ต่อข้อซักถามที่ว่า มีทั้งคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ เข้ามาในพรรค ประเมินจุดดีจุดเด่นของพรรคไว้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ประเมินตัวเอง ประเมินพรรค ประเมินทีมงานของพรรค เราน่าจะปฏิบัติตนอยู่ในสิ่งที่ชอบที่ควรแล้วปฏิบัติตนให้ประชาชนทั่วไป และ พี่น้องนักการเมืองด้วยกันมองว่านี่เป็นความหวัง เราไม่มีการพูดกันต้องเป็นรัฐบาลแน่ ๆ หรือเปล่าถึงมากัน ไม่ใช่เลย ได้ทุกบทบาท เป็นรัฐบาลจะได้คนที่มีคุณภาพแบบนี้ทำงานให้กับบ้านเมือง เป็นฝ่ายค้านเจอพวกเราแบบนี้ ถ้ารัฐบาลทำไม่ดี ถ้ารอดได้ก็ให้มันรู้ไป
“เพราะฉะนั้นเราพร้อม เราทำงานการเมือง เป้าหมายแรกคือต้องไปเป็นผู้แทนราษฎรให้ได้ สำคัญมาก ตำแหน่งที่มีเกียรติสูงสุดสำหรับพรรคการเมือง ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่เป็นผู้แทนของราษฎร เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย นี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนมุ่งมั่น”
ส่วนที่ว่าได้อดีต ส.ส.เข้าพรรคจำนวนมาก ตั้งเป้าที่จะได้ส.ส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ แล้วยอมรับผลลัพท์ของมัน มันไม่จำเป็นจะต้องไปตั้งเป้า เพราะถ้าต่ำกว่าเป้าเป็นคนล้มเหลว ถ้าเกินเป้าบอกเป็นคนประสบความสำเร็จ ถ้าไปตั้งแบบนั้นทำให้ตัวเองไม่เป็นตัวของตัวเอง
“ไม่เคยกดดันตัวเอง ไม่ให้ใครมากดดันด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำ คือบอกบรรดาเพื่อนๆ ผู้สมัครว่า สิ่งที่ทำได้ทำไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ทำนะครับหัวหน้า มันเต็มที่ตรงนี้จริงๆ แล้วถ้า เชื่อตรงนั้น ถือว่าเขาเป็นผู้แทนของราษฎรไม่เขาจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง”
ที่ผ่านมาถูกมองว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้พอบอกได้หรือไม่ว่า หลังเลือกตั้งจะสนับสนุนคนที่ได้อันดับ 1 หรือคนที่จัดตั้งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตามหลักการควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะไม่ทำคือนอกเหนือรัฐธรรมนูญ
“ให้มันชัดเจนก็เลือกพรรคภูมิใจไทย มาอันดับ 1 สิครับ เพราะเราไม่ใช่เป็นคู่ขัดแย้งกับใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราพยายามปลีกตัวจากพรรคเล็ก ๆ ไม่มีความหมาย มาเป็นพรรคระดับกลาง ซึ่งวันนี้เชื่อว่าน่าจะมีความหมายในทางการเมืองอยู่บ้าง ทำไมต้องให้คนอื่นมาเลือกเรา ทำไมเราเลือกอนาคตตัวเราเองไม่ได้ ทำการเมืองถ้าเราทำมาแล้วหลักการประชาธิปไตยหลักของมันมีอยู่ แต่ว่าบางครั้งหลักการประชาธิปไตยก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน กลับทำให้บ้านเมืองถดถอยลงไป ในเรื่องของระบบรัฐสภา ถ้าจะมีตัวเลือกอะไรบ้างก็ขอให้อยู่ในระบบรัฐสภา อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องมีของข้างนอกเข้ามาก็พยายามจะประคองไม่ให้เกิดทางตัน
“หนังสือที่เขียนก็บอกอยู่ “มีรู มีหนู” ถ้าเกิดทางตัน จะทำให้ทุกอย่างมันตันหมด เอาศักดิ์ศรี เอาหลักการอย่างเดียว แต่ประเทศชาติ พินาศ ประเทศชาติไปต่อไม่ได้ เสียหาย คนที่รับกรรมที่สุดคือพี่น้องประชาชน บางทีเราก็ต้องคิดอย่างหนัก แต่รับรองว่าด้วยมันสมองแบบนี้จะไม่ทำอะไรให้บ้านเมืองเสียหาย และพยายามทำทุกอย่างที่เขาไม่ต้องมาเลือกเรา เราต้องเลือกเขา”
พรรคภูมิใจไทย เปิดกว้างใครคิดว่าพรรคภูมิใจไทยมีอนาคต และมีความมุ่งมั่นจะรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ ก็เข้ามา น้องๆ ที่เข้ามานี่เราโทรศัพท์คุยกันไม่เกิน 15 นาที ได้บอกทุกท่านไปว่ามาช่วยกันทำงานให้กับบ้านเมือง พูดแค่นี้ครับ น้องมีประสบการณ์ น้องมีความสามารถ พวกพี่ศรัทธาน้อง และจะเป็นเกียรติอย่างยิ่งถ้าได้น้องมาร่วมงาน วันรุ่งขึ้นมาน้องก็เรียกผมหัวหน้า ผมมีความภาคภูมิใจ
