เตือน ดิจิทัลสึนามิ มาแน่ หุ่นยนต์แทนคนงาน แนะรัฐต้องเตรียมรับมือ

เตือน ดิจิทัลสึนามิ มาแน่ หุ่นยนต์แทนคนงาน แนะรัฐต้องเตรียมรับมือ

พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย  ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital transformation) กล่าวถึง "ดิจิทัล สึนามิ" แนะรัฐต้องเตรียมรับมือ ปรับการศึกษา เพื่อสร้างทักษะการทำงาน มากกว่าความรู้ ชี้ Thailand sharing university คือ คำตอบ

เนื่องจากเทคโนโลยีบนมือของพวกเรามันเปลี่ยนแปลงไปมาก การสื่อสาร การเข้าถึงจะมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปมาก เพราะเนื่องจากเทคโนโลยี สื่อสารโทรคมนาคมทำให้พวกเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แต่แน่นอน ดิจิทัล เทคโนโลยยี มาถึงมือพวกเราแล้ว โทรศัพท์เคลื่อนที่ เข้าสู่ยุค 4.5 แล้วก็กำลังจะเข้าสู่ยุค 5 จี ใน 2-3 ปีข้างหน้า การปรับตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้าต่อจากนี้เป็นที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยี กำลังมาแทนในงานรูทีน(งานประจำ)มากขึ้น การปรับตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้าต่อจากนี้เป็นที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยี กำลังมาแทนในงานรูทีน(งานประจำ)มากขึ้น  ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็เริ่มมามีระบบ Robotic (หุ่นยนต์) เพราะเนื่องจากสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ ได้วิเคราะห์ว่าในวันนี้หุ่นยนต์สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ หุ่นยนต์ไม่ง่วง หิว ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เรียกร้องสวัสดิการสังคม หุ่นยนต์จึงเป็นปรากฏการณ์ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรม ทั่วโลกให้ความสนใจ และกำลังคืบคลานเข้ามาในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่แน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวถ้าเกิดประเทศเราปรับตัวได้ ความหมายคือเราจะต้องผลิตบุคลากร ให้ไปทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะซ่อมหุ่นยนต์ ควบคุมหุ่นยนต์ Maintenance (บำรุงรักษา) หุ่นยนต์ ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้ด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่แล้วก็จะปรับไปสู่หุ่นยนต์แน่นอน ไม่ใช่ปฏิเสธมัน เพราะเนื่องจากโลก ในวันนี้ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมาก ด้วยหุ่นยนต์และด้วยราคาถูกดังนั้นเอง ภาครัฐจะต้อง Re Skill หรือพัฒนาทักษะ ของคนในยุคต่อไป ดังนั้นเอง เด็กที่เกิดมาในวันนี้ สมมุติเรามีหลานอายุสัก 8 ขวบ อีก 10 ปีข้างหน้า หลานเราเข้ามหาวิทยาลัย จะให้เขาเรียนอะไรดี ซึ่งผมคิดว่าประเด็นให้เรียนอะไรดีนี่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดนะครับ เพราะเชื่อว่าเด็กในวันนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ในบางครั้งการเรียน เรียนด้วยตัวเอง บางทีโลกในอนาคตต่อไปอาจจะดีกว่าเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ หรือไม่ก็ต้องเรียนทั้ง 2 ระบบควบคู่กัน เพราะเนื่องจากเทคโนโลยีในคมนาคม ในระบบ ดิจิทัล มันเปลี่ยนไปมาก อย่างก้าวกระโดด ประเด็นที่สำคัญก็คือ แพลตฟอร์ม ดิจิทัล ทำให้โลกกำลังเปลี่ยนไป เข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน หรือ เราเรียกว่า Sharing Economy ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำของสังคม อาจจะถูกแก้ปัญหาได้ด้วยการมีนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับ Sharing Economy ยกตัวอย่างเช่น Airbnb หรือ แกร็บ สามารถทำให้คนมีอาชีพ ซึ่งปัจจุบันเราเห็นว่าทำให้คนทะเลาะแบะแว้งกันมากมายกว่าอุตสาหกรรมเก่า ที่เป็นรถแทกซี่แบบดั้งเดิม หรือโรงแรมแบบดั้งเดิม จะอยู่อย่างไร ซึ่งจริงๆ ประเด็นพวกนี้นี่ กลับกลายเป็นประเด็นที่สามารถแก้ปัญหาได้ ไปโดยธรรมชาติของมัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับรถแทกซี่แบบดั้งเดิมก็สามารถปรับตัเข้าหาแพลตฟอร์มพวกนี้ แล้วก็ทำให้เขาสามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น  ลูกหลานเขามีอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไป มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในทศวรรตต่อไป ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอาชีพใหม่ๆจะเกิดขึ้น ซึ่งวันนี้เราก็จะเห็นยูทูปเบอร์ เราจะมองเห็น เกม เคสเตอร์ หรือแม้แต่ เซเลบเบอร์ตี้ หรือนักร้อง นักแสดงก็เปลี่ยนไป ไม่มีสถาบันที่ชัดเจน ที่พวกเขาจะต้องไปพึ่งพิง ดังนั้นภาครัฐในอนาคตจึงต้องคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ทั้งไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย การกำกับดูแล และรูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนเป็นการศึกษาตลอดชีวิต ไม่สามารถที่จะเรียน 4 แล้วทำงานอีก 10 ปีต่อไปได้อีกแล้ว เพราะโลกในวันนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก้าวกระโดดเกินกว่าที่พวกเราจะจิตนาการได้