจะมีความปลอดภัยจากคนกลุ่มนี้( IT 500 คน) ที่เขาอํานวยความสะดวกให้เข้ามาทำงานนี้หรือไม่
นายสิริพงศ์ ระบุว่า จากช่วงสถานการณ์น้ำท่วมได้มีการทำงานร่วมกับทาง DGA และพยายามที่จะเอาข้อมูลต่างๆ มารวบรวมให้ได้ แต่จะมีคนที่มีข้อมูลบางหน่วยงานอยู่ ซึ่งหวังว่าบุคคลนี้จะไม่ไปต่อเชื่อมกับตรงนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และพยายามที่จะต่อเชื่อมข้อมูล แต่ก็ยังต่อไม่ได้ ยังยากลําบากอยู่ ดังนั้นจะต้องมีการขยายผลเรื่องนี้ต่อไป
สุดท้ายนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้กล่าวอีกว่า นับถอยหลังอีก 60 วันจากนี้ ทางรัฐบาลจะมีการโฟกัสเรื่องแรกที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องเร่งทำคือเรื่องของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะต้องทำให้จบและให้เร็วที่สุด “ ท่านนายกฯ ไม่ได้อยากอยู่นาน เพราะด้วยความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สุดท้ายยังไงก็ต้องมาถึงวันเลือกตั้ง ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเสียคะแนน ยิ่งยื้อโดยที่อํานาจไม่เต็ม ก็จะยิ่งลําบาก มันไม่มีประโยชน์ ยิ่งยื้อ เราก็ยิ่งเหนื่อย “ สำหรับเรื่องการเลือกตั้ง ยืนยันว่า เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือไม่ก็อาจจะเป็นวันที่ 25 มกราคม 2569
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องกับประเทศกัมพูชา ล่าสุดพบสิ่งที่เกี่ยวข้องมีเรื่องการเมืองภายในประเทศอยู่ด้วย คือเรื่องของการยกเลิก MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กับ บริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่ง MOU ฉบับหนึ่งที่กระทรวงดีอี ในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยไปเซ็นไว้กับบริษัท ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ปรากฏว่าในภาพของการเซ็น MOU นั้น มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี, มีศาสตรจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ ในขณะนั้น ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว อีกทั้งยังมีนาย George Tan ตัวแทนบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) สิงคโปร์ ที่จะต้องมาเซ็นเอกสาร มีนายเบน สมิธ, นายธรรมมนัส พรหมเผ่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนการค้าไทย บทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ขณะนี้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ได้มีการดําเนินการไปอย่างเด็ดขาดคือ พอทราบเรื่องที่ผิดปกติของ MOU ฉบับนี้แล้วก็ให้มีการยกเลิกทันที และมีการตั้งกรรมการสอบ
นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า MOU ฉบับนี้มีความแปลกประหลาด เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทำเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย และเปิดพื้นที่เป็น "แซนด์บ็อกซ์" ให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุน ทดสอบการทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่มีกฎหมายกำกับดูแล โดยบริษัทจะนำบุคลากรด้าน IT จำนวน 500 คนเข้ามาในไทย โดยให้กระทรวงดีอี อำนวยความสะดวกให้ ซึ่งอาจทำให้บุคลากรเหล่านี้ เข้าถึงฐานข้อมูลส่วนตัวของคนไทยจำนวนมหาศาล
