นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากกิจกรรม Business Matching แล้ว กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังได้นำคณะผู้ประกอบการ และสหกรณ์ เข้าเยี่ยมคารวะท่านอุปทูต (นายทวีเกียรติ เจนประจักษ์) ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ โดยมี น.ส. สุปราณี ก้องเกียรติกมล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ สคต. สิงคโปร์ ร่วมบรรยายเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจการค้าและการตลาดในประเทศสิงคโปร์ และยังได้เชิญ Business Development Director จาก บริษัท Business Engineers Asia มาบรรยายสร้างความเข้าใจเรื่องกฎระเบียบทางการค้า การทำตลาด การตั้งราคา ขั้นตอนการนำเข้ามาตลาดสิงคโปร์ และเทคนิคการเจรจากับบริษัทนำเข้า และเปิด Export Clinic ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการแต่ละรายในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขนาด และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ พร้อมเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบการไทยด้วย ซึ่งฝั่งผู้ประกอบการไทยก็พอใจมากโดยเห็นว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นประโยชน์ สามารถนำความรู้ มุมมองใหม่ ที่ได้รับไปปรับใช้ต่อยอดธุรกิจ ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการผลิตที่ได้มาตรฐาน และเข้าใจความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี
นายวีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือการค้าเสรี ที่ไทยจะต้องเปิดตลาดสินค้านมและเนื้อโคในปี 2564 และ 2568 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ซึ่งพบว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคนมและโคเนื้อของไทย มุ่งมั่นที่จะปรับตัวเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง มีการสร้างเครือข่ายการแปรรูป และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายได้มาตรฐานสากล อีกทั้งยังพยายามรักษามาตรฐานสินค้าให้อยู่ในระดับพรีเมียมตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้มีคุณภาพดี เอาใจใส่ในการเลี้ยง มีระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเนื้อโค มีการปรับปรุงโรงฆ่าสัตว์เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งผมมั่นใจในศักยภาพอุตสาหกรรมโคนมแปรรูปไทยมากว่ามีความพร้อมสูงมากในการรุกตลาดต่างประเทศด้วย FTA และขณะเดียวกันก็พร้อมรับมือต่อการเปิดตลาดการค้าเสรีผลิตภัณฑ์นมที่จะเกิดขึ้นในปี 2568 ด้วยเช่นกัน"

