ด้าน อาจารย์เดชา ศิริภัทร ผอ.มูลนิธิข้าวขวัญ ผู้เชี่ยวชาญการใช้กัญชาทางการแพทย์ กล่าวว่า น้ำมันกัญชาที่ใช้รักษาอาการผู้ป่วยมีทั้งสูตรของตน และสูตรของทางองค์การเภสัชกรรม สำหรับสูตรของทางองค์การเภสัชกรรมจะสกัดแยกเป็น CBD, THC ส่วนสูตรของตนจะเอาน้ำมันทั้งหมดโดยไม่มีการแยกมาผลิตเป็นยา โดยทางกระทรวงสาธารณสุข ได้นำสูตรของตนไปแจกโรงพยาบาลแล้ว 22 แห่ง ร่วมหมื่นคน ยังไม่พบ ผู้ใดได้รับอันตราย
“น้ำมันกัญชา มีการใช้มานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถูกกฎหมายเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ถูกกฎหมายแล้วจึงค่อนข้างมีความมั่นใจ แต่หมอ แพทย์ และคนไข้บางท่านยังไม่ทราบจึงไม่มั่นใจในการใช้ ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้นำมาแจกที่กรมแพทย์แผนไทยฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับหมอ แพทย์ และคนไข้ต่อไป สำหรับโรงงานในการผลิตน้ำมันกัญชาได้มาตรฐาน ผ่านการตรวจสารปนเปื้อนที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์”อาจารย์เดชา กล่าว
ด้าน นพ.ประเสริฐ มงคลศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านฉาง แพท์แผนปัจจุบัน กล่าวถึง เกณฑ์การรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมนั้น เดิมต้องมีการบันทึกเข้าระบบแจ้งมาที่แพทย์แผนไทย ซึ่ง 100 คน มีกฎเกณฑ์ที่สามารถใช้น้ำมันกัญชาได้เพียง 20 คน ส่วนอีก 80 คน ยังไม่เข้าเกณฑ์ ยังไม่สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ แต่ตอนนี้สามารถรับได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ในการรักษาไม่ได้ให้ผู้ป่วยหยุดการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน เพียงแต่ให้ใช้น้ำมันกัญชาในการเสริมในการรักษา ขององค์การเภสัชกรรม ยังไม่เคยใช้ แต่เท่าที่ศึกษาดู 1.มีความเข้มข้นมากกว่า 2.สารประกอบตัวอื่นที่มีอยู่ในน้ำมันกัญชาไม่มีในสูตรขององค์การเภสัชกรรม เพราะไปสกัดโดยการ อ้างอิงยาแผนปัจจุบัน
ขณะที่นายชลิต ชินตะวัน ผู้ป่วยมะเร็งตับ กล่าาว่า ก่อนหน้าตนเคยรักษาด้วยสมุนไพรต่างๆ หลายชนิด ทั้ง เฉาเหว่ย อังกาบหนู เกลือดำ แต่เมื่อได้ทราบจากข่าวว่าคลินิกกัญชาเปิดให้บริการในวันที่ 6 มกราคม นี้ หลายคนบอกว่าเมื่อใช้กัญชาเข้ารับการรักษาเกี่ยวกับมะเร็งตับแล้วอาการดีขึ้น จึงได้เดินทางมา ก่อนนหน้านี้แพทย์แผนปัจจุบันให้รักษาด้วยการทำคีโม และฉายรังสี ซึ่งจะอยู่ได้ 6 เดือน จึงเลือกทำการรักษาแบบธรรมชาติด้วยกัญชา รักษาดีกว่า