ด้านนายภราดร กล่าวว่า อันดับแรกถือโอกาสตรงนี้ ต้องขอบคุณพรรคชาติไทยพัฒนา ตลอด 10 ปี ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่กับ ฯพณฯท่านบรรหาร ศิลปอาชา มาตั้งแต่ปี 2550 และไม่ต้องพูดถึงคุณพ่อที่อยู่กับพรรคมา 30 กว่าปี พวกเรามีความผูกพันและรู้สึกเป็นบุญคุณ ที่ทางพรรคชาติไทยพัฒนาได้หยิบยื่นโอกาสให้พวกเรามาโดยตลอด
เหตุผลความจำเป็นในการย้ายพรรค นักการเมืองไม่มีใครอยากย้ายพรรค แต่ว่าด้วยเหตุผลของคุณพ่อ ที่ให้เหตุผลเอาไว้กับสื่อและสาธารณะว่าจำเป็นต้องเดินออกจากพรรคเพราะ ความเป็นห่วงพรรค ด้วยความที่อยู่กับพรรคมา 30 กว่าปี และไม่อยากเห็นพรรคล้มละลาย หรือถูกยุบเพราะตัวท่าน เพราะฉะนั้นท่านจำเป็นจะต้องเดินออกมาจากพรรค เมื่อพ่อมีความรู้สึกอย่างนั้นและเมื่อพ่อเห็นว่าตัวเองควรจะเดินออกมาเพื่อรักษาพรรคเอาไว้ ในฐานะลูกเข้าใจความรู้สึกของพ่อและไม่อยากทำให้พ่อมีความรู้สึกอึดอัด เพราะพวกเรารู้จักพ่อดี
ถ้าพวกเรายังอยู่ที่บ้านเก่า ถ้าพวกเรายังอยู่ที่เดิม คนเป็นพ่อและคนอย่างสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อถึงเวลาปี่กลองดัง ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นนักการเมือง และลูกอยู่ตรงนั้น เชื่อว่าพ่อคงจะปฏิเสธตัวเองไม่ได้ และเดินเข้าไปที่พรรค และสุดท้ายก็อาจจะเป็นเป้าทางการเมือง ให้ถูกดำเนินการไปสู่การยุบพรรค ซึ่งถ้ามันเดินหน้าไปถึงตรงนั้น พวกเรา ปริศนานันทกุล ตอบคำถามกับสังคมไม่ได้ และคงจะรู้สึกผิด ไปจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต เพาะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลของพวกผม จำเป็นจะต้องมาขอบารมีท่านอนุทิน
ด้านนายกรวีร์ กล่าวว่า ที่บ้านของเราไม่มีใครบังคับ นับตั้งแต่วันแรกที่ได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานทางการเมือง เป็นความสมัครใจของพวกเราทั้งคู่ ดังนั้นเรื่องการเลือกพรรคว่าจะไปอยู่ที่พรรคไหน คุณพ่อจะบอกว่า เขาตัดสินใจที่จะก้าวออกจากพรรคชาติไทย ส่วนลูกสองคนจะไปอยู่ที่ไหนก็ให้เป็นการตัดสินใจของลูก เราก็นั่งคุยกันว่าจะไปทางไหนกันต่อไป ได้มีการพูดคุยกัน อย่างที่หัวหน้าพรรคได้บอกว่ามีการพูดคุยกับนายภราดร พอได้ทราบแนวทาง วิธีการทำงานของทางพรรค เราได้คิดว่า เรามีความตั้งใจที่อยากจะเห็นพรรคการเมืองที่ทำงานการเมือง แล้วสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองได้จริงๆ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่นำเสนอเพียงแต่ว่า ส.ส.เข้ามา แล้วก็เข้าไปสู่สนามเลือกตั้งแล้วก็จบกันไป
“แนวทางของพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งใจที่จะทำการเมือง เพื่อที่จะผลักดันนโยบายต่างๆ ที่จะไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และเราก็เชื่อว่าปัจจุบันการเมืองควรที่จะหมดคำถาม ว่า เอ้ย..คุณจะไปอยู่กับพรรคทหาร หรือจะไม่ใช่พรรคทหาร วันนี้การเมืองควรที่จะเอาตัวตั้งก็คือปัญหาปากท้อง ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้งเสียก่อน ซึ่งก็ตรงกับที่พรรคภูมิใจไทยเองตั้งใจที่จะเสนอนโยบายเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าด้วยจุดยืนของพรรคนะครับ ด้วยวิธีการทำงานของพรรค ด้วยแนวนโยบายของพรรค พวกเราสองคนเป็นคนหนุ่มก็คิดว่าน่าจะมาช่วยเหลือ แล้วก็ทำงานรับใช้พรรค เพื่อที่จะทำให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมืองได้”

