นายวีรศักดิ์ เสริมว่า นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนโคขุนสมุนไพรดอนมดแดง ที่ผลิตอาหารสัตว์เองจากแปลงข้าวโพดและแปลงหญ้าของเกษตรกร ทำให้สามารถลดต้นทุนและควบคุมคุณภาพของเนื้อโคขุนได้ และมีโอกาสที่จะพัฒนาแม่พันธุ์โค และโคขุน คุณภาพพรีเมี่ยมเพื่อส่งออก ซึ่งตนได้แนะนำเกษตรกรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล รวมถึงให้ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอมาสร้างแต้มต่อทางการค้าและขยายตลาดส่งออก โดยขณะนี้ประเทศคู่ค้าของไทย เช่น อาเซียน และจีน ได้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าโคเนื้อส่งออกจากไทยแล้ว ซึ่งตนมองว่าหากเกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าโคเนื้อของไทยให้ตอบสนองความต้องการของตลาด มีกระบวนการผลิต และโรงงานชำแหละที่ได้มาตรฐาน GMP ฮาลาล และความปลอดภัย สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น เนื้อชาบูสไลด์แช่แข็งพร้อมบริโภค เนื้ออบกรอบ เป็นต้น จะทำให้ผลิตภัณฑ์โคเนื้อของไทยมีโอกาสสูงในการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ ในช่วง 10 เดือนแรก (มกราคม-ตุลาคม) ของปี 2562 ไทยส่งออกโค/กระบือมีชีวิตสู่ตลาดโลก 192.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2561 ร้อยละ 30 มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ลาว สัดส่วนร้อยละ 95 ของการส่งออกโคกระบือมีชีวิตทั้งหมดของไทย รองลงมาคือ มาเลเซีย สัดส่วนร้อยละ 4 เวียดนาม สัดส่วนร้อยละ 1 กัมพูชา สัดส่วน ร้อยละ 0.1 และ เมียนมา สัดส่วน ร้อยละ 0.04
นายวีรศักดิ์ เพิ่มเติมว่า ยังได้ใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อำเภอสิรินธร เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินการ ณ ที่ด่าน และได้หารือถึงความเป็นไปได้ที่จะขยายเวลาทำการของด่านเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอีกด้วย โดยจุดผ่านแดนช่องเม็กถือเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญติดกับเมืองปากเซ สปป.ลาว ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของ สปป. ลาว รองจากนครหลวงเวียงจันทน์ และสะหวันนะเขต อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อไปยังเวียดนามตอนใต้ และกัมพูชาตอนเหนือได้ ปัจจุบัน การค้าชายแดนที่จุดผ่านแดนนี้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 มีมูลค่าประมาณ 8,500 ล้านบาท เป็นการนำเข้า 2,300 ล้านบาท และส่งออก 6,200 ล้านบาท สินค้าหลักที่มีการซื้อขายที่ชายแดนของไทย ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์และส่วนประกอบ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ สินค้าปศุสัตว์ เครื่องรับส่งสัญญาณโทรศัพท์ เป็นต้น