MOU ฉบับนี้จะไม่น่ากลัว ถ้าไม่มีนายเบน สมิธ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง ณ วันนั้นอาจจะพูดไม่เต็มปาก กรณีของนายเบน สมิธ แม้จะถูกจับมาหลายที่ แต่พอมาฝั่งไทยยังไม่ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน หรือยังไม่มีคดี จนกระทั่ง ปปง. อายัดทรัพย์หมื่นล้าน ก็สามารถที่จะพูดได้เต็มปากมากขึ้น จึงชวนให้สงสัยว่านายเบน สมิธ ไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ในขณะที่มีภาพภาพหนึ่ง นายเบน สมิธ ไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร มาก่อนหน้านั้น แต่ความจริงแล้วก็ไปพบอีกหลายคน ไม่ได้แค่เฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งภาพที่นายอนุทิน ได้ถ่ายร่วมกับนายเบน สมิธนั้น ก็ร่วมเป็นสิบปีแล้ว แม้จะมีการเจอกันบ้างแต่ก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันแต่อย่างใด และหากการที่นายเบน สมิธ จะพบปะหรือเจอใคร ก็ไม่ผิดและไม่แปลก นอกจากนี้ ยังเคยได้ยินมาจากหลายบุคคลที่บอกว่า มีบางรัฐบาล ผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับ V เรคคอมเมนต์ว่า รัฐมนตรีต้องทําความรู้จักกับนายเบน สมิธ ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลไหน แต่ยืนยันไม่ใช่รัฐบาลอนุทิน แน่นอน นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้ชื่นชมการดำเนินการของนายไชยชนก รมว.ดีอี (คนปัจจุบัน) ที่ดำเนินการอย่างเด็ดขาดคือการยกเลิก MOU ทันที เมื่อทราบเรื่อง และมีการตั้งกรรมการสอบ เหตุเพราะเรื่องบางเรื่องทำไมถึงดำเนินการไม่ได้ จึงได้มีการตั้งสมมติฐานว่า บางเรื่องจะมีคนภายในที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เรื่องหรือไม่ คิดว่าเรื่องนี้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะต้องทำผลงานออกมาให้ประชาชนเห็น อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องหลุดออกจากคําพูดที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลสแกมเมอร์ให้ได้
นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าในรายละเอียดของ MOU มีเรื่องแซนด์บ็อกซ์พนันออนไลน์อยู่ด้วย ทั้งยังคงเป็นที่สงสัยและมีการตั้งคําถามว่า 1) ทําไม MOU ฉบับนี้ถึงมีการเซ็นแบบเงียบ ๆ 2) ทำไมการเซ็นแบบเงียบๆ ถึงมี VIP จำนวนมาก 3) ทําไมเบน สมิธ ถึงไปอยู่ตรงนั้น และ 4) ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยจะมีความปลอดภัยจากคนกลุ่มนี้( IT 500 คน) ที่เขาอํานวยความสะดวกให้เข้ามาทำงานนี้หรือไม่
นายสิริพงศ์ ระบุว่า จากช่วงสถานการณ์น้ำท่วมได้มีการทำงานร่วมกับทาง DGA และพยายามที่จะเอาข้อมูลต่างๆ มารวบรวมให้ได้ แต่จะมีคนที่มีข้อมูลบางหน่วยงานอยู่ ซึ่งหวังว่าบุคคลนี้จะไม่ไปต่อเชื่อมกับตรงนั้น แต่ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และพยายามที่จะต่อเชื่อมข้อมูล แต่ก็ยังต่อไม่ได้ ยังยากลําบากอยู่ ดังนั้นจะต้องมีการขยายผลเรื่องนี้ต่อไป
สุดท้ายนี้ นายสิริพงศ์ ยังได้กล่าวอีกว่า นับถอยหลังอีก 60 วันจากนี้ ทางรัฐบาลจะมีการโฟกัสเรื่องแรกที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องเร่งทำคือเรื่องของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะต้องทำให้จบและให้เร็วที่สุด “ ท่านนายกฯ ไม่ได้อยากอยู่นาน เพราะด้วยความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สุดท้ายยังไงก็ต้องมาถึงวันเลือกตั้ง ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเสียคะแนน ยิ่งยื้อโดยที่อํานาจไม่เต็ม ก็จะยิ่งลําบาก มันไม่มีประโยชน์ ยิ่งยื้อ เราก็ยิ่งเหนื่อย “ สำหรับเรื่องการเลือกตั้ง ยืนยันว่า เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือไม่ก็อาจจะเป็นวันที่ 25 มกราคม 2569